สมุดบันทึกเล่มเล็กๆของ ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ ที่ปรึกษาธุรกิจ "ล้มแล้วลุกอย่างองอาจ" ชาวญี่ปุ่น เป็นดั่ง คัมภีร์ ด้วยข้อคิดอันเป็นเคล็ดลับ
สมุดบันทึกเล่มเล็กๆของ ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ ที่ปรึกษาธุรกิจ "ล้มแล้วลุกอย่างองอาจ" ชาวญี่ปุ่น เป็นดั่ง “คัมภีร์” ด้วยข้อคิด อันเป็นเคล็ดลับ จาก “ชอตโน้ต” ของเขา สร้าง "จุดเปลี่ยน" ให้คนจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ยันพนักงานกินเงินเดือน
ชายสูงวัยทว่ายังดูแข็งแรง บวกกับใบหน้ายิ้มแย้ม ทำให้หลายคนประเมินอายุของ ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ ไม่ได้เลยว่าเขาใช้ชีวิตมากว่า 74 ปีแล้ว ผู้ทรงวัยวุฒิผู้นี้เกิดที่เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และต่อมาก็เข้าทำงานในองค์กรเอกชนชื่อดัง
เขาก็เหมือนหลายๆคนที่เดินตามรอยเท้าคนอื่นก่อนที่จะเป็นนักบริหารมือทอง ครอบครองความสำเร็จจากการ "พลิกฟื้นคืนชีวิต" ให้กับบริษัทนิคอน-เอสซีลอร์ ผู้ผลิตเลนส์แว่นตาที่ตอนนั้นกำลังขาดทุนถึง 5,000 ล้านเยนให้กลับมาคืนทุนได้ภายในปีแรกที่ดำเนินงาน
แถมยังได้กำไรมาจ่ายปันผลได้ในปีที่สอง และสามารถปลดหนี้ทั้งหมดภายในปีที่สาม จนได้รับขนานนามว่า "นักบริหารผู้กอบกู้" และ "คาร์ลอส กอน คนที่สอง"
ฮาเซงาวะ ไม่ใช่คนหวงภูมิรู้ และยืนอยู่บนหอคอยความสำเร็จเพียงลำพัง เขาจึงก้าวขึ้นบันไดความสุขทางธุรกิจอีกขั้น ด้วยการเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจนานาชาติและวางแผนฟื้นฟูบริษัทกว่า 2,000 แห่ง โดยใช้ประสบการณ์ล้ำค่า กรุยทางสร้างแนวคิด "เขี่ยเส้นผมที่บังภูเขา" ด้วยคัมภีร์ธุรกิจจากไดอารี่ นำเสนอวิธีการวางแผนและเสริมสร้างระบบองค์กรที่ช่วยให้มีกำไร
การเดินทางของตัวอักษร
ต้นทางการจดบันทึกของแต่ละคนอาจมีเหตุผล แรงบันดาลใจ และช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่สำหรับ ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ คนนี้ เขาจับปากกาเขียนไดอารี่ จดบันทึกเรื่องราวฉุกคิด ข้อสังเกตซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Oyatto Note สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่อายุ 27 ปี
และยังคงจดบันทึกสิ่งที่สะกิดใจติดต่อเรื่อยมาเป็นเวลา 40 กว่าปีแล้ว และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ละทิ้งเครื่องมือนี้
ปรากฏการณ์ คัลเลอร์ช็อก จากกรณีการร่วมทุนคิมเบอร์ลี่ย์ สร้างผลกระทบทางสังคมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้ฮาเซงาวะจดสิ่งต่างๆไว้ในสมุดโน้ตโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเห็นว่าหากไม่บันทึกไว้ คงพลาดสิ่งดีๆแน่ เนื้อหาที่จดไว้มีหลากหลายประเด็น
“ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า "โอ๊ะ แย่แล้ว!" และ "เอ๊ะ! น่าสนใจ" เช่น สารพัดเคล็ดลับปรับปรุงการทำงานที่ผุดขึ้นมาในความคิด รูปแบบในการทำงาน ข้อดีข้อเสียขององค์กร ความแตกต่างระหว่างคนที่เป็นผู้นำได้กับคนที่เป็นไม่ได้ ผมเขียนตั้งแต่ยังเป็นพนักงานจนกระทั่งเป็นผู้บริหารระดับสูง รวมแล้วน่าจะราวๆ 200 เล่มได้ บางเล่มก็เก่าขาดไปบ้าง ประเด็นล้าสมัยบ้าง จึงต้องนำมาจัดระเบียบใหม่"
เขา เล่าต่อว่า การจดบันทึกข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์จนเป็นกิจวัตร ทำให้เขามีความชำนาญมากขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และยังได้รับทรัพย์สินทางปัญญามากมาย
อย่างแรกที่ได้ก็คือ ความชำนาญในการบริหารงานและนำเสนองาน รวมทั้งความเพียบพร้อมของข้อมูลข่าวสารที่นำมาอ้างอิงในที่ประชุมของบริษัทได้ ซึ่ง ฮาเซงาวะเองจะใช้เวลาว่าง นำสิ่งที่เขาจดบันทึกมาวิเคราะห์ให้กระจ่างแล้วค่อยถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจตามแบบฉบับของตัวเอง
นั่นทำให้ สิ่งที่ตัวเราเองนั้นตระหนักรู้จากการ "ขีดเขียน" และ "ตรึกตรอง" จึงไม่ซ้ำรอยใคร และไม่จำเป็นต้องไปหยิบยืมความคิดใครมากล่าวอ้าง
ประโยชน์ที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็คือ มันช่วยให้เขาคิดและตัดสินใจเร็วขึ้นได้อย่างเด่นชัด แม้แต่เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานด้วยซ้ำ ฮาเซงาวะ บอกว่า ยิ่งถ้าเราคอยวิเคราะห์เหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกันจนติดเป็นนิสัยแล้ว เมื่อเกิดปัญหาเราก็สามารถใช้ปัญญามาประเมินสถานการณ์และประมาณการได้ว่า จะต้องใช้กลวิธีใดในการวางกลยุทธ์และแผนการทำงานได้อย่างรวดเร็ว
นักจดไดอารี่มือพระกาฬวัย 74 ปี เผยสูตรเด็ดให้กับนักบันทึกมือใหม่ว่า ลักษณะการเขียนที่ดีจะต้องไม่ใช้ประโยคที่ยืดยาว ในหัวข้อหนึ่งๆควรจะเขียนให้อยู่ที่ 400-500 คำก็เพียงพอแล้ว แต่หากต้องการเน้นเรื่องราว ผู้อาวุโสด้านการจดบันทึกว่า 200-250 คำจะทำให้ผู้อ่านจดจำสิ่งที่ต้องการสื่อออกมาได้ดีที่สุด
และสำหรับงานเขียนที่ดีนั้นจะต้องประกอบด้วยตรรกะ (Logic) ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุเป็นผล มีเคล็ดลับ (Hint) ที่สามารถนำไปใช้ได้ อาจจะบอกเป็นหัวข้อย่อยๆ หรือเนื้อหาใจความหลักฉบับย่อ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันต้องเข้าใจง่าย และ จับใจความได้ทันที
"ไดอารี่ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน มันเป็นเหมือนพลังขับเคลื่อน เป็นสิ่งที่จะสื่อให้คนรุ่นใหม่ ทำมันต่อเนื่องไปสู่คนรุ่นหลัง สร้างความรู้เก่า-ใหม่ ผสมผสานกันไป สร้างความอยากรู้อยากเห็นไปเรื่อยๆ การเขียนบันทึกประจำวันจึงไม่ต่างจากการเล่นเกม ที่มีโครงสร้างเล่นต่อไป โยงใยไม่รู้จบ แต่การเขียนไดอารีดีกว่าหน่อย คือมันช่วยฝึกความอดทนและสมาธิได้
