วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 แต่นั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ทำให้ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ มีวันนี้
ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ เคยอยู่แถวหน้าในวงการตลาดหลักทรัพย์ไทย กลับกลายมาเป็นบุคคลล้มละลายจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 แต่นั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้เขามีวันนี้ วันที่สร้างรายได้และอาชีพให้กับผู้คน วันที่ได้รู้จักการให้และแบ่งปันคืนสู่สังคม
เชื่อแน่ว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2540 หลายคนยังคงจำได้เป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับบทเรียนที่ยากจะลืมเลือน บ้างถูกประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลายหลายต่อหลายท่าน แต่จะมีสักกี่คนที่ไม่จำนนต่อวิกฤตินั้นแถมยังพลิกให้เป็นโอกาสฟื้นคืนได้อีกครั้ง
อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย จำกัด หรือบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากบุคคลที่เคยอยู่แถวหน้าในวงการตลาดหลักทรัพย์ไทย กลับกลายมาเป็นบุคคลที่ต้องเป็นหนี้ถึงพันล้านในปีนั้น
หลายคนมองว่าเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้าย แต่สำหรับศิริวัฒน์แล้ว นั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้เขามีวันนี้
เส้นทางทดสอบใจ
ศิริวัฒน์บอกกับ 'กรุงเทพธุรกิจกายใจ'ว่า ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติทางการเงินปี 2540 เขาเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ใช้ชีวิตสะดวกสบายมาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก เขาตั้งใจเอาไว้ว่าทำงาน เล่นหุ้น ทำอสังหาริมทรัพย์ ไปเรื่อยๆ มีเงินหลายร้อยล้าน และจะเกษียณอายุในวัย 45 ปี แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อฟองสบู่แตกต้องกลับกลายมาเป็นบุคคลล้มละลายในวัย 48 ปี
ณ วันนั้นศิริวัฒน์ได้แต่เอามือก่ายหน้าผาก ไม่รู้จะไปในทิศทางใด อาจจะต้องปิดบริษัทและลอยแพพนักงาน 20 ชีวิต แต่ด้วยความที่คุณพ่อของศิริวัฒน์สอนสั่งมาตั้งแต่เด็กว่า จะอย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญคือต้องไม่ทิ้งลูกน้องโดยเด็ดขาด ไม่มีทางที่เราจะทำงานคนเดียวได้ ลูกน้องคือคนที่ช่วยเหลือเรา ฉะนั้น เราต้องช่วยเหลือเขา นั่นคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ต้องคิดหาทางออกให้ได้เพื่ออยู่รอดไปด้วยกัน จึงไม่มีเวลาที่จะนั่งเอามือก่ายหน้าผากได้นานนัก
ในตอนนั้นศิริวัฒน์ยังคงมืดแปดด้านแต่ด้วยมีภรรยาคู่คิดที่เสนอให้ทำการค้าขายสินค้าประเภทอาหาร เพราะถึงอย่างไรคนเราก็ต้องกิน จึงได้เริ่มต้นทำแซนด์วิชในวันที่ 20 เมษายน 2540 ด้วยความอนุเคราะห์จากทางผู้บริหารโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ตั้งโต๊ะขายได้ ในวันนั้นทำมา 20 ชิ้น ชิ้นละ 25 บาท กว่าจะขายหมดใช้เวลาถึงกว่า 6 ชั่วโมง ได้เงินมาเพียง 500 บาท
ศิริวัฒน์ตอบตรงไปตรงมาว่า อายมากกับการที่ต้องมายืนขายของและได้เงินมาน้อยนิด หลังจากนั้นผ่านมา 3-4 เดือนถึงมีกำไร 40% ของเงินเดือนมาจ่ายพนักงาน แต่ก็ยังมองว่าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่รอดแน่ จึงได้คิดหาหนทางใหม่ด้วยความที่เรียนจบมาจากอเมริกา และเห็นรูปแบบการขายริมถนนที่มีกระบะคล้องคอ จึงบอกกับพนักงานว่าเราจะขายของแบบคล้องคอขายนะ พนักงานเมื่อได้ฟังก็ถอดใจ กลัวเทศกิจและอีกหลายๆ อย่าง
ด้วยความที่ไม่ทิ้งลูกน้อง ศิริวัฒน์จึงบอกว่า “คุณไม่ต้องกลัวนะ เราไปด้วยกัน มีอะไรผมจะช่วยเหลือเอง” จึงได้เริ่มแบกกล่องโฟมคล้องคอที่แยกราชประสงค์ แต่ขายไม่ได้เพราะถูกเทศกิจจับ
บททดสอบใจอีกอย่างในตอนนั้นก็คือ เพื่อนฝูงที่เคยรู้จักเมื่อเห็นศิริวัฒน์ขายแซนด์วิชข้างถนน ก็มองด้วยสายตาที่แปลกประหลาด ทักทายบ้างแต่ไม่ซื้อ ทำให้ศิริวัฒน์ท้อแท้มากที่สุด แต่จุดคิด ณ วันนั้นก็คือ “เรายอมแพ้ไม่ได้ เราต้องทำ” จึงตั้งมั่นและตั้งใจ ทิ้งความท้อไป ประกอบกับสิ่งที่ทำนั้นได้รับความสนใจจากสื่อมากมาย ทำให้แซนด์วิชเป็นที่รู้จักและได้รับการอุดหนุนมากขึ้น
แต่การช่วยซื้อนั้นคงอยู่ได้ไม่นานหากรสชาติไม่อร่อยและไม่สดใหม่จริงๆ ด้วยความที่เขามีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า คือของต้องสดใหม่ทำวันต่อวัน ไม่นำของค้างคืนมาขาย ของเหลือต่อวันก็นำไปแจกจ่ายต่อพนักงานและผู้ขาดแคลนตามสถานที่ต่างๆ จึงทำให้พูดกันปากต่อปากว่า แซนด์วิชของศิริวัฒน์ดีและอร่อยอย่างไร ส่งผลให้มีลูกค้าทั้งเก่าและใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รู้กระจ่างให้เชี่ยวชาญ
วิกฤติในปี 2540 มุมคิดของศิริวัฒน์ตอนแรกเฝ้าแต่คิดว่า “ทำไมต้องเป็นเรา จากสบายต้องมาลำบาก มาถูกเทศกิจจับถึง 2 ครั้ง” แต่มุมคิด ณ วันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก ศิริวัฒน์มองว่า สิ่งที่เผชิญในวันนั้น คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด
สิ่งที่เป็นแรงใจสำคัญที่ทำให้สู้มาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ท้อถอย นั่นก็คือ ครอบครัว ทั้งภรรยาและลูกๆ ทั้งสาม โดยภรรยาไม่เคยสักนิดที่จะตำหนิติเตียน แถมยังตื่นมาทำแซนด์วิชตั้งแต่ตี 3 เพื่อให้ทันขายในทุกๆ เช้าอีกด้วย
ส่วนลูกๆ นั้นในช่วงแรกยังคงไม่เข้าใจเนื่องจากยังเด็กอยู่ แต่ก็เข้าใจได้ในระยะเวลาไม่นาน ต้องขอบคุณทางโรงเรียนที่สอนและอธิบายให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่ศิริวัฒน์ทำคือสิ่งที่น่าชื่นชมและน่ายกย่อง ไม่ใช่สิ่งที่น่าอายเลย ลูกๆ จึงเข้าใจ หันมาสนใจและช่วยเหลือด้วยตัวของเขาเอง นั่นคือสิ่งที่เป็นแรงใจสำคัญอย่างแท้จริง
ปัจจุบันแซนด์วิชไม่ใช่สินค้าหลักของศิริวัฒน์ เนื่องจากถึงทางตันคือ ขาดคนแบกกล่องขาย จึงมองหาลู่ทางอื่น คือ เปลี่ยนกลุ่มสินค้าขายแต่ยังคงเน้นเป็นอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งไปเดินในงานโอทอปเพื่อหาสินค้าตัวใหม่มาขายก็คือ ข้าวกล้องอบกรอบและน้ำเม่าเบอร์รี่
ในวันนี้ศิริวัฒน์มีหน้าร้านชื่อว่า SIRIdeli อยู่ 2 สาขาคือ สาขาโรงพยาบาลกรุงเทพ และสาขาโรงพยาบาลพญาไท 3
