แพทย์เผย7วันอันตรายเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์สูง 46%เหตุเมินใช้นั่งนิรภัยสำหรับเด็กจี้รัฐลดภาษีนำเข้าเหลือ 5% พร้อมออกกฎหมายคุม
ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี ร่วมกับราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ แถลงข่าวเดินทางท่องเที่ยงสงกรานต์ปลอดภัย ด้วยที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก
นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กรพ.รามาธิบดี เปิดเผยว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ในหลายๆ เรื่อง เช่น การสวมหมวกนิรภัย การคาดเข็มขัดนิรภัย การเข้มงวดเรื่องใบขับขี่ รวมทั้งรณรงค์เมาไม่ขับ โดยมีกฎหมายบังคับอย่างชัดเจน แต่ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้ รถที่มีเด็กร่วมเดินทางต้องมีที่นั่งสำหรับเด็ก (car seat) ซึ่งจากการสำรวจพบว่าอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเสียชีวิตในเด็ก รองจากการจมน้ำ ทั้งนี้สถิติในปี 2554 พบว่า มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทั้งประเทศได้รับอุบัติเหตุจากการโดยสารรถยนต์ทุกประเภทรวม 1,827 ราย เสียชีวิต 614 ราย ขณะสถิติปี 2555 พบว่า เฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์มีการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี 28 ราย คิดเป็น 8.8% แบ่งเป็นอุบัติเหตุจากรถยนต์ 13 ราย คิดเป็น 46% ที่เหลือเป็นการเสียชีวิตจากรถมอเตอร์ไซค์
นพ.อดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า เด็กที่เสียชีวิตทั้งหมดนั้น สาเหตุเกิดจากไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยหรือใช้คาร์ซีด 100% โดยจากการศึกษาพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี ไม่สามารถใช้เข็มขัดนิรภัยที่มากับตัวรถได้ เพราะไม่สมดุลกับสรีระสายจะไปอยู่ที่บริเวณคอและช่องท้องซึ่งอันตรายเมื่อประสบเหตุ ดังนั้นการใช้ที่นั่งสำหรับเด็กจึงมีความจำเป็นมาก แต่ที่ผ่านมาการรณรงค์ไม่ค่อยได้ผล โดยพบว่าทั่วทั้งประเทศมีผู้ปกครองใช้ไม่ถึง 1% เป็นเพราะส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงอันตราย อีกทั้งยังมีราคาแพงมาก เนื่องจากต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีภาษีนำเข้าสูงถึง 30% เท่ากับสินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือย ไม่ได้เทียบกับกลุ่มสินค้าด้านความปลอดภัย ที่ผ่านจึงมีความพยายามในการจราจรให้ลดภาษีลงเหลือเพียง 5% ซึ่งคิดว่าน่าจะทำได้ แต่ก็ยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม
“ติดตั้งที่นั่งสำหรับเด็กอย่างถูกวิธี ต้องติดตั้งไว้ที่เบาะหลังและหันหน้าเข้าเบาะ เพราะหากหันมาทางด้านหน้า จังหวะเบรกอาจทำให้เกิดอันตรายต่อกระดูกคอของเด็ก ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ถึง 5 เท่า ส่วนรถปิ๊กอัพนั้นบริเวณเบาะหลังไม่เหมาะสำหรับติดตั้งที่นั่งสำหรับเด็ก จึงต้องมาติดไว้ที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ แต่มีข้อแม้เบาะที่นั่งข้างคนขับจะต้องไม่มีถุงลมนิรภัย เพราะอาจทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บได้ แต่ที่อันตรายที่สุดคือการนำเด็กไปนั่งกระบะท้าย เพราะไม่มีโครงสร้างรถให้ยึดเกาะ จึงเพิ่มความเสี่ยงถึง 8 เท่า ส่วนใหญ่พบว่าจะพลัดตกจากตัวรถ แม้ว่าจะไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ”
นางสาวสุธีรา ต่อสุทธิ์กนก ผู้ปกครองตัวอย่างที่ใช้ที่นั่งสำหรับเด็ก กล่าวว่า ใช้ที่นั่งสำหรับเด็กกับลูกของตัวเองตั้งแต่ 2 เดือน เพราะเคยเห็นลูกของญาติประสบอุบัติเหตุ จากการไม่ใช่ที่นั่งสำหรับเด็ก เมื่อรถเบรกกะทันหันทำให้เด็กตกลงไปที่พื้นรถจนหัวแตก เลยกลัวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับลูกตัวเอง ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านทำให้ทราบว่าต้องติดตั้งคาร์ซีดไว้เบาะหลังและหันหน้าเข้าหาเบาะที่นั่ง เพราะหากเอาไว้เบาะหน้าเวลาเกิดอุบัติเหตุลูกอาจได้รับบาดเจ็บจากถุงลมนิรภัย ทั้งนี้อยากเสนอให้ภาครัฐออกกฎหมายให้มีการใช้เบาะที่นั่งสำหรับเด็ก เหมือนกับในต่างประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ทาง รพ.จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กกลับบ้านเด็ดขาด หากตรวจพบว่ารถที่นำมารับนั้นไม่มีที่นั่งสำหรับเด็ก อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายยังเข้มงวดในเรื่องนี้มาก
“ผู้ปกครองหลายคนมักเข้าใจว่าการกอดลูกเอาไว้ น่าจะปลอดภัยกว่าการให้นั่งคาร์ซีด แต่จริงๆ ในจังหวะที่เกิดอุบัติเหตุ ส่วนมากผู้ปกครองจะตกใจและเผลอปล่อยลูกหลุดมือ ทำให้เด็กกระเด็นตกพื้นรถหรือไม่ก็กระเด็นออกจากตัวรถ จนนำมาซึ่งการบาดเจ็บและเสียชีวิต”
ด้านนัยนา ขนอนเวช ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลทานตะวัน กล่าวว่า ทางโรงเรียนได้มีการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยสำหรับนักเรียนมาตั้งแต่ปี 2540 ด้วยการขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ในการใช้เข้มขัดนิรภัยและที่นั่งสำหรับเด็ก(car seat) จนเมื่อปี 2552 พบว่า ผู้ปกครองให้ความร่วมมือเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น70% ซึ่งสามารถช่วยลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้มาก โดยต่อจากนี้จะยังคงมีการรณรงค์ต่อไปเรื่อยๆ หากผู้ปกครองท่านใดยังไม่ให้ความร่วมมือ จะมีการปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยให้กับเด็ก เพื่อให้ไปพูดกับผู้ปกครองได้ตระหนักถึงความสำคัญ ทั้งนี้สาเหตุที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังไม่นิยมใช้ เป็นเพราะว่ามีราคาค่อนข้างสูงจากการสำรวจในประเทศไทยพบว่า ราคาอยู่ที่ประมาณ 4,000 - 36,000 บาท จึงอยากให้ทางรัฐบาลพิจารณาช่วยเหลือเรื่องการลดภาษี ซึ่งจะทำให้ราคาในภาพรวมลดลง
“อยากฝากพ่อแม่ผู้ปกครองว่าลูกคือดวงใจ เราซื้อคาร์ซีดเพื่อปกป้องชีวิตของคนที่เรารัก ดีกว่าไปซื้ออะไรหลายๆ อย่างที่ไม่จำเป็น เพราะเราใช้รถทุกวันดังนั้นขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเป็นหลักจะได้ไม่มานั่งเสียใจภายหลัง”