จากผู้บัญชาการ สู่งานเบื้องหลัง
เมื่อฮาเซงาวะสร้างเครื่องมือทรงอำนาจ “สมุดบันทึกนักบริหาร” มาใช้เติมพลังยุทธ์ให้กับตนเองแล้ว เขาก็ขอแปลงร่างเป็น “นักเขียนจำเป็น” และถือเป็น “ครูทางตัวหนังสือ” ให้กับผู้บริหารรุ่นใหญ่และเด็กรุ่นใหม่ นำไปปรับใช้ในการบริหารธุรกิจและการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพด้วย เรียกว่าใครๆก็สามารถเรียนรู้ประสบการณ์ข้นคลั่กของเขาได้เพียงแค่พลิกหน้ากระดาษเป็น
ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปีที่คลุกคลีอยู่ในโลกธุรกิจ จากบทบาทนักธุรกิจ ผู้บริหาร สู่การเป็นที่ปรึกษา แก้ปัญหาต่างๆนานาให้กับองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง (Top Executive) มองเห็นปัญหามากกว่าผู้ปฏิบัติการ
ดังนั้น ข้อมูลต่างๆที่อยู่ในคลังความคิดของฮาเซงาวะ จึงถูกเจียรนัยเป็นความช่ำชองและกลเม็ดเด็ดพรายมากมายที่เขาพร้อมตอบทุกคำถาม ทุกข้อสงสัย
จากประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 5 ทศวรรษแล้ว สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของกูรูสูงวัยคืออะไร... ฮาเซงาวะตอบอย่างองอาจว่าในชีวิตการทำงานของเขามี 2 เรื่อง นั่นคือ ประวัติการทำงานในฐานะมืออาชีพที่เข้าไปช่วยกอบกู้บริษัทซึ่งกำลังจะล้มละลายให้ฟื้นคืนมีกำไร และอีกเรื่องคือ การได้ทำงานในบริษัทข้ามชาติ โดยไม่เคยถูกไล่ออกหรือลอยแพเลยสักครั้ง
“เทคนิคการอยู่รอด ก็คือความพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่รอด และต้องคอยระวังศัตรูหรือหลุมพราง เราไม่รู้หรอกว่ากับดักอยู่ตรงไหน แต่จากประสบการณ์ที่ผมค่อยๆสั่งสม ผมจะใช้ “โชค” และ “พลัง” ให้ผ่านพ้นสมรภูมิได้ จากนั้นมันต้องยืนหยัดสู้ให้ถึงที่สุด และไม่ถอดใจหนีกลางคัน ส่วนวิธีอื่นที่คิดว่าสบายๆ ผมขอยืนยันได้เลยว่าไม่มี!”
ฮาเซงาวะ เผยต่อว่าหัวใจในการทำงานของเขา ก็คือการเผชิญหน้าตรงๆให้รู้แพ้ชนะกันอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีการถอยหนีหรือแม้แต่จะเดินอ้อมเพียงเล็กน้อยเพื่อหลบหลีก
แต่เพียงแค่ใจ อาจไม่พอ แล้วอาวุธลับของการเป็นผู้บริหารต้องมีหรือไม่ แล้วมันคือสิ่งใด…สองขั้นตอนที่สำคัญ ได้แก่ เห็นปัญหาว่ามีอะไรบ้าง แล้วรู้ลำดับขั้นของการแก้ปัญหา
“และอีกหลายจุดที่สำคัญที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ก็คือการวางโครงสร้างองค์กรให้ถูกต้อง ดำเนินงานตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ มีการวางแผนที่ดี และมีกลยุทธ์ที่ดี อีกทั้งไม่ทำธุรกิจที่ซับซ้อน แต่ต้องพยายามทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และที่ขาดไม่ได้เลยคือมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์กร”
ส่วนวิธีการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จไปตลอด ก็ต้องขึ้นอยู่กับสินค้าที่ดี ผลิตสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด ให้ความสำคัญและไม่ทอดทิ้งบุคลากรชาญฉลาด (Man Power) ซึ่งตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเองว่าสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน ก็สามารถรอดในภาวะแข่งขันสูงได้
ฮาเซงาวะ บอกต่อว่า การสร้างโมเดลของคนให้เป็น Business Man ได้นั้นมันต้องอาศัยทั้งความรู้ความสามารถ การกลั่นกรองข้อมูล ประยุกต์ใช้เป็น และประสบการณ์
“ความคิดของคนที่จะเป็นประธานบริษัทได้ เขาต้องมีข้อมูลรอบด้านมากพอ อันจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ต้องมีความเชื่อมั่น เซ็ตเป้าหมายได้ถูกต้อง และการใช้สมองขบคิดอย่างแยบยลเป็นดั่งกระเป๋าสตางค์ (Purse) ที่จะเปิดอ้ารอรับความสำเร็จที่ชื่อ กำไร (Profit)”
ถึงแม้จะรู้ว่างานที่ฮาเซงาวะทำมาตลอดสร้างรายได้และความภูมิใจให้กับเขาเพียงไร แต่ก็อดถามไม่ได้ว่าเสน่ห์ของงานที่ปรึกษาอยู่ที่ไหน เขาตอบด้วยรอยยิ้มเล็กๆว่า มันคือความสนุกที่ได้แก้ปัญหา เหมือนเมื่อเจอโจทย์ยากๆ แล้วทำมันได้ แก้ปัญหาได้ ก็จะกลายเป็นโจทย์ที่ง่าย แถมความสนุกนั้นยังสร้างผลกำไรได้ด้วย ความสนุกนั้นนำพาความน่ายินดีมาด้วย แล้วมันก็เกิดการเคลื่อนย้ายความสุขเป็นทอดๆ (Transaction) ถึงลูกค้าและผู้บริโภคในที่สุด
“สิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดก็คือเรื่องความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เพียงขายได้แล้วก็จบกันไป แต่การสานต่อความสัมพันธ์ (Relative) เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจ ความสำเร็จไม่ได้แบ่งแยกเป็นขาว-ดำ หากแต่ต้องอยู่กึ่งกลางของการทำธุรกิจได้”
สุขภาพของนักบริหารมือทอง
หลายคนยึดติดกับคำว่า "ความสำเร็จ" เสียจนลืมสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป นั่นคือ ร่างกายจะต้องสัมพันธ์กับหัวใจ หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ฮาเซงาวะเคยล้มป่วยด้วยอาการเลือดออกในสมอง เมื่อผ่านพ้นการรักษาตัวในโรงพยาบาลและกลับไปที่บริษัท ก็พบว่าโต๊ะทำงานของตัวเองได้หายไปเสียแล้ว
สิ่งที่เขาตระหนักได้ตอนนั้นคือ แม้เวลาตกต่ำอย่างที่สุด ต้องไม่ย่อท้อ เขาตัดสินใจเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ยอมทนกัดก้อนเกลือกิน และตั้งใจเพิ่มพูนทักษะตัวเองทุกวัน เขาเชื่อว่าถ้าไม่หมดกำลังใจที่จะตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนอีกครั้งให้ได้ ก็มั่นใจว่าอยู่รอดได้อย่างแน่นอน
“จงเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนไม่รู้จักยอมแพ้ให้ได้ เพราะเมื่อไร ที่ตัวเองคิดเสียว่า ไม่ไหวแล้ว เมื่อนั่นล่ะคือความพ่ายแพ้อย่างแท้จริง"
