ทีปกร วุฒิพิทยามงคล หนุ่มหน้ามนที่ฝากผลงานไว้หลายวงการ พร้อมด้วยแง่มุมที่แหวกแนวจนกระทั่งเป็นจุดขายของเขาไปแล้ว
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล หนุ่มหน้ามนที่ฝากผลงานไว้หลายวงการ ทั้งในฐานะนักพัฒนาเว็บไซต์ นักเขียน นักวาดการ์ตูน พิธีกรรายการโทรทัศน์ นักจัดรายการวิทยุ แต่ที่มากไปกว่าจำนวนงานคือแง่มุมที่แหวกแนวจนกระทั่งเป็นจุดขายของเขาไปแล้ว
สภาพบ้านเมืองแบบนี้อาจชวนให้หลายคนปวดหัว เครียด คลั่ง แต่อย่าเพิ่งให้มันลุกลามจนกลายเป็นบ้า เพียงแค่หาหนังสือสักเล่ม ดูรายการสักรายการ หรือฟังวิทยุสักครู่ ที่มี 'แชมป์ - ทีปกร วุฒิพิทยามงคล' เป็นเจ้าของผลงาน รับรองว่าลีลาการเขียนไปจนถึงเล่าเรื่องของเขาจะไปสะกิดหัวใจให้ลืมเรื่องเครียดๆ แล้วเปลี่ยนไปคิดตามสิ่งที่เขากำลังบอกต่ออย่างน่าประหลาด
แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นนักโน้มน้าวใจให้เชื่ออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะหลายเรื่องราวช่างย้อนแย้ง แต่เสียดแทงทะลุไปลึกกว่าบางคนจะคาดถึง มิหนำซ้ำยังชวนตั้งคำถามต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าว่าใช่หรือไม่และเพราะอะไร จนนำไปสู่คำตอบมากมายที่สุดแสนจะสร้างสรรค์
จากผลงานหลายต่อหลายอย่างที่ผ่านมาจนกระทั่งผลงานล่าสุดของแชมป์ ทีปกร คือ หนังสือ 'พูดอะไรไม่ได้ให้หมีเขี่ย ฉบับคุยคุ้ยเขี่ย' ทำให้เห็นพัฒนาทางความคิดชนิดขวางโลกหน่อยๆ แต่ไม่ทำให้คนอ่านต้องกร่อยไปกับความคิดนั้น นอกจากการงานที่เห็นเป็นเล่ม เขาบอกว่าตอนนี้ทำหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์ให้บันลือกรุ๊ป เป็นพิธีกรรายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอดทางช่องไทยพีบีเอส เขียนคอลัมน์ในนิตยสาร a day, GM, เนชั่นสุดสัปดาห์ ฯลฯ และล่าสุดกำลังจะมีรายการใหม่อีก 1-2 รายการในช่องทีวีดิทัลของเนชั่นนี้เอง
แต่ด้วยความที่เขาเรียนจบด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ เขาจึงเริ่มต้นชีวิตการทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั่นคือเป็นผู้ก่อตั้งเว็บบล็อกสุดฮิต exteen.com และเมื่อถึงจุดหนึ่งเส้นทางชีวิตก็แยกเป็นสองสามทาง และทางของวันนี้ก็คือสิ่งที่เขากำลังเล่าให้เราฟัง...
จากวิศวะคอมฯ แต่มาทำงานสร้างสรรค์ เช่น เขียนหนังสือ เหมือนคนละเรื่องกัน?
"จริงๆ ก็สนใจทางด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วครับ ถึงเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ก็พยายามทำงานที่มันอยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะกับเทคโนโลยี อย่างเช่น สมมติว่าตอนเรียนโปรเจคจบก็ทำเป็นเกมครับ ซึ่งจะเห็นว่ามันต้องใช้ศิลปะด้วยนะ ต้องใช้เทคโนโลยีเขียนโปรแกรมด้วยนะ หรือว่าทำเว็บ ก็ใช้ทั้งความสวยงาม ใช้ทั้งสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง"
บทบาทพิธีกรแตกต่างจากงานที่ทำ?
