รองอธิบดีกรมอุทยานฯ-ทีมสัตว์แพทย์ สรุปประเด็นหลักกระทิงตายหมู่ มาจากสารพิษ-โรคติดต่อ
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ ว่ากรณีการพบซากกระทิงกุยบุรี ในเขตโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ติดกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า หลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯพร้อมเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี อาทิ ฝ่ายปกครองอำเภอกุยบุรี ทหารชุดประสานงานโครงการพระราชดำริ ทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก ทหารพราน WWF ประเทศไทย กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านในพื้นที่ ฯลฯได้สนธิกำลังตรวจสอบพื้นที่ 6 ตร.กม.
จนถึงวันนี้ พบซากกระทิงเพิ่มอีก 5 ตัว ซึ่งจากเดิมพบไปแล้ว 8 ตัว รวมทั้งหมด 13 ตัว แต่ละตัวไม่พบร่องรอยกระสุนปืนหรือถูกฆ่า เขาและเนื้อกระทิงอยู่ครบทุกตัวคาดว่ากระทิงแต่ละตัวน่าจะตายในช่วงปลายเดือน พ.ย. ส่วนตัวที่มีสภาพเน่าเปื่อยไม่สามารถตรวจสอบได้น่าจะตายมาแล้ว 2 เดือน โดยพื้นที่ที่พบซากกระทิงกุยบุรีทั้งหมดนั้น พบในบริเวณรอบโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราดำริ (บริเวณโครงการกุญชร)ทั้งหมด อยู่ตอนใต้ของบริเวณหน้าผาทางด้านทิศตะวันตก โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯได้เก็บหลักฐานทางกายภาพและชีวภาพ ทั้งน้ำ ดิน พืช อาหารสัตว์ แร่ธาตุดิน รวมทั้งการตรวจสภาพพื้นที่แวดล้อมข้างเคียง และร่องรอยแต่ละแห่งเพื่อประมวลหาสาเหตุการตาย
สำหรับพื้นที่โครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการกุญชร)เดิมที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมทำไร่สับปะรด ของชาวบ้านก่อนจะประกาศเป็นพื้นที่อุทยานฯ มาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่สารเคมี หรือสารพิษทางการเกษตรอาจยังตกค้างในพื้นที่บริเวณดังกล่าว จึงต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ให้ชัดเจนอีกครั้ง
นายธีภัทร กล่าวว่าจะมีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่อีกประมาณ 3,750 ไร่ นอกจากนี้ทางกรมอุทยานฯจะจำกัดพื้นที่ไม่ให้ฝูงกระทิงหรือสัตว์ชนิดอื่นๆเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการแบ่งโซนพื้นที่ตรวจสอบเป็น 4 โซน โซนจุดชมช้าง-กระทิง บริเวณหน้าผา, โซนกันชน,โซนโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ(โซนกุญชร) และโซนเกษตรกรม ที่ชาวบ้านทำการเกษตร ส่วนซากกระทิงทั้งหมดนั้นได้ทำการโรยปูนขาวและฝังไว้ เพื่อตรวจสอบกระเพาะอาหารและชิ้นส่วนของพืชที่กระทิงได้กินเข้าไป ซึ่งต้องรอผลทางวิชาการคาดว่าจะรู้ผลภายในเดือนมกราคม ปีหน้า
โดยช่วงบ่ายได้มีการประชุมการกำหนดแนวทางหาสาเหตุการตายของกระทิงในป่ากุยบุรี โดยมีผู้ร่วมประชุม ทั้งนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวัฒนา พรประเสริฐ ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นายปรีชา วิทยพันธุ์ หน.อุทยานแห่งชาติกุยบุรี พร้อมคณะสัตวแพทย์กรมอุทยานฯ ตัวแทนสถาบันสุขภาพสัตว์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆไม่ว่าจะเป็น ม.เกษตรศาสตร์ ม.หิดล โดยที่ประชุมได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงความเป็นไปได้ของสาเหตุการตายถึง 13 ตัวของฝูงกระทิงในพื้นที่โครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีการสรุปถึงสาเหตุของการตายคือทั้งเรื่องตายเองโดยธรรมชาติ ตายจากสัตว์ผู้ล่า ตายจากสารพิษในสภาพแวดล้อม และโรคติดต่อ และมีการสรุปวิเคราะห์ถึงประเด็นหลักการตาย 2 ประเด็นทั้งจากสารพิษ และโรคติดต่อ โดยที่ประชุมมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบสาเหตุการตายของกระทิงทั้งหมด โดยมีนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานคณะกรรมการฯ รวมทั้งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ตรวจสอบเรื่องสารพิษ และโรคระบาด คาดว่าจะมีผลสรุปออกมาภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม ปีหน้า
ทั้งนี้ทางคณะสัตวแพทย์ จากสถาบันและมหาลัยต่างๆ คาดว่าจะเริ่มลงมาในพื้นที่เพื่อเก็บพวกพืชอาหารที่สัตว์กิน รวมทั้งเก็บเนื้อเยื่อบางส่วนเพื่อนำมาวิเคราะห์หาข้อมูลการตายของฝูงกระทิง ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็จะต้องเริ่มลงมือเก็บตัวอย่างน้ำ ดินโป่ง พืช สาหร่าย เพิ่มเติมเช่นกัน และสิ่งสำคัญจะต้องเก็บถุงที่บรรจุหิน ดิน ทราย ที่นำมาใช้ทำฝายชะลอน้ำในพื้นที่อุทยานฯกุยบุรี และ ในพื้นที่โครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ออกให้หมด






