ดีเอสไอเผยขอใบอนุญาตทำปุ๋ย แต่ทำบ่อขยะ สธ.นัดกลุ่มเสี่ยงพื้นที่รอบนิคมฯ ครึ่งพัน ตรวจสารมะเร็ง พร้อมติดตามอีก3เดือน
กรมโรงงานส่งหนังสือแจ้งข้อหาผู้เช่าบ่อขยะทำผิดกฎหมาย ขีดเส้น 30 วันรับข้อกล่าวหา หากไม่มา ออกหมายจับทันที พร้อมขยายผลไปยังผู้ว่าจ้างขนขยะ-โรงงานที่นำขยะมาทิ้ง ด้านดีเอสไอสอบเพิ่ม พบ 2 ประเด็น ขอทำปุ๋ยแต่ทิ้งขยะ-มีผู้ร้องทุกข์ทิ้งสารพิษ ถกกรมโรงงาน-กรมควบคุมมลพิษ รับเป็นคดีพิเศษ ขณะที่ สธ.เร่งตรวจกลุ่มเสี่ยง หาสารมะเร็ง พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง 3 เดือน
กรมโรงงานอุตสาหกรรมแจ้งผู้ดูแลบ่อขยะแพรกษา จ.สมุทรปราการ รับทราบข้อกล่าวหาประกอบกิจการไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเตรียมขยายผลเอาผิดผู้ว่าจ้างขนขยะและโรงงานที่นำขยะมาทิ้งในพื้นที่
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวถึงการฟ้องร้องผู้กระทำผิด ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้บ่อขยะแพรกษา จ.สมุทรปราการ ว่าได้สั่งให้อุตสาหกรรมจังหวัดส่งหนังสือถึงนายกรมย์พล สมุทรสาคร ผู้เช่าพื้นที่บ่อขยะแล้ว ให้มารับทราบข้อกล่าวหาความผิดในมาตรา 37 ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายใน 30 วัน หลังจากนั้นหากไม่เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ก็จะส่งเรื่องไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับต่อไป
ทั้งนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะสอบสวนผู้กระทำผิดเพื่อขยายผลจับกุม โดยเฉพาะผู้จ้างวานให้เก็บขยะ โรงงานที่นำขยะอุตสาหกรรมมาทิ้ง ซึ่งหากยอมรับความผิดก็มีโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท แต่ถ้าสู้คดีก็จะส่งฟ้องศาล มีความผิดปรับไม่เกิน 2 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนความคืบหน้าในการดับไฟนั้น ขณะนี้ได้มีความพยายามที่จะนำรถแบ็คโฮ ขึ้นเรือแพเข้าไปกดกองขยะให้จมน้ำ เนื่องจากกองขยะขนาดใหญ่นี้ได้ลอยอยู่เหนือน้ำ เนื่องจากเบากว่าน้ำ ทำให้ใจกลางของกองขยะยังคงมีไฟคุอยู่ หากทำสำเร็จไฟก็จะดับได้ภายใน 1-2 วัน ถ้าหากทำไม่สำเร็จไฟก็จะคุไปนานกว่า 1 สัปดาห์
เอ็มโอยู6จังหวัดดูแลสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ในการจัดการปัญหามลพิษอุตสาหกรรมระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์เชิงพื้นที่ โดยได้ลงนามเอ็มโอยูระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ปทุมธานี และ พื้นที่อุตสาหกรรม 9 พื้นที่ เพื่อเป็นสื่อกลางให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงบูรณาการและการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจด้วยความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดำเนินการที่คำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมในประเทศอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ เนื่องจากการทำเอ็มโอยู ทั้ง 9 พื้นที่ 7 จังหวัด เนื่องจากเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่จำนวนมาก และใกล้กับพื้นที่ชุมชน กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงมีแนวคิดที่จะเข้าไปบริหารจัดการ จัดพื้นที่โซนนิ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ ที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมนุมได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ยังได้ลงนามเอ็มโอยูดังกล่าว ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี อุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี ผู้อำนวยการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ และพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของพื้นที่ให้เจริญเติบโตไปพร้อมกับความเจริญของชุมชน และการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่สมดุล โดยมาจากความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน
ดีเอสไอสอบเพิ่มก่อนรับเป็นคดีพิเศษ
สำหรับความคืบหน้าการเอาผิดของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งก่อนหน้านั้นลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าเป็นขยะพิษก็สามารถรับเป็นคดีพิเศษได้
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ กล่าวภายหลังลงพื้นที่วานนี้ (19 มี.ค.) ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษมาสอบสวนเพิ่มเติม ในกรณีที่เราได้ไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ อบต.แพรกษา
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวว่าจากข้อเท็จจริง บ่อขยะแห่งนี้มีการขออนุญาตอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2554 เป็นการขออนุญาตเกี่ยวกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการกำจัดปฏิกูล หรือขยะมูลฝอย ซึ่งในประเด็นนี้ หลังจากอนุญาตแล้วทาง อบต.ยังได้พบว่าการประกอบกิจการนี้ มีพฤติกรรมเอาขยะมาเททิ้งจึงขอเรียกหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับหลักฐานจากผู้ขออนุญาตประกอบกิจการขออนุญาตใบ รง.4 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2555 แต่เป็นการขออนุญาตทำปุ๋ย
