ปีม้าคึก เราอาจต้องเจอศึกหนักรอบด้าน จงเตรียมเปิด "ขุมทรัพย์สมอง" กับกุญแจที่ชื่อว่า เอรัน คัทซ์ (Eran Katz) สุดยอด "นักจำ" ของกินเนสบุ๊ก
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเป็นเสียแล้ว เมื่อต้นปี เราจะวางแผนใช้ชีวิตปีนั้นกันอย่างไร ปีม้าคึก เราอาจต้องเจอศึกหนักรอบด้าน จงเตรียมเปิด "ขุมทรัพย์สมอง" กับกุญแจดอกนี้ที่ชื่อว่า เอรัน คัทซ์ (Eran Katz) สุดยอด "นักจำ" ของกินเนสบุ๊ก
ความวุ่นวาย 'กายใจ' ที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งเกิดขึ้นในอดีตมานานแล้ว ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจาก "การใช้ปัญญา" ไม่ถูกทิศถูกทางสักเท่าไร คนเรามีอำนาจในการ "แสวงหา" และ "เรียนรู้" มากมาย แต่มักไม่ "รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง"
หากเปรียบว่าตอนนี้เรากำลังเล่นเกม บันไดงู ขอจงอย่าตกใจหากเราต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่ เพราะนี่คือโอกาสแสนวิเศษที่จะ "ทบทวนความจริง" ด้วยตนเอง และรู้จัก “เจ็บ” แล้ว “จำ”
เทคนิค "จำ" = อ่านมาก
อานุภาพของสมองมนุษย์นั้นเกินกว่าจะประเมินค่าหรือหามาตรวัด ถึงแม้เราจะคิด "ค่าไอเดีย" หรือ "ไอคิว" ได้ แต่ทว่า "คุณค่า" ที่ได้จากการใช้สมองออกไปนั้นมีมากกว่า หนึ่งในเรื่องราวประทับใจของ เอรัน คัทซ์ คือ กาลิ ลูกสาววัย 4 ขวบในตอนนั้น เธอชื่อจดจำชื่อของนักดนตรีริมถนนได้อย่างแม่นยำ
“หนูรู้ได้อย่างไรว่าฉันชื่อ บอริส” เขาถามด้วยความแปลกใจ
“คุณบอกหนูเมื่อคราวก่อน” เธอตอบ
“หนูเป็นเพื่อนฉัน” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง “สำหรับหนู ฉันเล่นให้ฟรี”
บทสนทนาสั้นๆแต่อบอวลไปด้วยความรู้สึกสุขล้นปรี่ และนี่คือตัวอย่างซึ่งอาจสื่อความได้ว่า ความจำดีเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุด เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเรา แต่เรากลับลงทุนกับมัน ฝึกฝนและพัฒนา “ความจำ” น้อยเหลือเกิน
ต่างจากอดีต ในยุคกรีกและโรมันโบราณ มีการเน้นความสำคัญเป็นอันมากในการพัฒนาทักษะความจำ ไม่ว่าจะเป็นเพลโต อริสโตเติล หรือนักการศึกษาอื่นๆต่างก็ทุ่มเทความเอาใจใส่และพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับความจำของมนุษย์ และนำเสนอกฎการเชื่อมโยง รวมทั้งวิธีช่วยจำอื่นๆ เพื่อปรับปรุงความสามารถในการจำของมนุษย์
วิธีการของพวกเขาได้รับการพัฒนาในเวลาต่อมาโดยนักจิตวิทยาเลื่องชื่อ อย่าง ฮิวเบิร์ต และเอบบิงเฮาส์ แต่สำหรับเอรัน คัทซ์ เริ่มรู้จักทักษะด้านนี้เมื่อกว่า 30 ปี เขาอ่านหนังสือของแฮรี่ ลอร์เรน ผู้เชี่ยวชาญการฝึกฝนความจำชาวอเมริกัน ด้วยความกระตือรือร้นและหลังจากนั้นก็ได้อ่านหนังสือเพิ่มเติมอีกหลายเล่ม
เอรัน คัทซ์ เติบโตในไฮฟา เมืองท่าที่สำคัญทางตอนเหนือของอิสราเอล เขาเป็นนักเรียนธรรมดา ๆ ทั่วไปที่ไม่ได้เรียนเก่งโดดเด่น แต่ก็ได้เกรด A+ในวิชาปรัชญา ครูของเขาบอกว่าที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาพิสูจน์ได้ว่า แม้ไม่ได้นั่งแล็กเชอร์ แต่ก็ประสบความสำเร็จในการสอบวิชานี้เสมอ
“ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป ตามค่าเฉลี่ยทั่วไปของเด็กๆ ซึ่งแม่บอกแค่นี้ก็พอแล้ว (หัวเราะ) แต่วันหนึ่งผมก็อยากเป็นเด็กฉลาด ประสบความสำเร็จในการเป็นนักเรียน ผมจึงเริ่มอ่านหนังสือ อ่านทุกประเภท ทั้งนิยาย หรือตอนนี้ก็ชอบแนวธุรกิจ คงเพราะผมเป็นนักธุรกิจน่ะ ผมใช้เวลาในร้านหนังสือนานมาก ล่าสุดผมได้หนังสือกว่า 50 เล่ม พอมันมากเข้า ผมก็อยากหาวิธีที่จะช่วยให้เราจดจำอะไรๆได้ดีขึ้น ผมพบเทคนิคการจำ แล้วพอมันใช้ได้กับผม ก็เลยถ่ายทอดเทคนิคให้เพื่อนๆก่อนจะสอบ ว่าเทคนิคนี้จะช่วยเรื่องการสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไรก็ตาม ทั้งวิทยาศาสตร์หรือภาษาต่างๆ แล้วมันก็ได้ผลกับทุกคน เมื่อเรามีความจำที่ดี เราก็จะเรียนได้ดีขึ้นไปด้วย"
เขาจบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ และด้านบริหารการตลาดแถบยุโรป และเริ่มสนใจในเรื่องเกี่ยวกับความจำ เอรัน บอกต่อว่าเขาโชคดีที่อยู่ในยุคที่มีเครื่องมือพร้อมให้เติมต่อทักษะความจำ ในขณะที่นักคิดในอดีตเหล่านั้นใช้ กลับมีแค่เพียงสมองอันชาญฉลาดที่จะใช้ในการจำ เขาจึงเลือกที่จะอ่านหนังสือให้มากขึ้นมากขึ้น แล้วสนุกกับการค้นพบเทคนิคในการจำไปเรื่อยๆ จากงานอดิเรก ใช้และฝึกฝนมันจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญในที่สุด
ในวัยหนุ่มเขาทำงานในคอกวัวและจำชื่อวัวทุกตัวได้หมด และเมื่อทำงานด้านการทหารเป็นพนักงานคุมสัญญาณเรดาร์ เขาจดจำหมายเลขสุดคณานับของความถี่และเครื่องหมายได้จากการใช้เทคนิคการจดจำที่ไม่ธรรมดา
หลายปีที่ผ่านมา Guinness Book of World Records บันทึกให้เอรัน คัทซ์ เป็นบุคคลที่มีความจำดีที่สุดในโลก เหตุเพราะเขาเรียนรู้การแสดงทักษะความจำที่ดีเลิศ ปรับปรุงวิธีการ คิดค้นวิธีการใหม่ของเขาเอง และค้นพบประสิทธิภาพอันน่าทึ่งของมันในทุกด้านของชีวิต
"อ่าน" เพื่อจำ อย่างมีกลยุทธ์
หลายคนอยากรู้ว่า เทคนิคความจำฉบับ สุดยอดแชมป์ความจำโลก คืออะไร เอรัน แสดงให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยการทดลองให้บอกตัวเลขยาวเหยียดเต็มกระดาน แล้วใช้เทคนิคการแปลงตัวเลขให้เป็นอักษร เขาบอกว่ามันใช้ได้ดี และนำไปประยุกต์ใช้เป็นการจำหัวข้อบรรยายได้โดยไม่ต้องมีสคริปต์
ถ้าอยากจำใบหน้าบุคคลให้ได้จากการพบกันครั้งแรก ก็ต้องใช้ เทคนิคพิน็อกคิโอ , เทนนิคนโปเลียน , เทคนิค JFK , เทคนิคภาพล้อ , เทคนิคคู่แฝด , เทคนิคการเชื่อมโยงชื่อกับตำแหน่งที่ตั้ง หรือถ้าอยากเรียนดีไม่มีความเครียดก็ต้องใช้ เทคนิคห่วงโซ่ความจำ , เทคนิคการฟังให้เข้าใจโดยไม่ต้องจด , เทคนิคคีย์เวิร์ดและจินตนาการ ได้เลยไม่ว่าวัยใด เพศใด ก็สามารถพัฒนาความจำให้แม่นยำขึ้นได้
เจ้าของผลงาน "พัฒนาความจำสู่ความเป็นอัจฉริยะ" และ "สู่ความเป็นอัจฉริยะด้วยการพัฒนาพลังสมอง" ย้อนถึงที่มาของเทคนิคความจำชั้นเลิศ ล้วนมาจากเทคนิคการอ่านที่ดี โดยขออ้างอิงปัญหาของแฟนหนังสือที่มักถามว่า ทำไมเวลาอ่านแล้วจำไม่ได้
เอรันตอบว่า อาจเพราะเหตุผลที่ว่าเรามีเป้าหมายในการอ่านอย่างไร ถ้าเลือกอ่านหนังสือก่อนนอน นั่นแปลว่าเราต้องการอ่านหนังสือเพื่อให้หลับ ซึ่งมันแตกต่างจากจุดประสงค์ที่ว่าเราอ่านหนังสือก็เพื่อที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากมัน หรืออยากท้าทายมัน โดยใช้ความตั้งใจในการค้นหาสิ่งที่เราต้องการหาไปพร้อมๆกับสนุกกับมันด้วย