"ก็แตกต่างนะครับ แต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้ได้จัดรายการวิทยุที่เนชั่น เหมือนกัน อยู่ทุกวันศุกร์ หลังจากนั้นพอมีรายการทีวีเข้ามามันไม่ค่อยมีเวลาเลยต้องเลิกจัดวิทยุไป ซึ่งจัดวิทยุเนชั่นก็จัดเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี่ล่ะครับ แต่ว่ามันทำให้เราเป็นคนที่จับใจความได้ดีขึ้น พูดสดได้ดีขึ้น เพราะวิทยุนี่มันสด แล้วเราก็มีแค่ข้อมูลที่เตรียมมาเช้าวันนั้นแล้วเราก็พูดเลย มันก็ค่อนข้างแตกต่างจากตอนที่เราทำงานเขียนที่เราใช้เวลากับมันได้นานๆ ในขณะเราพูดปุ๊บมันก็ออกไปเลยอย่างเรียลไทม์ ซึ่งการทำโทรทัศน์มันก็สนุกดีตรงที่ว่าเราได้พบกับคนที่เราอยากเจอ แต่ปกติเราคงไม่ได้เจอเขาหรอก ต้องไปสัมภาษณ์เขาได้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ทำ แล้วก็ฝึกพูดฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น"
จริงๆ แล้วชอบบทบาทไหนมากว่ากัน?
"จริงๆ ชอบทั้ง 2 อย่างนะครับ แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ คงเลือกเขียนมากกว่าเพราะรู้สึกว่าเราจัดการตัวเองได้ดีกว่า"
หนังสือเล่มล่าสุด (พูดอะไรไม่ได้ให้หมีเขี่ย) ทำไมถึงต้องเป็นหมี?
"จริงๆ เล่มนี้มันมาจากเพจก่อนครับ ผมตั้งเพจในเฟซบุ๊กเหมือนชื่อหนังสือเล่มนี้ คือพูดอะไรไม่ได้ให้หมีเขี่ย ตอนที่ตั้งเพจไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ คือวาดก็วาดเล่นๆ วาดเพื่อระบายความเครียดแล้วคอนเซ็ปต์คือมีหมีสองตัว มาคุยกันเรื่องสังคมเรื่องการเมืองเรื่องอะไรต่างๆ ที่เราใช้ตัวเองพูดไม่ได้เราก็เอาไปใส่ปากหมีแทน แล้วเราก็รู้สึกว่าการใช้คาแรกเตอร์การใช้การ์ตูนมันมีผลดี คือสมมติว่าถ้าเป็นคนพูด ผมพูด ลงชื่อว่าทีปกร บางโควทมันแรงมากเลย แล้วคนเอาไปทำภาพสี่เหลี่ยมโหดๆ ก็จะแบบว่า ไม่ได้นะ แต่ถ้าให้คาแรกเตอร์พูดบางทีมันเหมือนมีความไม่มีตัวตนของคาแรกเตอร์อยู่ มันบังคนที่อยู่ข้างหลังมันได้ แล้วมันก็เบากว่า บางเรื่องที่มันจะบ่นอะไรบางอย่าง ถ้าเป็นคนบ่นอาจจะมีคนด่าได้เยอะเลย แต่ว่าพอเป็นหมีสองตัวบ่น ที่เป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนมันทำให้มีอิสระในการพูดมากเลย คนที่เห็นก็ไม่ยึดติดกับผู้พูดและไม่ซีเรียสกับมันมาก"
เป็นคนที่ชอบบ่นอยู่แล้ว?
"เป็นคนชอบบ่นพอสมควรครับ จริงๆ เพราะมันมีเรื่องให้บ่นเยอะหรือเปล่า (ยิ้ม) เกี่ยวกับประเทศนี้ ชอบบ่นแต่ว่าไม่ชอบพูดจารุนแรง บ่นในลักษณะที่ว่าเป็นส่วนตัว เป็นปัจเจกของตนเอง บ่นในลักษณะจิกกัดให้คิดให้ขำมากกว่า"
การที่เราบ่นแบบปัจเจกทำไมมีผลต่อคนรอบข้าง คนในสังคม คนรุ่นใหม่ก็จะรู้สึกว่า มันโดนใจฉันจังเลย?
"จริงๆ ค่อนข้างเซอร์ไพส์เหมือนกันที่บ่นไปแล้วมีคนเห็นด้วยเยอะ จริงๆ เราทำสองเพจคือเพจนี้ กับเพจรอบหน้าจริงกว่านี้อีก ซึ่งเป็นเพจคล้ายๆ อินโฟกราฟฟิก แต่ว่าล้อเลียน ฟอร์แมทของอินโฟกราฟฟิก แต่ว่าเอามาทำให้เป็นตลกขบขัน ล้อเลียนความจริง ซึ่งพอทำทั้งสองเพจ ก็มีคนตอบรับดีพอสมควร แล้วมันก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้ที่เราพูดเป็นเรื่องที่เขาอยากพูด แต่บางทีเขาต้องการคนมาพูดแทนเท่านั้นเองครับ"
เป็นคนที่มองโลกแง่ลบรึเปล่าครับ?
"เมื่อก่อนเป็นคนที่มองโลกแง่ลบกว่านี้อีกนะครับ ตอนนี้ผมปรับปรุงแล้ว คืออย่างหนังสือเล่มแรกๆ ก็จะเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง แบบจะเป็น '100 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จไหม' (ชื่อหนังสือ) ก็ไม่ เป็น '100 ขั้นตอนสู่ความล้มเหลว' (ชื่อหนังสือ) กับ '100 ขั้นตอนสู่การเลิกรา' (ชื่อหนังสือ) ก็จะเห็นว่าเป็นวิธีมองในแบบลบแต่เป็นลบเพื่อบวก หมายถึงว่า '100 ขั้นตอนสู่ความล้มเหลว' มันไม่ได้บอกให้คุณไปล้มเหลวจริงๆ หรอก แต่มันบอกว่าถ้าคุณไม่ทำตามนี้คุณจะประสบความสำเร็จ เมื่อก่อนจะเป็นคนคิดแบบนี้ แต่หลังจากที่ได้ทำรายการ หลังจากที่ทำงานเขียนหนังสือมาหลายปีเพิ่มขึ้นก็เหมือนว่า มันมีความขบถ ความขวางโลกแบบนี้ลดลงเหมือนกัน เพราะว่าเราได้เจอ ได้คุยกับคนหลายๆ คนที่ เรารู้สึกว่ามันมีวิธีคิดที่ไม่ต้องจำเป็นจะเป็นแบบนั้นเสมอไป"
ส่วนมากคนที่เขียนหรือคนที่อยู่กับงานแบบนี้มักจะมีอัตตามากกว่าปกติหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าไม่ใช่หรือ ทำไมเราถึงลดลง?
"อาจเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ทำงานเขียนอย่างเดียวด้วยมั้งครับ คือ ช่วงที่ผ่านมาก็ได้ไปทำงานอย่างอื่น งานที่พบปะผู้คนบ้าง คือถ้าเป็นงานเขียนเห็นด้วยว่าบางทีมันจะจมอยู่กับตัวเอง มันก็จะต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเอง 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงต่อวัน แล้วก็นั่งคิดนั่งเขียนวนอยู่กับตัวเองแบบนี้ แต่ว่าเราได้ทำงานอื่นด้วยอย่างทำที่นี่ (บันลือกรุ๊ป) ก็ทำกับน้องๆ ที่บริษัท ทำงานพิธีกรก็ได้ไปคุยกับคนอื่น มันก็เหมือนว่าได้เปิดรับความคิดเห็นจากคนอื่นมากขึ้น"
เหมือนผลงานแต่ละเล่มสะท้อนพัฒนาการความคิดของเรามากขึ้น?
"มันทำให้เรารู้ว่าบางเรื่องมันเป็นสารเดียวกันแต่ว่า มีวิธีพูดหลายแบบที่จะทำให้คนฟังเราแตกต่างกัน สมมติว่าถ้าเมื่อก่อนสัก 4 - 5 ปี เราพูดตรงๆ เลย เราไม่ไว้หน้าใครเลยก็อาจจะพูดอย่างนั้น แต่ปัจจุบันอาจจะมีวิธีพูดซึ่งทุกอย่างนี่แปลความเหมือนเดิมเลยนะ แต่ว่าเราทำให้เขาอยากฟังมันได้มากขึ้น ชวนทะเลาะน้อยลง"
ถ้ามองภาพรวมภาพกว้างไปจากตัวเราแล้ว เป็นสังคมเนี่ย ทุกวันนี้คนเป็นอย่างไรเรื่องการแสดงออกของความคิด?
"จริงๆ โซเชียลเน็ตเวิร์คมันก็เปลี่ยนเรื่องพวกนี้ไปเยอะเนอะ เมื่อก่อนเวลาคนไทยพูดกันก็จะไว้น้ำใจกัน แล้วก็จะไม่ค่อยชอบการเผชิญหน้า เดี๋ยวนี้ก็ไม่ชอบการเผชิญหน้านะ แต่ว่าพอมีอินเทอร์เน็ต พอมีตัวกลางที่มาคั่นไม่ให้คนสองคนต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ เขาอาจจะไม่ได้คิดแตกต่างจากเดิมหรอก แต่เขาพูดออกมาได้มากขึ้น ทำให้การแสดงออกบางครั้งไม่ถูกกรองด้วยร่างกายเหมือนที่เราพูดเห็นหน้ากันอย่างนี้ มันทำให้บางครั้งความคิดสองขั้วมันก็ปะทะกันได้ง่ายๆ"
มีวิธีทำให้คนในสังคมนี้พูดจา สื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์กันขึ้นมากกว่านี้ไหม นอกจากเป็นแค่นักเลงคีย์บอร์ด?
"จริงๆ อย่างหนึ่งต้องเจอหน้ากันเยอะๆ เรื่องอะไรที่เราคิดสุดโต่งแบบนี้อยู่คนเดียว เวลาที่พิมพ์ลงคีย์บอร์ดถึงจะพิมพ์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์คก็ตาม มันจะคล้ายๆ อย่างที่เมื่อกี้บอกเลยนะครับว่า สมมติเป็นนักเขียนจะดูเหมือนอัตตาเยอะ ในขณะที่เป็นการพิมพ์เพื่อเขียนเป็นผลงาน เป็นเล่ม เป็นคอลัมน์ การพิมพ์เพื่อเขียนในโซเชียลเน็ตเวิร์ค บางคนก็มีผลกระทบเหมือนกันคือจมดิ่งไปในความคิดของตนเองเหมือนกัน ก็อยากให้พยายามเจอหน้ากันบ่อยๆ หรือว่าเวลาที่เราอ่านอะไรในโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้วเรารู้สึกว่า โห ไอ้นี่ไม่ไหวแล้ว พยายามถอดตัวคนออกไปจากคำพูดนั้น เวลาที่เราเถียงอะไร ถ้าเราไม่มองตัวคน เรามองแค่คำที่เขาพูด พอถอดตัวคนออกไปได้ อาจจะถอดคำหยาบออกไปจากสิ่งที่เราอ่านไหม แล้วเราอ่านเฉพาะสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ จริงๆ มันก็อาจจะใจเย็นลงได้"
อะไรที่ทำให้คุณเย็นลง หรือเพราะโตขึ้น?
"เหมือนว่าหลังๆ นี่เจอคน แล้วก็อาจจะมีคนที่รู้จักหรือมายุ่งเกี่ยวกับเราเพิ่มขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้จักการกรอง เพราะว่าวันๆ หนึ่งเราก็มีพลังจำกัดใช่ไหมครับ สมมติว่าอาจจะตื่นอยู่ได้ 16 ชั่วโมงเราก็พยายามจะใช้แต่นาทีในการทำสิ่งที่อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์กับตัวเรา แล้วลองมาจะเป็นประโยชน์ของคนอื่นมากกว่าที่จะไปตอบอะไรที่สุดท้ายแล้วมีคนมาด่าเราในโซเชียลเน็ตเวิร์ค แล้วเราไปทะเลาะกับเขา สุดท้าย ผ่านไป 5 บรรทัด 10 บรรทัด เราอาจจะเถียงชนะเขานะแต่ว่า ความคิดเขาก็ไม่เปลี่ยนกับเราหรอก เขาก็ยังเกลียดเราเหมือนเดิม ดังนั้นเราก็อย่าไปทำอะไรจะดีกว่า"
คือการไม่ตอบโต้...?