"แต่การดำเนินกิจการอย่างที่เห็นเราพบว่าเป็นการนำขยะมาเททิ้ง และจะมีการดำเนินการเกี่ยวกับการฝังกลบหรือการกำจัดก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่เราเห็นไม่มี ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตฝั่งกลบหรือกำจัดขยะแต่อย่างใด อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ 1"
พบมีการร้องทุกข์นำขยะมีพิษมาทิ้ง
สำหรับประเด็นที่ 2 คือ ประเด็นที่มีข้อกังวลอยู่แล้ว เพราะพบว่าเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2555 เจ้าหน้าที่ อบต.เองสามารถจับกุมผู้ลักลอบนำของเสียอันตรายมาทิ้งที่กองขยะแห่งนี้ อันนี้ก็สามารถสะท้อนได้ว่าบ่อขยะทุกแห่งมีความเสี่ยงต่อการเอาของเสียที่เป็นอันตรายมาทิ้ง
"ในเบื้องต้นเนื่องจากในคดีนี้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษเอาไว้ที่สถานีตำรวจ ในเบื้องต้นมีการตรวจพบว่าส่วนหนึ่งมีขยะที่เป็นกากอุตสาหกรรมอยู่ แต่ว่าของเสียที่เป็นกากอุตสาหกรรมจะเป็นวัตถุอันตรายหรือไม่ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากกรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็ต้องรอผลตรงนี้เพื่อที่จะชี้ชัดว่าเข้าเงื่อนไขที่จะเป็นคดีพิเศษหรือไม่"
ในเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของตำรวจท้องที่ก่อน ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ คงจะรับกรณีการลักลอบทิ้งของเสียอันตรายหรือวัตถุอันตราย
สธ.เรียกกลุ่มเสี่ยงตรวจร่างกายละเอียด
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมวอร์รูม สธ.จังหวัด ว่า สธ.ให้ความสำคัญในการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนที่สัมผัสฝุ่นควัน โดยแบ่งกลุ่มเสี่ยงเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ นักผจญเพลิง ผู้สื่อข่าว รปภ. อาสาสมัคร ทหาร วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยมอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) เมือง ดำเนินการในการจัดทำทะเบียนผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด เพื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพที่ รพ.สมุทรปราการ
2.กลุ่มเสี่ยงปานกลาง ประชาชนที่อยู่ในรัศมี 200 เมตรจากบ่อขยะ และ 3.กลุ่มเสี่ยงน้อย ประชาชนที่อยู่ในรัศมีมากกว่า 200 เมตรจากบ่อขยะ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีแนวทางปฏิบัติในการตรวจสุขภาพและการเฝ้าระวังต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและยาว
ส่วนเหตุการณ์เฉพาะหน้ามีการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ที่ อบต.แพรกษา และวัดแพรกษา โดยตั้งแต่วันที่ 16 -19 มี.ค. 2557 มีประชาชนมารับบริการแล้ว 15 คน มีอาการแสบตา แสบจมูก ไม่มีอาการรุนแรง รวมถึงมีทีมสุขภาพจิตลงพื้นที่ด้วย
"มีประชาชนในพื้นที่ที่จังหวัดประกาศให้ย้ายออกจากพื้นที่ บางส่วนยังไม่ยอมย้ายออก สธ.จึงจะส่งทีมสื่อสารกับประชาชนเข้าไปเคาะประตูบ้านเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ให้คำแนะนำและบอกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น หากไม่ย้ายออก เนื่องจากการตรวจสอบควันพบว่ามีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่น ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตาและระบบทางเดินหายใจ ถ้าไม่ย้ายออกโดยเฉพาะผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว จะมีปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ" นพ.ณรงค์ กล่าว
นัดกลุ่มเสี่ยงสูงครึ่งพันตรวจ
นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ รักษาการรอง สสจ.สมุทรปราการ ในฐานะผู้บัญชาการวอร์รูมสธ.จ. กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะนัดผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง คือ กลุ่มที่สัมผัสควันสูง เช่น นักผจญเพลิง ผู้สื่อข่าว ทหาร อาสาสมัคร รปภ. วินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 200-500 คน มาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยจะทำการเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด ตรวจสมรรถภาพปอด และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แล้วทำการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ (Health risk score) เพื่อพิจารณาว่าจะต้องส่งตรวจหาพิษวิทยาเพิ่มเติมในการหาสารก่อมะเร็งหรือไม่ และระยะยาวจะต้องมีการติดตามต่อทุก 3 เดือน
ส่วนกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง ที่อยู่ในรัศมี 200 เมตรจากบ่อขยะ คาดว่ามีประมาณ 400 คน จะทำการตรวจเลือด ปัสสาวะ ดูการทำงานของตับ ไต และประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ รวมถึงทำทะเบียนทุกคน หากตรวจเจอสิ่งผิดปกติจะต้องมีการติดตามต่อเป็นรายๆ และกลุ่มเสี่ยงน้อย อยู่ห่างจากบ่อขยะมากกว่า 200 เมตร จะให้บริการแบบตั้งรับที่โรงพยาบาล โดยหากประชาชนมาเข้ารับบริการจะทำการคัดกรองด้วยคำถามและแบบสอบ เช่น ได้กลิ่นควันหรือไม่ มีอาการไอ หายใจขัด หรือไม่ เป็นต้น แล้วให้การรักษาตามอาการ และเก็บข้อมูล






