กรมทรัพยากรธรณีแนะจับตา 5 กลุ่มรอยเลื่อนภาคเหนือ เฝ้าระวังดินถล่มช่วงหน้าฝน 14 จังหวัดภาคเหนือ ทบทวนกฎหมายก่อสร้างอาคารสูง
นายปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในการแถลงข่าว”กรณีแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ จังหวัดเชียงราย” ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อ.พานจ.เชียงรายเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมานั้นเกิดการเลื่อนตัวที่มีพลังของกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา ซึ่งเป็นการเลื่อนตัวในแนวราบแบบเหลื่อมซ้าย ถือเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50-100 ปีของประเทศไทยเพราะกลุ่มรอยเลื่อนพะเยาเคยเกิดการเลื่อนตัวก่อนหน้านี้เมื่อปี 2537 ทำให้เกิดแผ่นดินไหว 5.2 ริกเตอร์
แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งล่าสุดนี้ มีความรุนแรงถึง 6.3 ริกเตอร์ เกิดหลุมลึกกว่า 7 กิโลเมตร และมีอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรง 4.1-4.2 ริกเตอร์จำนวน 19 ครั้งมากกว่าในช่วง 20 ปีก่อนที่กลุ่มรอยเลื่อนพะเยาเคยเกิดการเลื่อนตัวเมื่อปี 2537 ทำให้เกิดแผ่นดินไหว 5.2 ริกเตอร์ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลกระทบมาถึงกรุงเทพฯมีเพียงผู้อยู่อาคารสูงในกรุงเทพฯที่รู้สึกไดถึงความสั่นไหว ขณะนี้กรมได้ตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังและส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนพะเยาและรอยเลื่อนใกล้เคียงแล้ว รวมทั้งคอยช่วยเหลือประชาชนในภาคเหนือและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆแล้ว
นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่กลุ่มรอยเลื่อนพะเยานั้นคาดว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำขึ้นมาอีกในช่วงนี้เพราะพลังงานการเลื่อนตัวของกลุ่มรายเลื่อนพะเยามีความมั่นคงแล้ว จะเกิดขึ้นเป็นรอบ 10-20 ปีเท่านั้น ซึ่งการเฝ้าระวังเบื้องต้นนี้กรมฯได้ส่งทีมนักธรณีวิทยาลงไปขุดดูการเลื่อนตัวของดินในกลุ่มรอยเลื่อน 5 กลุ่มได้แก่ กลุ่มรอยเลื่อนพะเยา กลุ่มรอยเลื่อนแม่ทา กลุ่มรอยเลื่อนบัว กลุ่มรอยเลื่อนแม่อิงและกลุ่มรอยเลื่อนเถินเพื่อดูว่าพลังการเลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนพะเยาส่งผลถึงรอยเลื่อนอื่นๆมากน้อยเพียงใดและในพื้นที่ใดบ้าง
นอกจากนี้ กรมฯจะต้องเร่งปักหมุดเพื่อดูตำแหน่งการเลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนต่างๆในประเทศไทยที่มีทั้งหมด 14 กลุ่มรอยเลื่อนกระจายอยู่ใน 22 จังหวัดให้ครอบคลุมทั้งหมด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร และจะต้องเฝ้าระวังดินถล่มในฤดูฝนใน 14 จังหวัดในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับกลุ่มรอยเลื่อนพะเยาในระยะ 30-40 กิโลเมตร เนื่องจากผลจากการเลื่อนตัวของดินทำให้ดินกับน้ำแยกตัวกัน ส่งผลให้เนื้อดินไม่แน่นเช่นเดิม นอกจากนี้ ในส่วนของกรุงเทพฯและสมุทรปราการก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกันเพราะมีโอกาสดินทรุดได้ง่าย หากอนาคตเกิดแผ่นดินไหวโดยเฉพาะสมุทรปราการที่เป็นพื้นที่ดินอ่อนทรุดตัวได้ง่าย
นายวรศาสน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการป้องกันเรื่องของอาคารสูงทรุดตัวนั้น ขณะนี้มีกฎหมายในเรื่องการก่อสร้างอาคารสูงซึ่งกำหนดให้ต้องมีการวางรากฐานและโครงสร้างเพื่อให้รองรับเหตุแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์ แต่ไม่ได้เป็นการบังคับอย่างเด็ดขาด จะให้เจ้าของอาคารพิจารณาเองว่าควรวางรากฐานและโครงสร้างเพื่อให้รองรับแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์หรือไม่เพราะโครงสร้างอาคารเช่นนี้มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตาม ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาพิจารณาว่าควรทบทวนกฎหมายดังกล่าวให้เข้มงวดขึ้นหรือไม่โดยกำหนดให้อาคารสูงที่อยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวต้องมีการวางรากฐานและโครงสร้างอาคารให้รองรับแผ่นดินไหวได้มากถึง 7 ริกเตอร์







