วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญญาของสังคม

ธรรมะแห่งสติจากท่านเจ้าคุณ พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) ยามที่เราควรจะกลับมาเยียวยาหัวใจ และเมตตาต่อคนในสังคม

กายใจ ขอน้อมรับธรรมะแห่งสติจากท่านเจ้าคุณ พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) เจ้าของนามปากกา 'ปิยโสภณ' มาแบ่งปันในยามนี้ ยามที่เราควรจะกลับมาเยียวยาหัวใจ และเมตตาต่อคนในครอบครัว เพื่อนฝูง รวมไปถึงเพื่อนร่วมทุกข์ในสังคม ที่คิดต่างจากเรามากกว่าสิ่งอื่น

"อันเนื่องจากเราทุกคนเป็นคนไทย ตอนที่เสียกรุงศรีอยุธยา ปี 2310 เรารบกับพม่า และเสียกรุงให้พม่า ครั้งนั้น ตามประวัติศาสตร์บอกว่า เป็นเพราะคนไทยของเราแตกแยกกัน ทำให้อ่อนกำลัง คนชาติอื่นมาก็เลยสามารถที่จะเอาชนะเราได้อย่างง่ายดาย ตอนนั้นก็มีลักษณะคล้ายๆ กับตอนนี้ เราไม่ต้องรบกับใครเลย แต่เราต่อสู้กันเอง

คนต่างชาติที่เขาจะมาต่อสู้กับเรา เขาไม่ต้องต่อสู้อะไรเพียงแต่ว่า เขาทำให้คนไทยต่อสู้กันมากๆ อาศัยเวลาหน่อย แล้วคนไทยก็จะอ่อนแอลงไปเอง

จากนั้นเขาก็มาเทคโอเวอร์เศรษฐกิจ เทคโอเวอร์การเมือง เทคโอเวอร์กฎหมาย เทคโอเวอร์สิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยที่เราไม่รู้ว่า เราตีกันเรื่องอะไร เราทะเลาะกันเรื่องอะไร บางทีเราต้องไปหากรรมการเป็นชาวต่างชาติ เป็นต้น เพราะว่า เราพูดภาษาเดียวกันแต่ไม่เข้าใจกัน ท้ายที่สุด เราอาจจะเสียบ้านเสียเมือง ตามที่เป็นมาในอดีต

ท่านเจ้าคุณ พระราชญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) รองเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ ขอเตือนสติทุกท่านด้วยธรรมที่ว่า แม้ดูเหมือน ฝ่ายที่คิดว่าทำถูกต้องกำลังจะชนะ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราคือพี่น้องกัน

และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ที่คิดว่าถูกต้องน่ะ คนอื่นที่คิดต่าง เขาก็คิดว่าเขาถูกต้องเหมือนกัน หากเราไม่ฟังเสียงที่ต่างจากเราให้ได้ยิน เราจะอยู่ร่วมกันในสังคมต่อไปได้อย่างไร

กายใจ : สถานการณ์การเมืองในอดีต มาจนถึงปัจจุบัน จะส่งผลต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเราต่อไปอย่างไรในอนาคต

ในฐานะที่เราเป็นสื่อสุขภาพกายใจ พระอาจารย์คิดว่า ตอนนี้ ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นใครสักคน กายก็บอบช้ำ จิตก็ระส่ำระส่าย อารมณ์แปรปรวนมาก ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า ประเทศไทยเป็นโรคอะไร คนอาสาเข้ามาเยียวยาก็เปรียบเสมือนกับหมอที่ไม่รู้ว่า คนไข้เป็นโรคอะไรกันแน่ หมอเองก็ยังงงๆ อยู่ว่า ตัวเองจะทำอย่างไรต่อไป

อย่าลืมว่า เราพูดถึงคอร์รัปชั่นเป็นหลัก แต่วิธีที่เราพูด เราใช้วจีทุจริตนะ พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้เรื่องคอร์รัปชั่น หรือการทำชั่ว สามอย่าง คือ กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ไว้อย่างละเอียด แต่ละฝ่ายที่กำลังต่อสู้เพื่อความถูกต้องในทัศนะของตัวเอง ต่างก็ไม่พูดถึงเลยในสามประเด็นนี้