ปัจจุบันฮาเซงาวะ ผู้ไม่แพ้กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนฟูกนุ่มๆที่ชื่อความสำเร็จในชีวิต พรั่งพร้อมด้วยความสุขในวัยเกษียณ แต่เขายังคงไม่หยุดอยู่นิ่ง แต่ยังคงเดินทางไปถ่ายทอดภูมิรู้และประสบการณ์ล้ำค่าให้ทั่วโลกได้รู้
ทุกวันนี้ เขายังใช้ชีวิตไม่ต่างไปจากเดิมมากนักแม้จะไม่ได้ทำงานหนักแล้วก็ตาม นั่นคือ การตื่นนอนเร็วเพื่อเดินออกกำลังกาย สูดอากาศยามเช้า รวมทั้งจะได้รับประทานอาหารเช้าด้วย ซึ่งฮาเซงาวะย้ำว่า มันสำคัญจริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่ต้องใช้สมองหนักๆ แต่ทุกคนควรตื่นมากินอาหารเช้าที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพกายและเพิ่มศักยภาพความคิด
"ในยุคสมัยเช่นนี้ ผมยิ่งอยากมีชีวิตที่สง่างามและแข็งแกร่ง อยากปกป้องครอบครัว องค์กรของตัวเอง และอยากหาวิธีทำงานที่ได้รับทั้งความเชื่อถือจากคนรอบข้าง และทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีความสุขไปพร้อมกันด้วย"
*************************
“กลเม็ด” ฉบับ “ผู้บริหาร”
-คนขยัน เคล็ดลับสำคัญที่สุดเพื่อให้ได้ความสำเร็จมาไว้ในมือ “สิ่งไหนทำได้ ลงมือทำทันที”
-มืออาชีพ ต้องมีจุดหมุนที่แข็งแกร่งจึงจะเกิดผลที่ดีได้ ไม่ใช่ทำความพยายามให้น้อยที่สุดแล้วได้ผลสูงสุด
-คนไม่มีโชค! พยายามมองหา “วิธีเรียกโชคดีเข้าหาตัว” แล้ววางความล้มเหลวไว้เบื้องหลัง
-คนทำงานเก่ง การจะเป็นผู้ชนะเรื่องงาน น่าจะเป็น “ความมุ่งมั่น” ทำให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบ และยึดมั่นต่อมันจนถึงที่สุด
-คนมากมิตร การทำงานประจำวันอย่างเดียว ทำให้เราไม่อาจได้มาซึ่งขุมกำลังรบ มีมิตรเยอะไว้ดีกว่า
-คนเปลี่ยนยุค ควรทำงานให้หนักขึ้นเพื่อสร้างความต่างจากคนอื่น
“เด็ด” ความสำเร็จแบบ “ลูกจ้าง”
-ไม่ใช่พนักงานมืออาชีพ ก็อยู่ไม่ได้ ต้องเป็นคนที่คิดด้วยตัวเอง มีความสุขที่จะทำ ยอมทำงานหนัก และชอบสั่งสมประสบการณ์แห่งความสำเร็จ
-คนจะสร้างผลงานที่ดี มีแนวปฏิบัติแตกต่างเพียงนิด ผลงานจะสะท้อนให้เห็นถึงฝีมือ พัฒนาการ และความก้าวหน้าในแต่ละวัน ต้องมีความพากเพียรอยู่ในจิตวิญญาณเสมอ
-ทำให้คนคิดว่า “มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้น” เลิกนิสัยชอบพึ่งพาคนอื่นเสีย แล้วหันมาพึ่งพาตัวเองดีกว่า
-ตัวเองอยู่รอด บริษัทก็อยู่รอด ต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพการทำงาน เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นถึงศักยภาพการทำงานที่ซ่อนอยู่ในตัวให้ได้
-คนที่รู้กลเม็ดการขาย คือคนที่แข็งแกร่ง คนที่ขายสินค้าได้คล่อง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพที่เลวร้ายเพียงไร ก็คือคนที่ใครๆอยากว่าจ้างด้วยกันทั้งนั้น
-ต้องมีความสามารถพิเศษติดตัวเอาไว้ ทุกคนต้องขัดเกลาตัวเองให้สดใสแวววาว ค่อยๆพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จากตัวสำรองสู่กุนซือคุมทีมในที่สุด






