กรมโยธาฯแจงเหตุแผ่นดินไหว ชี้อาคาร 9 ประเภทกว่า 2 หมื่นแห่งเสี่ยง เร่งตรวจสอบกทม.กว่าหมื่น - ต่างจังหวัดกว่า9 พันแห่ง
นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยธ.) กล่าวถึงกรณีหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ มีศูนย์กลางที่ ต.ทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย ส่งผลกระทบ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย ทางกรมฯ ได้สั่งการให้โยธาธิการและผังเมือง 9 จังหวัดภาคเหนือ เร่งตรวจสอบความเสียหายของอาคารภาครัฐ ได้แก่ ศาลากลางจังหวัด และอาคารสูงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน รวมถึงสำรวจความเสียหายของเขื่อนป้องกันตลิ่ง โดยผลสำรวจความเสียหายเบื้องต้นมีจังหวัดที่ได้รับความเสียหาย 3 จังหวัดคือ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา จังหวัดที่เสียหายมากที่สุดคือ เชียงราย ส่วนใหญ่เป็นวัดและบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ส่วน จ.เชียงใหม่ มีความเสียหายที่อาคารขนาดใหญ่คือ โรงพยาบาลนครพิงค์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ต นอกจากนี้พบว่า ยอดฉัตรพระบรมธาตุดอยสุเทพ เอียง 20-25 องศาฯ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ นอกจากนี้กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ตรวจสอบโบราณสถานสำคัญ อาทิ วัดเจดีย์หลวง และพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ สำหรับ จ.พะเยา นั้นพบว่าโรงเรียนแม่ใจวิทยาคม อ.แม่ใจ อาคารเรียน 4 ชั้นเสียหาย องค์พระธาตุวัดศรีพิงค์เมืองเกิดรอยแตกร้าวเป็นทางยาวบนองค์พระธาตุประมาณ 5-6 เมตร ส่วนอีก 6 จังหวัดไม่มีรายงานความเสียหาย
นายมณฑล กล่าวว่า ปัจจุบันไม่มีกฎระเบียบบังคับการออกแบบอาคารให้รองรับแผ่นดินไหว มีเพียงกฎกระทรวงจำนวน 4 ฉบับที่กำหนดการดัดแปลงอาคารให้รองรับแผ่นดินไหว ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเจ้าของอาคารจะทำการสำรวจและดัดแปลงตามระเบียบที่กำหนดไว้ ซึ่งกรุงเทพฯ มีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวได้ เนื่องจากชั้นดินเป็นดินอ่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องแจ้งให้เจ้าของอาคารตรวจสอบและดัดแปลงอาคารให้รองรับผลกระทบจากแผ่นดินไหวนั้นมีอยู่ 3 บริเวณ ในฐานะที่กรมโยธาฯเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการกำหนดมาตรฐาน กำกับดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร ทางกรมโยธาได้มีการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับแผ่นดินไหวไปแล้ว ยังมีการเกิดอาฟเตอร์ช๊อคตามมาอีกหลายครั้ง ขณะนี้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองไปตรวจสอบสภาพความเสียหายของอาคารแต่ละพื้นที่แล้ว
อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมโยธาธิการฯมีกฎกระทรวงที่บังคับใช้อยู่ 4 ฉบับ ซึ่งดำเนินการพื้นที่เสี่ยงภัยต่อแผ่นดินไหวไว้แล้ว แยกออกเป็น 3 บริเวณด้วยกันครอบคลุม 22 จังหวัดแบ่งเป็น 1. บริเวณเฝ้าระวังที่อาจรับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ กระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี รวม 7 จังหวัด ขณะเดียวกันยังมีบริเวณที่ 1 ที่เป็นบริเวณพื้นที่ดินอ่อนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร รวม 5 จังหวัด และบริเวณที่ 3 เป็นพื้นที่อยู่ใกล้บริเวณรอยเลื่อนที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ กาญจนบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน รวม 10 จังหวัด
"สิ่งที่จะป้องกันผลกระทบจากแผ่นดินไหวได้ดีที่สุดคือการป้องกันอาคารขนาดใหญ่ 9 ประเภทที่ควรได้รับการตรวจสอบ" อธิบดีกรมโยธาฯ กล่าวและว่า ปัจจุบันมีจำนวน 21,078 อาคาร แบ่งเป็น อาคารสูง 2,671 อาคาร อาคารขนาดใหญ่พิเศษ 1,663 อาคาร อาคารชุมนุมคน 1,580 อาคาร โรงมหสพ 648 อาคาร โรงแรมที่มีห้องพัก 80 ห้องขึ้นไป 496 อาคาร อาคารชุดหรืออาคารอยู่รวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป 4,931 อาคาร โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น มีพื้นที่มากกว่า 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป 1.473 อาคาร สถานบริการ 2,636 อาคาร ป้ายที่มีความสูง 15 เมตรขึ้นไปหรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตร จำนวน 4,980 ป้าย รวมทั้งสิ้น 21,078 อาคาร
สำหรับข้อมูล อาคาร 9 ประเภทที่ต้องตรวจสอบในพื้นที่ กทม.นั้น ประเภทอาคารสูง 2,310 อาคาร อาคารขนาดใหญ่พิเศษ 1,091 อาคาร อาคารชุมนุมคน 975 อาคาร โรงมโหรสพ 313 อาคาร โรงแรมที่มีที่พักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป 161 อาคาร อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป 4,245 อาคาร โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น มีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป 107 อาคาร สถานบริการ 1,383 อาคาร ป้ายที่มีความสูงตั้งแต่ 15 เมตร หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตร 1,376 ป้าย รวมทั้งสิ้น 1,1961 ส่วนต่างจังหวัดอาคาร 9 ประเภทที่ต้องเร่งตรวจสอบ มี 9,117 อาคาร