ความจริงเราตีกันเมื่อสามปีที่แล้ว คดีความยังไม่จบ แล้วเราก็ตีกันในลักษณะเดิม อีกสามปีข้างหน้า เชื่อหรือว่าจะไม่มีคู่ต่อสู้ แม้ว่าคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภา ลาออก อีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมา ก็จะผู้มาต่อต้านอีกเหมือนกัน คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หาคนมาบริหารประเทศก็เอาไป ปีสองปี บริหารแบบไหนก็ยังไม่รู้ แต่ว่า อีกพวกหนึ่งก็จะไม่ยอม

เมื่อไม่ยอม ก็จะมีลักษณะเดียวกัน คือตั้งเวทีแบบนี้ ต่อต้าน แล้วก็เอาสภาประชาชนขึ้นมาอีก ก็ว่าไป แล้วมันจะหมุนอยู่อย่างนี้ เป็นวังวนแห่งความเดือดร้อน ความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน

เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไรอย่างไร ควรมานั่งคุยกันว่า จะเอาอย่างไร ตั้งสติให้ดี คุยกันให้เรียบร้อย อันไหนที่มันคุยกันได้ ประนีประนอมเพื่อบ้านเมืองก็ยอมกันบ้าง

จริงๆ แล้วทุกคนก็คือกลุ่มเดียวกัน คือบอกว่า รักชาติ รักบ้านรักเมือง รักสุดขั้วสุดหัวใจ แต่ขณะที่กลุ่มตนบอกว่า รัก ก็บอกอีกฝ่ายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าไม่รัก พออีกฝ่ายหนึ่งขึ้นก็พูดคำเดียวกัน แล้วที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ มีเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาด้วย ก็ทำให้เราไปโหนฟ้า ไปโหนด้วยความรักเป็นอะไรที่อันตรายมาก เพราะมันเป็นเครื่องบ่งบอกว่า เราไม่เข้าใจความรักที่แท้จริง

ปี 2535 คุณสุจินดา คราประยูร กับคุณจำลอง ศรีเมือง ตีกัน ในหลวงทรงเรียกเข้าไปคุย จบ เพราะอะไร เพราะเขาไม่ได้ทะเลาะกันโดยอ้างพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้อ้างสถาบัน แต่คราวนี้ ต่างฝ่ายต่างอ้าง พระองค์ท่านจะเข้าข้างใครไม่ได้เลย นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ท่านต้องปล่อยวาง เหมือนลูกทะเลาะกันเพราะว่ารักพ่อทั้งคู่ น้องก็บอกว่า รักพ่อ พี่ก็บอกว่า รักพ่อ แต่ทั้งสองคนยังไม่รู้เลยว่าตัวเองรักใคร แล้วก็ทะเลาะกัน

กายใจ : ปัญหาอยู่ตรงไหน และจะหาทางออกอย่างไรดี

พระอาจารย์ว่า การเมืองในปัจจุบันเปราะบางมาก พรรคการเมืองในประเทศไทยมีสิทธิเสรีภาพมากเกินไป โดยมีสื่อ สถานีวิทยุโทรทัศน์เป็นของตนเอง ซึ่งมันไม่ถูกต้อง ถ้านักการเมืองเป็นสื่อเสียเอง ใครจะตรวจสอบคุณ ไม่มีพรรคการเมืองไหนในโลกที่มีสื่อในมือ เขามีสภาไว้พูด แต่ไม่ใช่ไปพูดในสื่อของตัวเอง นักการเมืองมีทีวีสีแดง สีเหลือง สีฟ้า ไว้คุยกันเรื่องการเมือง อย่างนี้บ้านเมืองแตกแน่นอน

วันนี้การต่อสู้ปราศจากอาวุธก็จริง ปืนมันล้าสมัยแล้ว เพราะมันเอาได้แค่ชีวิต แต่ 'สื่อ' มันเป็นอาวุธใหม่ ที่ทำให้ผู้คนทะเลาะเบาะแว้งกัน ขนาดสามีภรรยายังทะเลาะกันเลย ญาติพี่น้องก็ทะเลาะกัน เพื่อนก็ทะเลาะกัน ต้องมีกฎหมายออกมาได้แล้วว่า ห้ามนักการเมืองมีสื่อในมือ ไม่มีนักการเมืองไหนในโลกนี้มีสื่อโทรทัศน์ วิทยุเป็นของตนเอง

ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เขาไม่อนุญาตหรอก เขาแค่มีคอลัมน์เล็กๆ น้อยๆ ที่เขียนเชียร์บ้างแค่นั้นเอง แต่ไม่ใช่มีสื่อของตัวเอง แล้วเอานักการเมืองมาพูดทางโทรทัศน์ ปลุกระดมทางโทรทัศน์ แล้วก็บังคับสื่อฟรีทีวีให้ถ่ายทอดอย่างนั้น ถ่ายภาพอย่างนี้ อันนี้เป็นความเข้าใจผิดของคำว่า 'เสรีภาพ' ที่แท้จริง

กายใจ : กลายเป็นเสรีเสรีภาพที่ไร้ทิศทางหรือ แล้วเสรีภาพที่แท้จริงเป็นอย่างไร

ก็เหมือนเสือ ถ้าอยู่ในป่าไม่ต้องมีกรง ก็ไล่กินกวาง กินอะไรไป แต่ถ้าอยู่ในเมืองก็ต้องใส่กรง เพราะฉะนั้น เวลาเราเห็นอารมณ์ของนักการเมือง มันอันตรายมาก เขาจึงไม่ยอมให้นักการเมืองมีสื่อของตัวเอง

เพราะเสรีภาพ กับสิทธิ เป็นดาบสองคม ในโลกนี้ไม่สิทธิและเสรีภาพที่แท้จริง มันมีแต่ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ เล็กๆ ที่มีต่อชาติบ้านเมือง ที่จะทำให้เรา มีสิทธิเสรีภาพที่แท้จริง

ถ้าเราโยนสิทธิเสรีภาพไม่ถูกทางก็จะเป็นปัญหา เช่นว่า พ่อบอกว่า ลูก วันนี้ ลูกจะไปโรงเรียนหรือไม่ไปก็ได้ แล้วแต่สิทธิของหนู รับรองว่า เด็กมันไม่ไปหรอก เพราะมันเป็นสิทธิเสรีภาพของกิเลสไง มันต้องบังคับไปโรงเรียน เด็กถึงจะไป

แล้วสิทธิเสรีภาพคืออะไร คือการรับภาระหน้าที่ เล็กๆ ที่ดี โอเค คุณไม่ฆ่าใคร ไม่เบียดเบียนใคร คุณก็มีเสรีภาพอยู่นอกคุก แต่ถ้าคุณทำ คุณก็ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่อยู่ดีๆ คุณจะเดินขบวนก็ได้ อยู่ดีๆ จะเอาเครื่องขยายเสียงมาตะโกนดังลั่นด่าใครที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่ เป็นความเข้าใจผิดของเรา

ประเทศที่เขามีประชาธิปไตยมาก่อนเรา เช่นประเทศอังกฤษ ถามว่า เขาทำอย่างไร ประชาชน เขามีเสรีภาพเหมือนกันในการพูด แต่การพูดต้องไม่กระทบกับใครนะ ห้ามตั้งเวที ห้ามถ่ายทอดสด ถ้านายปีเตอร์อยากจะด่าใครผ่านสื่อไม่ได้นะ แต่บ้านเรา จะด่าใครก็ถ่ายทอดสดทางทีวี เราจะตายกันเป็นเสี่ยงๆ อย่างแน่นอน

กายใจ : มันนำไปสู่การคอร์รัปชั่น ทุจริตทางกาย วาจา และใจโดยไม่รู้ตัว ใช่หรือไม่

นักการเมืองอย่ามอมเมาด้วยวาทกรรม อย่ามอมเมาด้วยประชานิยม อย่าให้เงินคน แต่ต้องให้วิชาความรู้ ให้ปัญญา มากๆ เมื่อประชาชนมีความรู้ มีปัญญาก็รู้วิธีทำมาหากิน ให้จิตสำนึกไปด้วย เมื่อคนมีจิตสำนึกมันก็จะดีขึ้น แต่เวลานี้เราให้สิทธิเสรีภาพกันมากเกินไป จนเราลืมที่จะเมตตาต่อกัน ลืมที่จะพึ่งตนเอง แล้วก็รอ เมื่อไหร่จะเอาของมาแจก เลือกตั้งก็ซื้อเสียง ด้วยวิธีการต่างๆ

เพราะอะไร เพราะเรานับถือคนด้วยเงิน นับถือคนด้วยฐานะ แต่เราไม่ได้นับถือกันที่ปัญญา และเมตตากำลังลดน้อยลง เพราะเราไม่ได้สร้างให้คนในสังคมให้เกิดปัญญาที่แท้จริง ความเมตตาจึงเป็นการเลือกปฏิบัติมากขึ้น กระแสที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พระอาจารย์มองว่า สังคมตอนนี้ป่วย เราจะเยียวยารักษาอย่างไร ถ้าเราไม่ช่วยกันเยียวยารักษาก็คือ 'ตาย'

ตอนนี้เหมือนกับว่า หมอคนหนึ่ง พยายามให้ยา ผ่าตัดคนไข้ แต่คนไข้บอกว่าไม่ได้ป่วย อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า คุณคือคนไข้แน่นอน เพราะเราไม่มีวิธีการที่จะบอกกัน ว่าจะทำอย่างไรดี อย่าให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าตาจน อีกฝ่ายจะไม่ยอม เพราะถ้าไม่ยอม มันอันตรายมากเลย ใครขึ้นมาก็มีแผลทั้งนั้น ฉะนั้น วิธีการต่อสู้กันแบบเอาตาย มันทำให้สังคมเดินไปลำบาก

กายใจ : ทางออกสุดท้ายที่ทำได้จริงๆ คืออะไร

เราต้องสงบสติอารมณ์ก่อน การที่เราขับเคลื่อนแบบนี้ มันเหมือนกับการสร้างบ้าน แต่ยังไม่มีแม้แต่แบบเปลนสร้างบ้าน พระยังถูกด่าเลย ที่ไม่ไปชุมนุมกับเขากัน แต่ละฝ่ายต่างพูดกรอกหูตัวเองกันเข้าไป ครอบครัวทะเลาะกัน ทั้งหมดนี้ เพราะอะไร 'สื่อ' ทั้งนั้น

สื่อที่เราใช้กันอยู่ เป็นการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น มันเป็นสื่อที่ไร้ขอบเขต แท็บเล็ตที่ให้เด็กไป ไปดูสิ มันก็เปิดดูหนังโป๊ มันไม่เหมาะสม มันต้องจำกัดขอบเขต

เพราะฉะนั้น 'การจำกัดขอบเขตสื่อ' เพื่อทางรอดของสังคม อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดไม่มีใครพูดถึงอย่างที่บอก ก็คือ สื่อ

เราจะปราบคอร์รัปชั่น อย่าลืมว่า 'วจีทุจริต' คือตัวร้ายแรงที่สุด ที่มันจะทำให้เกิดความแตกแยกในทุกวันนี้ แล้วทุกคนก็ไม่สนใจว่า วาจาทุจริตเหล่านี้จะนำไปสู่อะไร แล้วก็พยายามใช้วิธีเดียวกันนี้ล้มล้างอีกฝ่ายหนึ่งไป ถอนรากถอนโคนกันไป แต่ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรต่อ

เปรียบเหมือนบ้านเรามีต้นประดู่ต้นหนึ่ง แล้วก็บอกว่า ไม่เอาแล้วต้นนี้ ไปหาต้นอื่นมาปลูกดีกว่า ก็คือ ไม่เอาดีกว่า ถอนทิ้งเลย ต้นไม้ใหม่ที่จะหามาใหม่ ต้องไปตอนมา หรือทาบกิ่งมา แต่ต้องเอาเหล็กค้ำไว้มันจึงจะโต ก็ต้องพิจารณากันดู