แพทย์เตือนผู้ชุมนุมฟังเสียงนกหวีดเสี่ยง'หูดับ'

แพทย์เตือนผู้ชุมนุมฟังเสียงนกหวีดเสี่ยง'หูดับ'

แพทย์เตือน"ผู้ชุมนุม" ในช่วงเวลาที่มีการเป่านกหวีดพร้อมกันมากๆเสียงจะดังมาก แนะนำคือให้ผู้ชุมนุมเอาที่อุดหูมาใส่ป้องกันไว้

"นกหวีด" คืออุปกรณ์คู่กายของผู้ชุมนุมกปปส. และถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงออกในการต่อต้านรัฐบาล ไม่เพียงแต่การนำมาใส่สายคล้องคอ แต่เมื่อมีการปราศรัยบนเวที หรือเดินเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ ทุกคนจะพร้อมใจกันเป่านกหวีด จนเกิดเสียงดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณ

แม้ว่าการเป่านกหวีดในแต่ละครั้ง จะเป็นการเป่าเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ถ้าทุกคนพร้อมใจกันเป่านกหวีด ก็จะทำให้เกิดเสียงที่ดังมากเกินกว่าระดับมาตรฐาน ซึ่งหากผู้ชุมนุมอยู่ท่ามกลางเสียงดัง โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ก็อาจส่งผลเสียต่อระบบประสาทการได้ยินอย่างถาวร

จากการสอบถามผู้ชุมนุมซึ่งนั่งฟังการปราศรัยของแกนนำบริเวณหน้าเวที ซึ่งจะมีการเป่านกหวีดอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับเสียงลำโพงที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เธอยอมรับว่าในช่วงที่มีการเป่านกหวีดพร้อมกัน ก็จะเกิดอาการหูอื้อเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ใส่ที่อุดหูป้องกันไว้ แต่ก็สามารถทนได้เนื่องจาก ระยะเวลาในการเป่านกหวีดแต่ละครั้งไม่นานมากนัก

"ในช่วงที่ทุกคนพร้อมใจกันเป่านกหวีด ลักษณะแบบว่าเขาเป่ามาเราก็เป่าตาม ก็จะมีอาการหูอื้อนิดหน่อยแต่ว่าเป็นแป๊บเดียว ช่วงแรกๆ ก็มีการใช้ที่อุดหูบ้างในช่วงที่เสียงดังมากๆ แต่เนื่องจากว่านานๆ ที่จะเกิดเสียงดัง ถ้าใส่ไว้ตลอดก็จะรำคาญ"

ขณะที่ พญ.กุลภา ศรีสวัสดิ์ แพทย์ประจำเต็นท์พยาบาล โรงพยาบาลศิริราช ที่ตั้งให้บริการผู้ชุมนุมบริเวณเวทีแยกปทุมวัน บอกว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่มาประจำยังเต็นท์ให้บริการผู้ชุมนุม ยังไม่ค่อยพบเจอผู้ชุมนุมที่มารับบริการเกี่ยวกับอาการหูอื้อ เนื่องจากลักษณะของพื้นที่เป็นแบบเปิดโล่ง แต่อย่างไรก็ตามทางเต็นท์พยาบาลก็ไม่ได้ละเลยในส่วนนี้ โดยได้มีการเตรียมอุปกรณ์ที่อุดหูไว้บริการผู้ชุมนุม เพราะในช่วงเวลาที่แกนนำหลักขึ้นเวที ทุกคนจะพร้อมใจกันเป่านกหวีด ส่งผลให้ระดับความดังของเสียงในช่วงเวลานั้นค่อนข้างสูงมาก ส่วนใหญ่ผู้ชุมนุมก็จะเดินมาขอที่อุดหูที่เต็นท์พยาบาล