"การไม่ตอบโต้ก็เป็นยุทธวิธีในการรักษาตัวเองอย่างหนึ่งนะครับ (ยิ้ม)"
ได้ทำงานเยอะๆ ช่วยไหม?
"ช่วยครับ ก่อนหน้านี้ผมเป็นเว็บมาสเตอร์ ซึ่งเว็บมาสเตอร์ต้องรองรับอารมณ์ของคนใช้เว็บทั้งหมด คือ เขามีปัญหาอะไร ตี 1 ตี 2 เขาก็โทรมา ไปได้เบอร์มาจากไหนก็ไม่รู้ มันก็ทำให้เราเจออารมณ์ของคนหลากหลายมาก ตั้งแต่คนที่ โอ้โห ชอบเรามากเลย กับคนที่เกลียดเรามากไม่อยากเห็นหน้าอีกต่อไป เราก็สัมผัสกับอารมณ์ที่หลากหลายมาก เราก็รู้สึกว่า เราก็ตกตะกอนจากตรงนั้น"
สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นวัตถุดิบเวลาทำงานเขียนด้วย?
"มันก็เป็นวัตถุดิบด้วย แล้วมันก็ทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปแล้วอาจจะเย็นลงด้วย"
แต่แรกๆ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นวัตถุดิบที่ทำให้เรามองโลกแง่ลบ?
"ใช่ๆ ผมว่ามันคืออารมณ์ฮอร์โมนในช่วงวัยรุ่นด้วย โดยเฉพาะเรียนจบมาใหม่ๆ มาเจอคนด่าอย่างนี้ด้วย มันก็อาจจะเป็นปกติหรือเปล่าที่เราจะโต้ตอบอย่างเด็กๆ แต่ว่าตอนนี้ก็ 29 แล้วครับ มันก็เย็นลงตามช่วงวัยด้วยแล้วก็ค่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาด้วย"
ก่อนหน้านั้นที่ต้องรองรับอารมณ์คน ต้องมาเจออะไรต่างๆ ทำให้เราจิตตกบ้างไหม?
"มีแน่นอนครับ ยิ่งตอนนั้นผมเริ่มทำเว็บตั้งแต่มหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีปัญหาที่ว่า สอบก็ต้องสอบ เว็บก็ต้องทำ โฆษณาจากลูกค้าก็ต้องรับ คนใช้เว็บก็ต้องดูแล มันต้องหาจุดตรงกลางที่ทุกอย่างจะต้องดำเนินไปได้ แล้วการหาจุดตรงกลางที่ทุกอย่างมันเดินไปได้แม้จะไม่ได้ดีมาก แค่พอให้เดินหน้าได้ก็พอ มันก็ยากแล้วก้มีความกดดันมันก็ มีจุดที่รู้สึกว่าทำไมเราต้องทำอะไรขนาดนี้ด้วย ทำไมเราต้องทำเรื่องพวกนี้ มันก็มีเหมือนกัน"
แล้วกว่าจะเจอจุดตรงกลางที่บอก นานไหม?
"จริงๆ เรื่องที่เราเรียนรู้มาคืออะไรที่มันไม่ใช่มันจะหลุดออกไปเองครับ สมมติว่าเว็บบล็อกที่ทำวันหนึ่งมันใช่ แต่ว่าวันหนึ่งเรารู้สึกอิ่มตัวกับมันแล้ว มันก็หลุดออกไปจากเราเองโดยที่เราอาจจะไม่ต้องไปกังวลไปเครียดกับมันมาก"
กับงานปัจจุบัน?
"งานปัจจุบันยังรู้สึกว่าโอเค ครับ จริงๆ เป็นคนโชคดีเพราะว่าตอนเด็กบอกว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน อยากเป็นนักเขียนที่เขียนคอลัมน์ใน a day อยากเขียนมากเลย อยากเป็นพิธีกร อยากทำเว็บ ทำเกม แล้วมันได้ทำหมดแล้วครับ ซึ่งตรงนี้มันเป็นโชคดีที่เราไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา ในสถานะที่ถูก ในระยะเวลาที่เรามีความพร้อมพอดีด้วย มันก็เลยทำให้เราได้ทำหมด แต่พอมาถึงตอนนี้เราก็รู้สึกว่าบางที ถ้าเราได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยฝันไว้ตอนเด็กแล้ว แต่ว่าเราไม่มีความฝันต่อไป แล้วพอมาถึงจุดนี้เราจะหลง เราจะเคว้ง อ้าว ก็ได้ทำทุกอย่างแล้วทำไม ชีวิตยังแบบไม่โอเคอีก มันก็เลยเหมือนว่า จริๆ มันธรรมะนิดหนึ่ง คือ เวลาที่อยากอะไร อยากเป็นสถานะนู่นนี่ อยากรวย อยากทำนู่นนี่ ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วก็เป็นความอยากระดับแรก แต่ความอยากต่อมาก็คือ อยากทำเพื่อคนอื่นหรือเปล่า"
ฝันตอนเด็กทำได้หมดแล้ว แล้วตอนนี้มีฝันต่อไปที่อยากทำอะไรบ้าง?
"ตอนนี้มันก็ตอบอยากว่าเราฝันต่อไปคืออะไร จริงๆ คือ ตอนนี้มันเป็นกิเลสระดับต่ำมาก เราอยากแค่จะทำงานที่ดีกว่าที่เราเคยทำมา มันก็เป็นการเอาชนะตัวเอง สมมติว่าเคยทำมาได้เท่านี้ เราทำงานวันนี้แล้วย้อนไปดูว่ามันดีกว่าเดิมไหมถ้ามันดีกว่าเดิมก็โอเค อีกอย่างคือ อยากทำงานกับคนที่อยากทำงานด้วย นี่ก็เป็นอีกความฝันเหมือนกัน"
พูดกับเด็กวัยรุ่น หรือคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าชีวิตไม่รู้จะไปทางไหน?
"จริงๆ บางคนเขาอาจจะอยู่ถูกที่ถูกเวลาแล้วก็ได้นะแต่เขาไม่พร้อม สมมติว่าผมได้เป็นนักเขียนมันก็ไม่ได้มาจากว่าอยู่ดีๆ ส่งงานแล้วได้เลย แต่ว่ามันมาทางอ้อมนะครับ คือผมทำเว็บก่อนแล้วผมเขียนลงบล็อก แล้วเขาถึงจะมาเห็นในบล็อกผม แล้วเขาก็มาเอาผมไปเขียน ซึ่งบางทีมันก็มาทางอ้อมแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้มันมีทางอ้อมให้เลือกหลายทาง มันมีโซเชียลเน็ตเวิร์ค มันมีแบบที่เด็กสมัยนี้จะถูกค้นพบได้ง่ายมากก็ใช้เรื่องพวกนี้ให้เป็นประโยชน์"
จุดเริ่มต้นคือจะต้องทำก่อน?
"ต้องทำก่อนครับ มันเหมือนเขียนหนังสือนี่แหละ สมมติว่าคุยกับบ.ก. มีเรื่องราวเล่าให้ฟังมากเลย มันฟุ้งมาก คุยกันสามชั่วโมงไม่จบ แต่ว่าทั้งหมดนั้นมันไม่มีคุณค่าอะไรเลยถ้าเราไม่สามรถทำออกมาเป็นกระดาษได้"
ขั้นต่อมาของทำคือ?
"ขั้นต่อมาของทำคือต้องรู้จักเอาตัวเองออกมาข้างนอก อย่างโพสต์โซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือว่าอะไรไหม จริงๆ ก็เหมือนกับคนที่ไม่เคยถูกหวยเลย เพราะไม่เคยซื้อหวย มันเหมือนกัน ถ้าอยากเป็นนักเขียนแต่ไม่เคยส่งต้นฉบับไปที่ไหนเลย รอให้เค้ามาค้นพบ เราจะที่ไหนสักที่หนึ่งมันก็เป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นต้องเอาตัวเองออกไปสักที่หนึ่งครับ สมมติว่าอย่างคอลัมน์ที่ a day จริงๆ เราเป็นนักเขียน a book มาก่อนหน้านั้นนานมาก แต่ว่าเราไม่ได้เริ่มคอลัมน์ แต่ว่าวันหนึ่งเรารู้สึกว่าเราน่าจะเขียนได้เแล้ว เราก็ต้องไปขอเขานะครับไม่ใช่ว่า อยู่ดีๆ เขามาจัดขบวนแห่ต้อนรับ ก็ไม่ใช่ ดังนั้นก็คือไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ต้องไปขอเขาทำครับ"
สำหรับรายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอด รูปแบบของรายการค่อนข้างขวางโลกอยู่นิดๆ ?
"มันก็ใช่เหมือนกันนะ จริงๆ การทำรายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอดเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ในการที่อยู่ๆ เขาเลือกเราไปทำ คือตอนแรกผมไม่ได้จะเป็นพิธีกร เขาเรียกผมไปทำกราฟฟิกเฉยๆ แล้วคุยไปคุยมาเขาก็ให้ผมเป็นพิธีกร แต่ว่า สิ่งที่โชคดีมากๆ คือ ได้ทำงานกับนิ้วกลม กับพี่หนุ่มโตมร คือเราถือว่าเป็นสองนักเขียนที่เราถือว่าใครจะได้ทำงานด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้วเราก็ได้เรียนรู้จากพวกพี่ๆ เยอะมาก จากพี่เอ๋ก็เรื่องความคิดสร้างสรรค์ วิธีการวางตัว นิ้วกลมนี่คือดังมากใช่ไหมครับ แต่ว่าเขายังสติดีอยู่ได้ เขาวางตัวเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็ได้เรียนรู้วิธีวางตัวจากเขา
จากพี่หนุ่มเองเราได้เรียนรู้วิธีที่จะถอย ถอยมองสมมติมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง พี่หนุ่มเขาจะแบบถอยออกไปมองไกลมากเรื่องนี้มันมีต้นเรื่องมาจากไหน สืบสาวเรื่องมายังไง แล้วอะไรที่มาประกอบเป็นต้นเรื่องนี้ได้ ซึ่งวัฒนธรรมชุบแป้งทอดมันอาจจะดูขวางโลก เพราะมันมองถอยออกไปไกล สมมติว่าเราบอกว่า ผมไปทำเรื่องแฟนคลับ เรื่องติ่งมาผู้ใหญ่อาจจะมองว่ามันไร้สาระ แต่ว่าเวลาที่กว่าจะเป็นบท เขาถอยออกไปไกลมาก จริงๆ ความชอบแบบนี้ความชอบของคนที่จะไปเป็นติ่งของใครสักคนจะมาจากทางไหนได้บ้าง เขาก็มองมาจากทางจิตวิทยา ทั้งทางประวัติศาตร์อะไรต่างๆ ซึ่งวิธีการคิดแบบนี้ก็เป็นวิธีการคิดที่ดีแล้วรายการเราก็อยากจะนำเสนออกไป"
บุคลิกของเราที่เขาอาจจะเห็นว่าเราเคยขวางโลก?
"จริงๆ เขาเอาเราไปอย่างนั้นเลย เขาบอกว่าตอนแรกที่คุยกัน ชอบมีคนบอกว่านิ้วกลมมองโลกในแง่ดีมากเลย เขาบอกว่างั้นเอาเราไป แต่พอเราทำก็ไม่ได้มืดขนาดนั้นครับ"
การมองโลกแบบ เฮ้ย...เอ๊ะ...ทำไมอย่างนั้น...ทำไมอย่างนี้?
"จริงๆ ถ้ามองแบบว่าเห็นอะไรก็เอ๊ะ ยังไงนะ ถ้ามองแบบนี้ทุกอย่างมันอาจจะทำให้เรายอมรับอะไรไม่ได้เลยก็ได้นะ ถ้าเราะเอ๊ะตลอดเวลา แต่ว่ามันต้องมีบางอย่างที่เราเอ๊ะ แล้วเราต้องยอมให้มันเป็นไปตามกฎของโลกแบบนั้น แต่ว่าเรื่องบางเรื่องที่เราเอ๊ะ แล้วเราทำอะไรกับมันได้เราก็อาจจะรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรกับมัน"
บางทีการได้ลองมองโลกแบบขวางๆ ก็อาจก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ และขณะเดียวกันถ้าหากได้ลองปล่อยให้โลกหมุนไปตามวิถีทาง ก็อาจเกิดสิ่งที่ควรจะเป็นได้เช่นกัน