จากที่สั่งสินค้ามาทดลองขาย เมื่อขายได้เขาจึงพัฒนาโดยให้แหล่งผลิตทำจำหน่ายในชื่อแบรนด์ของตนเอง อย่างน้ำเม่าเบอร์รี่นั้น อดีตเป็นแค่สินค้าพื้นถิ่นที่ขายแทบไม่ได้ราคามากมายนัก แต่คุณประโยชน์นานัปประการจึงคิดให้ชุมชนพื้นถิ่นเป็นผู้ผลิต
ส่วนตัวศิริวัฒน์ขอใช้ความถนัดในด้านการตลาดให้ถูกทาง ทำให้ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย คือชุมชนได้ประโยชน์ มีรายได้และอาชีพ ส่วนตัวเขาก็ได้นำสินค้าเข้าสู่ตลาดศูนย์การค้าและตลาดส่งออก
เริ่มต้นในชุมชนภูพาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งไม่ได้ใส่ใจกับน้ำเม่าเบอร์รี่มากนัก แต่เมื่อศิริวัฒน์เห็นลู่ทางจึงให้ทางชุมชนผลิตเป็นแบรนด์ของศิริวัฒน์ส่งขาย จากในอดีตที่ลูกมะเม่าหรือหมากเม่ากิโลกรัมละ 20 บาท หลังจากนั้นผ่านไปเพียง 2-3 ปี ขยับมาเป็นกิโลกรัมละ 50 บาท เมื่อเม่าเบอร์รี่กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจของท้องถิ่น สร้างรายได้และอาชีพให้กับชุมชนอย่างไม่น่าเชื่อ
ศิริวัฒน์ทำให้คนในชุมชนตื่นตัวอย่างมาก จากเดิมที่เคยปลูกเพียงมันสำปะหลัง ตอนนี้หันมาใส่ใจในพืชท้องถิ่นซึ่งแต่ละต้นก็อายุยืนนานเป็นร้อยปี ไม่ต้องเสียเวลามาปลูกใหม่ ตรงนี้เองที่ทำให้เกษตรกรสนใจเพราะแทบไม่ต้องใช้ต้นทุนแถมยังทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งลดการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนอีกด้วย นี่คือสิ่งที่ศิริวัฒน์ภาคภูมิใจที่ได้ให้บางสิ่งกลับคืนสู่สังคมและชุมชนบ้าง แม้นจะยังเป็นเพียงแค่เริ่มต้นไม่กี่ปีเท่านั้น
ศิริวัฒน์เคยพูดกับเกษตรกรชาวภูพานเมื่อปี 2553 ว่า ลูกมะเม่าหรือหมากเม่าที่ชาวบ้านเห็นเป็นผลไม้พื้นถิ่น ขึ้นเองตามธรรมชาติไม่มีค่ามีราคานั้น ต่อไปจะเป็นทองคำสีดำเฉกเช่นเดียวกับทองคำสีดำของชาวอาหรับ นั่นคือน้ำมันนั่นเอง มะเม่าก็เช่นกันมีสีดำแต่ในอนาคตมันจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ดี ในปีนั้นเกษตรกรไม่เชื่อ แต่มาวันนี้เขาเชื่อแล้วว่าของพื้นถิ่นสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้จริง
ศิริวัฒน์มีความเชื่อว่าคนเราต้องใช้ความถนัดที่มีของตนให้ถูกทาง จะให้คนถนัดแบบนี้แต่ไปทำอย่างอื่นก็ไม่เกิดผลดีเท่าที่ควร แต่หากต่างคนต่างทำหน้าที่ที่ถนัด เชื่อแน่ว่าผลที่ออกมาจะงดงาม เปรียบได้กับตัวเขาเองที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกและผลิต ส่วนเกษตรกรให้ไปทำการตลาดก็คงไม่ถนัดและอาจไปไม่ถูกทาง ฉะนั้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนตามความถนัด แล้วนำมาประสาน ก็จะเดินทางไปได้ยาวไกลและยั่งยืน
ทั้งยังสามารถพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรอีกด้วย ผลผลิตที่ได้จากการแปรรูปจะต้องรักษามาตรฐานเช่นกัน ให้เป็นเกรดโอทอปห้าดาว ณ วันนี้สินค้าจึงไต่ระดับด้วยตัวของมันเอง กลายเป็นสินค้าส่งออกที่ได้รับความสนใจจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างมาก
'พอเพียง' ของขวัญสุดล้ำค่า
ในอดีตด้วยที่เรียนมาจากประเทศทางตะวันตก จึงมีความคิดความเชื่อแบบตะวันตกว่า จะรวยได้ด้วยอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นดั่งเช่นอภิมหาเศรษฐีชาวตะวันตก แต่ก็พบว่ามันไม่เป็นจริงเสมอไป วันนี้ ศิริวัฒน์พบหนทางเดินใหม่ที่ใช่จริงๆสำหรับเขา นั่นคือ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งประเทศไทยมีของดีมากมายที่รอให้ถูกหยิบออกมาพัฒนาให้เป็นสินค้ามีคุณภาพ ให้เป็นที่รู้จัก ทำการตลาดให้ดี ก็สามารถส่งออกได้ไม่แพ้ชาติใดในโลกเช่นกัน
"ในอนาคตทุกสิ่งล้วนมาพร้อมความไม่แน่นอน เราจึงควรยึดถือตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือ ทำโดยพอประมาณ ทำโดยมีเหตุผล และสิ่งสำคัญก็คือสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีง่ายๆ โดยการพึ่งพาตนเองไม่พึ่งคนอื่น เท่านั้นเอง เราก็ไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งไม่แน่นอนในอนาคตแล้ว หากเราทำเช่นนี้ได้ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง เราก็จะยืนหยัดได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง"
สิ่งสำคัญที่ศิริวัฒน์อยากฝากไว้ก็คือ หาก ณ วันใดในอนาคต ท่านต้องเผชิญกับวิกฤติดั่งเช่นปี 2540 อยากให้ครองสติให้มั่นแล้วมองว่ายังมีคนอื่นที่แย่ยิ่งกว่าอยู่มากในสังคม ฉะนั้น หากไม่ยอมแพ้เสียอย่าง อย่างไรเสียก็มีทางออกเสมอ อดีตแก้ไขไม่ได้ก็จริง แต่เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ ทั้งหลายทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น หากเรากล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะลงมือทำ ไม่อายทำกัน ที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมคนที่ช่วยเหลือเกื้อหนุนเราอย่างลูกน้อง เป็นต้น ถ้าลูกน้องรอดเราก็รอด ท่านก็จะรอดพ้นจากวิกฤติเหล่านั้นอย่างแน่นอน
"ขอเพียงลงมือเท่านั้น ขอเพียงอย่าคิดว่าชีวิตเราย่ำแย่ถึงทางตัน ปัญหาที่เผชิญอยู่ยากเกินกว่าที่จะแก้ไข ทุกปัญหาเราแก้ไขได้ทั้งสิ้น"
ศิริวัฒน์ยังคงเล่าอีกว่า เขาได้ช่วยชาย 2 คนไม่ให้คิดสั้นได้โดยไม่ตั้งใจ นั่นคือ การที่สื่อเผยแพร่เรื่องราวการไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ทำให้ชาย 2 คนที่มีปัญหาทางการเงินเป็นหนี้อยู่หลายแสนบาท ได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ นั่นคืออีกหนึ่งความภูมิใจ ที่เรื่องราวของเขาสามารถที่จะสร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้บุคคลที่ล้มได้ลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้ง
เขาหวังไว้ว่า เรื่องราวชีวิตที่ชะตาได้ขีดเส้นมาให้เป็นของขวัญนี้ จะสามารถต่อยอดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่้ท้อแท้ทั้งหลาย ให้กลับยืนขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง ดั่งเช่นที่ศิริวัฒน์ทำสำเร็จมาแล้ว แน่นอนว่าในขณะที่เราล้มและลุกขึ้นใหม่เราต้องไม่ลืมที่จะให้กลับคืนสู่คนอื่นด้วย...การให้นั่นเองคือความสุขที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง









