แป๋ว-พัทรวี บุญประเสริฐ สลัดภาพพิธีกรฝีปากกล้าและผู้ประกาศข่าวบันเทิง ให้กลายเป็น ไลฟ์โค้ช ด้วยศาสตร์ NLP
พิธีกรฝีปากกล้า ผู้ประกาศข่าวบันเทิง “แป๋ว-พัทรวี บุญประเสริฐ” ขอสลัดภาพเบื้องหน้าโฉบเฉี่ยวอินสไตล์ ให้กลายเป็น “ไลฟ์โค้ช” ที่คอยชี้ทาง ผลักดัน และเพิ่มพลังชีวิตใหม่ให้กับ “คนหลงทาง (ชีวิต)” ด้วยศาสตร์ NLP
ใครที่ชื่นชอบรายการข่าวบันเทิง แล้วจูนรีโมทไปยังรายการไนน์เอ็นเตอร์เทน ช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี จะต้องสะดุดหูกับวลีติดปาก “สวัสดีค่ะคุณผู้ชม แป๋ว-พัทรวี บุญประเสริฐค่ะ...” กับท่วงท่ามั่นใจเกินขนาดไซส์ตัว หลายคนจำชื่อเธอได้มากกว่าดารานักแสดงเสียด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะความมั่นใจเกินร้อยของเธอ ผลักดันความเจิดจรัสให้คนจดจำ
ภายใต้ความภาคภูมิใจในตัวเองเหลือเกินนั้น กลับต้องเผชิญกับคำถามที่หาคำตอบไม่ได้เสมอ เช่น นี่คือความสุขของฉันจริงหรือ ทำไมฉันถึงเจอกับความทุกข์แบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สับสน หาจุดหมายชีวิตไม่เจอ เหล่านี้คือปัญหาของพัทรวี บุญประเสริฐ มาตลอด
แล้ววันหนึ่งเพื่อนของเธอก็ชวนไปฟังการสัมมนา เรื่องจิตใต้สานึก เธอตัดสินใจไปทันใด...ในนั้นมีก็เรื่อง NLP รวมอยู่ด้วย พัทรวีเริ่มสนุก จึงเรียนไปเรื่อย จนเลยเถิดเรียนเพื่อมาเป็นโค้ช แป๋ว-พัทรวี ยิ้มเล็กๆแล้วบอกว่าสนุกดี ปัจจุบันเธอเองชอบจัดคลาสส่วนตัวมากกว่า
ตอนนี้เธออยากให้ทุกคนเปลี่ยนชื่อจาก "แป๋ว ไนน์เอ็น" ไปเป็น "แป๋ว NLP" และเอาจริงเอาจังถึงขั้น ก็จะบินไปเรียนกับต้นขั้ว ที่ฟลอริด้า ภายใต้หัวข้อน่าสนใจมาก นั่นคือ “การผสมผสาน NLP เข้ากับจิตใต้สานึก” ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ เพื่อนำมาถ่ายทอด ทั้งรูปแบบเปิดห้องสัมมนา และเขียนหนังสือต่อไป
หลายคนยังไม่รู้ว่า NLP คืออะไร มันย่อมาจากคำว่า Neuro-Linguistic Programming เทคโนโลยีใหม่ทางจิตวิทยาซึ่งนำมาช่วยสร้างความสำเร็จได้ โดยเชื่อว่า ปัญหาทางอารมณ์ของคนเรา เกิดจากการทำงานของระบบประสาทและจิตใจ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย เกิดจากการลงโปรแกรม หรือปลูกฝัง หรือสั่งสมทางประสบการณ์ ผ่านจิตสำนึกและจิตใต้สานึก ด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์ แล้วถูกนำไปแปลความบนพื้นฐานความเชื่อที่ผิด ๆ แล้วจัดเก็บเป็นระบบความจำที่ไร้ระเบียบ
NLP พบว่า การทำงานของสมอง ความคิดหรือจิตใจ และการแสดงออกทางร่างกาย ล้วนเป็นเหตุเป็นผล และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสั่งการหรือคิด หากมีการฝึกใช้ชุดคำสั่งทางภาษาที่ถูกวิธี ภาษา หรือถ้อยคำสั้น ๆจะเป็นตัวสับไกก่อให้เกิดการกระทำทุก ๆ อย่าง ให้เป็นผลสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์
และนั่้นคือสิ่งที่แป๋วตระหนักรู้ และพร้อมบอกเล่าให้ทุกคนได้รู้เช่นกัน
กายใจ : ทำไมจึงหันมาสนใจศาสตร์ NLP
โดยปกติแล้ว คนเราเมื่อเผชิญกับความเจ็บปวดจนทนไม่ไหว คนก็จะเปลี่ยน คนมันเป็นอย่างนี้ แป๋วก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เป็นแบบนี้ หนีไม่พ้นหลักนี้ แป๋วเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่ออายุประมาณ 39 (ตอนนี้ 42) นั่นแสดงว่าตลอดอายุจนกระทั่ง 39-40 เราขวิด (หัวหกก้นขวิด) มาตลอด พลาดทั้งที่หน้ามั่นๆนี่แหละ เลือกแฟน เลือกครั้งแล้วครั้งเล่า พังหมดเลย
ไม่น่าเชื่อ ทุกคนบอกเลิกฉันก่อนทุกที ฉันไม่เคยบอกเลิกทันเลย แปลกนะ เป็นปัญหาเหมือนเดิมเป๊ะ แต่ตอนนั้นไม่ได้เอะใจหรอกว่ามันเป็นเรื่องเดิมๆ ไม่รู้ ไม่ได้คิด ไม่ได้มอง
พอเรื่องงาน เราเคยทำงานช่อง 5 แล้วกระโดดมาที่ช่อง 9 แล้วก็ไปอ่านข่าววิทยุ แล้วรู้สึกว่าในตอนนั้นมันไม่ใช่ ฉันต้องการอิสระ ไม่ชอบอยู่ภายใต้คำสั่ง ไม่ชอบเข้าออกตอกบัตร ฉันไม่ชอบถูกประเมินจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้านาย และเจ้านายอีก 75 ล้านคนอยู่บนหัวฉัน ฉันคิดว่าฉันไม่ชอบ ฉันก็เลยไปเปิดร้านทำผม แล้วก็เจ๊ง แล้วก็เลยไปเปิดร้านเสื้อผ้า แล้วก็เจ๊ง ดังนั้นฉันก็เลยไปเอาเสื้อผ้ามือสองจากญี่ปุ่นเข้ามาขาย ก็เจ๊ง มันเป็นเรื่องน่าแปลกใจ แต่ฉันก็ยังคงเดินหน้าไปหาเรื่องเจ๊งอีก แล้วก็ยังคงสับสนไม่เลิก
ตอนนั้นมาทำงานที่ไนน์เอ็นเตอร์เทนแล้วนะ ทำนานแล้วด้วย แต่หัวใจไม่สบาย เพราะว่า "แก่" จริงๆแล้ว ความแก่ไม่ใช่ปัญหาของแป๋ว แต่เป็นปัญหาของคนอื่น แต่ในวันนี้เรากลับมองว่าเป็นปัญหาของเราด้วย เพราะทุกคนกรอกหูว่า "แกอยู่ได้ไม่นานหรอก เพราะนี่มันรายการของเด็กๆ" เราก็เลยตอกหมุดเลยว่าเราแก่ เราอยู่ได้อีกไม่นาน ขณะที่เรายิ้มหน้ากล้อง แต่ข้างในเราเก็บสะสมความเจ็บปวด ถดถอย ไม่มีพลัง แต่ว่าแอคติ้งราวกับมีเอ็นเนอร์จี้
คนข้างนอกไม่รู้หรอก แต่เราโกหกตัวเองไม่ได้ กลับมาแล้วรู้สึกบอบช้ำ สั่นไหว ไม่มั่นคง เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งเขาต้องเอาเราออก เลยตัดสินใจไปเรียนทำผม โปรดสังเกตนะว่าเคยเจ๊งมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่เราจะพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนจนคิดว่ามันใช่ในที่สุด
จนวันหนึ่งเราร้องไห้ออกมา แล้วเพื่อนถามว่า "ถ้าแกได้อยู่ช่อง 9 ตลอดไป จะเปิดร้านทำผมไหม" เราก็ฉุกคิดแล้วสงสัยว่า เราเป็นอะไร ที่ทำอยู่คืออะไร เลยคิดว่าเราต้องจัดการกับความสับสนของตัวเองแล้วล่ะ เพื่อนก็แนะนำว่าให้ลองไปเข้าสัมมนา ฟังผู้เชี่ยวชาญ คนที่เขามีประสบการณ์ ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น เห็นเงาหัวตัวเองมากขึ้น เห็นวงจรตัวเองว่ามันผิดพลาด
ระหว่างนั้นเราพบว่า เราไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ก่อนหน้านั้นเวลามีคนมาจ้างงาน เขาจ้างเราในราคาถูกๆ หนึ่งพันห้าร้อยบาทไปโคราช แป๋วไปค่ะ แต่ข้างในปวดร้าว ไม่กล้าแม้จะต่อรองกับเขาแม้แต่คำเดียว จริงๆแล้วคำประเมินของคนอื่นมันอยู่ทีหลัง มันยังไม่เท่าเราประเมินตัวเองไปก่อนแล้ว ดังนั้นจึงดึงดูดคนที่จ้างเรา พันห้ามาเรื่อยๆ เห็นกฎแรงดึงดูดไหมคะ และมันก็เป็นหนึ่งมิติว่า "เราคู่ควรแค่นั้นแหละ" นี่เป็นเรื่องน่ากลัวค่ะ ถ้าเราไม่ตระหนักในคุณค่าของตัวเราก่อน
กายใจ : แล้วกระบวนของศาสตร์นี้เปลี่ยนตัวตนพัทรวีไปอย่างไร
ห้องเรียนนี้ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง ย้อนถามตัวเอง ตอบได้ว่า เราอยากอยู่แถวหน้า อยากเป็นนัมเบอร์วัน ชอบมีชื่อเสียง แต่ไม่กล้าพูดแบบนี้หรอก เพราะสังคมจะตะโกนว่าเธอช่างกล้า แล้วปฏิกิริยาที่ตามมาคือ เราก็จะคอยมองคนๆนั้นที่อยู่ตรงกลางด้วยความอิจฉา
แต่พอเรารู้ว่าโฟกัสคืออะไร มันชัดเจนเลย แล้วเราก็อนุญาตให้ตัวเองเปลี่ยน เพราะความเจ็บปวดมันพลิกคน เราไม่อยากเจออะไรซ้ำๆซากๆ แต่อยากแตะความฝันได้บ้าง สิ่งที่ศาสตร์นี้พูดมันเป็นเรื่องจริงที่ถูกต้องทุกอย่าง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปลี่ยนตัวเองหรือเปล่า
ทันใดนั้นการเปลี่ยนแปลงราวปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ถ้าเปลี่ยนหนึ่งเรื่องทุกเรื่องเปลี่ยนทั้งหมด แป๋วตัดสินใจซื้อรถป้ายแดง เราซื้อได้ ไม่ต้องอยู่บ้านที่เหมือนรังตุ๊กแกได้นี่ ซื้อบ้านใหม่เลย เพราะระบบการคู่ควรมันเปลี่ยน เราตัดสินใจเดินไปบอกคนที่จ้างเราในราคาเดิมว่าต้องได้ค่าตัวใหม่แล้วนะ ผลคือเขาก็ไม่จ้างเราสิ แต่ไม่เจ็บปวดนะ แม้จะต้องกินปลากระป๋อง ไข่ต้มอยู่พักหนึ่ง และมีอีกหลายงานที่ปฏิเสธไป แต่เพราะเราเลือกที่จะเคารพและนับถือตัวเอง ทำให้ไข่ต้มนั้นอร่อยมาก
มันเรียนรู้ว่า เมื่อไรที่เราหันมาเคารพและนับถือตัวเอง คนอื่นก็จะทำเช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มันเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบยกระบบ โดยเฉพาะเรื่องการโฟกัสให้ชัดเจน เลือกเฉพาะในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น เพราะสมองของเราคิดได้ทีละหนึ่งเรื่อง กติกามีแค่นี้ ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องคิดวิธีการ แค่คิดว่าต้องการ วิธีมันจะมาเอง
เราใช้มันอยู่เป็นปีๆ จนเห็นผลทันทีที่ออกจากห้องสัมมนา NLP สอนให้คนวัดที่ความรู้สึกว่า เธอต้องรู้สึกดี รื่นไหล ไม่มีอะไรตะขิดตะขวง ไม่มีคำว่า "แต่" ทันทีที่ไม่มีคำว่า "แต่" ก็ไม่ต้องห่วงผลลัพธ์ เพราะมันจะตามมาเองอย่างที่เราคาดคิดไม่ถึง อาจเกินคาดหมายด้วยซ้ำ มากกว่าที่ต้องการ จริงๆมันเป็นเรื่องที่อธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอก แม้จะฟังดูสวยหรู (หัวเราะ)
กายใจ : เห็นผลลัพธ์แล้วต้องการบอกคนอื่นให้รู้ใช่ไหม
ทีนี้เรียนไปเรียนมา มันเริ่มสนุกเริ่มเลยเถิด พัฒนาตัวเองไปเรียนเป็นโค้ช ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะสอน เพราะจะต้องดูคุณสมบัติด้วยว่า ต้องเป็นนักพูด (Speaker) มีเอ็นเนอร์จี้ส่วนตัว เพราะมันคือศาสตร์การลอกเลียนแบบความสำเร็จ พลังงานของโค้ช ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม วิธีการ ความสุขที่คนข้างหน้าเขาเป็น เพื่อให้เกิดการก๊อปปี้ ซึ่งทั้งหมดนั้นมันต่อยอดจากงานพิธีกรที่เราเป็นได้ทันที เราเลยสอบผ่านฉลุย
แล้วด้วยลักษณะที่มันใช่ มันจึงเกิดแรงดึงดูด ดังนั้นจึงเป็นการบอกต่อไปยังหลายๆบริษัทว่าเราเป็นไลฟ์โค้ช สิ่งที่ใช่ มันจะกระแทกผู้คน เขาจ้างให้ไปสอนพนักงาน เราก็คิดว่ามันเป็นโอกาส และแป๋วเชื่อว่าเวทีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็ต่อเมื่อเราขึ้นต่อยเป็นเวทีจริง
พอสอนไปเรื่อยๆ ก็อยากสอนเองแล้ว เพราะเขาจ่ายเงินให้เราหลายแสน แล้วก็บอกความต้องการของเขาว่าคืออะไร เช่น สอนให้ทำทีมบิวดิ้ง ต้องการให้คนข้างหน้าทำยอดขายให้เขาได้เยอะๆ ให้ขยันทำงานของเขา เวทีของฉันหายไปในพริบตา กลายเป็นเวทีของเขาแทน ฉันรับเงินมา แต่หัวใจฉันบีบ เพราะฉันฝึกให้คนหาตัวเองให้เจอว่าฉันต้องการอะไร ซัดให้ตรงเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองค้นหา ถ้าคิดว่าตัวเองอยากออกไปทำอะไรเอง ไม่ต้องเป็นลูกจ้าง ก็ออกไปได้ทันทีเลย
พอเปิดคลาสส่วนตัว คนฟังรับได้เต็มหัวใจแล้วเราก็รู้สึกดี ไม่ใช่ว่าเราได้เงินน้อยกว่าเดิมนะ เพราะเราควบคุมมันได้เอง ขอแค่ให้เขาหาคำตอบจากโจทย์นั้นให้เจอ เรามีความสุขที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา ตอนที่เห็นแววตาของเขาที่เปลี่ยน เริ่มยิ้ม พูดมากขึ้น รู้จักคนรอบข้าง แล้วมันก็มีฟีดแบคเข้ามา เลยรู้สึกดี
ใครบอกว่าจะรู้สึกดีที่บินคนเดียว แต่จริงๆแล้ว เราสามารถฉุดกระชากลากถูกคนอื่นบินไปด้วยกันได้ ด้วยการสอนวิธีให้เขา เขาก็บินเองได้ เราชอบความรู้สึกนี้
เรามีความสามารถมากมาย แต่มนุษย์กำลังขาดทักษะที่จะมีความสุข เพราะฉะนั้นเราก็อยากให้คนมาเรียนรู้ศาสตร์ความสุข ซึ่งไม่ใช่จะมีทางเลือกเดียว หรือเข้าวัดเข้าวา เพราะความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าไปบีบให้มันแคบเลย เพราะมันอาจจะเป็นแค่การเปลี่ยนที่นั่งทุกข์ อย่างนั้นเรามาตัดรากถอนโคนกันเลยไหม แล้วพอเรารู้มันจริงๆแล้วมาถ่ายทอดให้คนอื่นได้รู้ด้วย มันจะมีความสุขมหาศาล