จากนั้นเมื่อเราได้มาร์ค (Mark) หัวข้อสำคัญไว้ เราก็จะจำมันได้ ในขณะเดียวกันเราต้องรู้สึกว่า สิ่งที่เราอ่านนั้นเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของบ้าน ของสิ่งของรอบๆตัวเรา หรือมันคืออวัยวะของเรา แล้วพยายามเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงกับคำๆนั้น หรือสิ่งที่เราต้องการจะจำมากที่สุด
สุดยอดนักจำโลก บอกต่อว่า เมื่ออ่านแล้วจำได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือความมั่นใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองว่าสามารถจดจำที่อ่านไปได้ ก็จะช่วยให้สมองรู้สึกผ่อนคลายขึ้น อีกทั้งตัวเราก็ไม่รู้สึกท้อหรือกลัวว่าจะจำไม่ได้ มันก็มีกำลังใจจนทำให้ทำข้อสอบได้ดีขึ้น หรือทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง
เมื่อพูดถึงเรื่องสมองก็อดถามต่อไม่ได้ว่า ถ้าเรายิ่งอ่านมาก จำได้มาก สมองไม่ยิ่งทำงานหนักขึ้นหรือ เอรันตอบว่า ไม่ว่าเราจะอ่านหนักขนาดไหน แต่จากสถิติแล้ว ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เราใช้สมองเต็มกำลังแล้วก็แค่ 10% เท่านั้นเอง นั่นแปลว่าการอ่านมาก จำมากไม่ได้ทำให้สมองเราทำงานหนักเกินไป แต่ความอ่อนล้าต่างหากที่บั่นทอนเรา ยิ่งถ้าเราเคร่งเครียดกับมันจนเกินไป ก็จะยิ่งรู้สึกกดดัน แต่ถ้าเราสนุกและเพลิดเพลินไปกับมัน เราจะไม่กังวล แต่ถ้าเมื่อไรไปเจอหนังสือที่มันน่าเบื่อเข้าล่ะก็ เอรันบอกว่า ก็อย่าไปอ่านมัน
วัฒนธรรม "ฝึกสมอง"
เป็นที่กล่าวขานกันหนาหูว่า คนยิวฉลาดและประสบความสำเร็จสูงสุด นั่นทำให้อยากรู้ว่าเพราะเหตุใด เอรันยิ้มนิดๆก่อนตอบว่า พวกเราทุกคนรักการอ่านและอ่านหนังสือมากๆด้วย เราชอบที่จะเรียนรู้เลย ชอบที่จะอ่านด้วย อยากรู้มาก ก็อ่านมากเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีแคมเปญกระตุ้นการอ่าน แค่มีโฆษณาว่าจะมีหนังสือลดราคา ก็มีคนมุ่งหน้าไปที่ร้านหนังสือแล้ว
นอกจากการอ่านที่จะเป็นวัฒนธรรมแบบไม่ต้องตั้งใจมากของชาวยิวแล้ว เอรัน กล่าวต่อว่า การเล่นเกมที่ต้องใช้ความคิด (Pazzle) หรือ การฝึกตั้งคำถามบ่อยๆ เพื่อท้าทายครูผู้สอน คือสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติจนเป็นเรื่องปกติ เช่น ทำไมจึงเป็นเช่นกัน หรือ แล้วทำไมไม่เป็นอย่างนั้น เพราะอะไร ซึ่งแตกต่างจากคนเอเชียที่มักจะเรียนผ่านการเชื่อฟังที่ครูสอน ครูเขียนและบอก นักเรียนมีหน้าที่เขียนตามและจำ
"เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการตั้งคำถามก็คือ เราจะไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นบอกเราในทันที นั่นจะช่วยฝึกให้เราหาคำตอบให้มากที่สุดไปด้วย"
ทั้งนี้ เอรันยังเผยเทคนิคอื่นๆในจะช่วยพัฒนาสมองว่า จงทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้สมองเรามีกิจกรรม ไม่ว่าจะไปสอนคนอื่น หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวันตลอดเวลา เพื่อให้สมองของเราได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด ยกตัวอย่างเวลาไปชอปปิ้ง แทนที่จะจดลิสต์ ก็ขอให้ใช้สมองจำดีกว่า
ในขณะเดียวกันสื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการไม่ประเทืองปัญญาทั้งหลาย หากวัดคลื่นไฟฟ้าที่สมองจะพบว่ามันนิ่งสนิท ตรงกันข้ามกับการอ่านหนังสือพิมพ์กลับช่วยพัฒนาสมองได้มากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าเอะอะก็จะต้องหนังสือเท่านั้น เอรัน กล่าวเสริมกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ทำให้เราต้องเคลื่อนไหวและสนุกมากขึ้น จะเต้นรำ หรือร้องเพลง นั่นก็เป็นตัวช่วยฝึกทักษะสมองได้ดีเช่นกัน
เมื่อเราได้เทคนิคมากมายของผู้มีความจำเป็นเลิศแล้ว ก็อยากรู้ต่อว่าช่วงเวลาในการฝึกทักษะนั้นสำคัญไฉน ซึ่งเอรันตอบว่า แต่ละคนมีช่วงเวลาการรับรู้ที่แตกต่างกัน และไม่ใช่ว่าคนที่ตื่นเช้าทุกคน สมองของเขาจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในตอนเช้าเสมอไป มันขึ้นอยู่กับการจับสังเกตตัวเอง ซึ่งตัวเอรันเอง ประกาศว่าสมองของเขาจะทำงานได้ดีที่สุดตอนเย็นถึงค่ำ
นั่นหมายความว่า จงทำสิ่งที่ดีที่สุด เช่น ใช้ความคิดตัดสินใจ หรือแก้ปัญหา ในช่วงเวลาที่สมองทำงานได้ดีที่สุด แล้วจงใช้เวลากับสิ่งที่จดจ่อนั้นจนกว่าเราจะบอกตัวเองได้ว่า เพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องไปกะเกณฑ์ว่าต้องใช้ระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ รวมทั้งอาจใช้การเคลื่อนไหวร่างกายให้มากด้วย
"เพราะการใช้สมองที่ถูกต้องเปรียบเหมือนนักกระดานโต้คลื่น ยิ่งคลื่นมาแรงและสูงเท่าไร ก็ต้องใช้โอกาสที่สมองได้รับเลือดและออกซิเจนเต็มที่นั้นให้เป็นประโยชน์ ส่วนช่วงเวลาอื่น ก็จงใช้มันไปกับงานรูทีนที่ไม่ต้องขบคิดให้มากนัก เช่นตอบอีเมล์"
สร้างสมดุล "ความคิด"
ทั้งนี้ การใช้สมองที่ดีที่สุดนั้นจำเป็นต้องสร้างสมดุลของการเรียนรู้ด้วย ถึงแม้เราจะชื่นชอบแขนงวิชาใด แต่เราก็จำเป็นต้องให้ความสนใจกับอีกด้านหนึ่งด้วย เช่น ถ้าเราชอบวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ควรละเลยว่าภาษาก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าต้องการความเชี่ยวชาญด้านใด เราควรฝึกฝนให้มาก ซึ่งพบสถิติว่าหากเราฝึกฝนสิ่งใดเกิน 10,000 ชั่วโมง เราจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น
เอรัน เผยต่อว่า ศักยภาพของสมองมีจำกัด เมื่อเราพัฒนาทักษะความจำได้แล้ว ก็ควรสร้างสมดุลสมองด้วยการ "ลบความจำ" ด้วย โดยเฉพาะช่วงเวลาอันเลวร้าย หรือประสบการณ์แสนเศร้า เพราะมันจะเป็นตัวฉุดรังความสำเร็จของเรา และถ้าเราลบถูกวิธีก็จะช่วยให้เรามีสมาธิในการจำสิ่งใหม่ได้ดีขึ้น
ในขณะเดียวกัน การใช้สมองถูกทิศถูกทางก็ช่วยให้เราจำแนกแจกแจงความจริง ความลวง ได้ดี ยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดใจ รับฟังความเห็นทุกฝ่าย พร้อมกับถามกูรูผู้รู้ โดยไม่ต้องฟันธงคำตอบ จากนั้นเมื่อสมองเปิดรับสารรอบด้าน เราจะรู้ได้เองว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรเชื่อ จากนั้นจงเชื่อความคิดของตัวเอง
"เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตได้ด้วย แต่ก็ต้องแยกให้ได้ว่าความผิดพลาดใดควรเรียนรู้ การเล่นเกมแล้วไม่ผ่านด่านสักที นั่นอาจฝึกให้เรารู้วิธีเอาชนะแล้วขึ้นสู่เลเวล (Level) ที่สูงขึ้นได้ แต่อีกด้านหนึ่ง หากเรารู้ว่าผิดแล้วยังทำผิดนั้นซ้ำ บวกกับอีโก้ สิ่งนั้นแหละที่จะไปสกัดกั้นการเรียนรู้ของสมองของเราเอง"