“จริงๆ แล้วอาการหูอื้อ จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ แต่ทางเราก็ได้มีการเตรียมความพร้อม โดยจัดหาที่อุดหูมาแจกให้ผู้ชุมนุมเพราะว่าในช่วงเวลาที่มีการเป่านกหวีดพร้อมกันมากๆ เสียงก็จะดังมาก สำหรับวิธีที่แนะนำคือให้ผู้ชุมนุมเอาที่อุดหูมาใส่ป้องกันไว้ ซึ่งจะช่วยลดระดับความดังได้ส่วนหนึ่ง"

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ทำการลองใช้แอพพลิเคชั่นวัดความดังในสมาท์โฟน บริเวณเวทีแยกปทุมวัน พบว่า ระดับเสียงในหลายๆ จุด พุ่งสูงแตะระดับ 100 เดซิเบล ซึ่งความดังในระดับนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโสด ศอ นาสิก ได้ออกมาเตือนว่า อาจส่งผลกระทบต่อการได้ยินถาวรหากไม่สวมที่อุดหูป้องกันไว้ โดยระบุว่าระดับเสียงที่สูงกว่า 70 เดซิเบล อาจส่งผลกระทบต่อประสาทหู ทำให้เกิดอาการหูอื้อแบบฉับพลันในระยะเวลาสั้นๆ แต่หากว่าระดับเสียงที่ดังเกินกว่า 100 เดซิเบล นั้น อาจทำให้การได้ยินเสื่อมถาวรได้หากอยู่ท่ามกลางเสียงดังเป็นระยะเวลานาน

แม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ชุมนุมจะยืนยันว่า สามารถทนเสียงดังของนกหวีดและลำโพงได้ แต่เพื่อป้องกันผลกระทบการได้ยิน ก็ควรเลี่ยงจุดที่มีเสียงดังมากๆ หรือใช้ที่อุดหูตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะสามารถช่วยลดความดังได้กว่า 30-40 เดซิเบล

ซึ่งสอดคล้องกับทาง รศ.นพ.เพิ่มทรัพย์ อิสีประดิษฐ์ แพทย์ทางด้านโสต คอ นาสิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลไปเมื่อเร็วๆ นี้ว่าการอยู่ในจุดที่มีเสียงดังมากๆ เกินมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งกำหนดไว้ที่ ไม่เกิน 70 เดซิเบล อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสาทหูหรือการได้ยินได้ โดยอาการเริ่มแรกจะรู้สึกหูอื้อ มีเสียงในหู ต่อมาการได้ยินเริ่มลดลงจนถึงขั้นไม่ได้ยินเสียงเลย ซึ่งแต่ละอาการจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ต่างกันออกไป โดยเฉพาะหากอยู่ในจุดที่มีเสียงดังเกิน 90 - 100 เดซิเบลขึ้นไป และอยู่เป็นเวลานานเกิดการสะสม ก็จะยิ่งทำให้การได้ยินเสื่อมลงได้เร็วขึ้น

เช่นกรณีอยู่ในจุดที่มีการใช้เสียงดังตลอดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมนุมที่มีการใช้เสียง ก็มีความเสี่ยงสูงที่การได้ยินจะเสื่อมถาวร และยิ่งหากได้ยินเสียงที่ดังมากๆ ประเภทเสียงระเบิด อาจทำให้การได้ยินเสื่อมถาวรได้ทันทีเช่นกัน

สำหรับแนวทางการรักษา รศ.นพ.เพิ่มทรัพย์ แนะว่าทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยง คือ หลีกเลี่ยงจุดที่มีการใช้เสียงดังมากๆ และหากจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดัง ควรมีการใช้ที่อุดหู หรือที่ครอบหู จะช่วยลดระดับความดังของเสียงได้ 30 - 40 เดซิเบล แต่หากมีอาการหูอื้อแล้ว ให้ออกจากจุดที่มีเสียงดังทันที และนอนพักผ่อนให้เพียงพออาการสามารถหายเองได้ ส่วนกรณีที่มีอาการไม่ได้ยินเสียง ควรรีบไปพบแพทย์ตรวจสอบการได้ยินทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาตรงจุด