ปลัดท่องเที่ยวฯร้องดีเอสไอสอบร้านจิวเวอรี่หลอกขายของปลอมให้นักท่องเที่ยว ล็อคสอบ20ร้าน "ธาริต"ลั่นเอาจริง ไม่ใช่แค่ขู่
นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับร้านจำหน่ายเครื่องประดับอัญมณีในจังหวัดภูเก็ต ที่มีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับคุณสมบัติของสินค้าซึ่งไม่เหมาะสมกับราคาส่งผลกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ โดยนายสุวัตร กล่าวว่า การกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวมีมานานแล้ว ที่ผ่านมาเคยทำความร่วมมือกับผู้ประกอบการเพื่อให้ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง เนื่องจากธุรกิจจิวเวอรี่เป็นธุรกิจสำคัญที่สร้างรายได้มูลค่า 2,000,000-3,000,000 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อมีขบวนการหลอกลวงก็ส่งผลให้รายได้จากการจำหน่ายจิวเวอรี่ลดลง เบื้องต้นขณะนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นผู้เสียหายเข้าร้องเรียนแล้วกว่า 20 ราย โดยล่าสุดเป็นนักท่องเที่ยวชาวโปรตุเกส ซึ่งซื้อจิวเวอรี่จากร้านในกทม. แต่ปรากฏว่าเป็นของปลอม หลังจากนี้ต้องการให้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามมากขึ้น
นายสุวัตร กล่าวต่อว่า กลุ่มเหล่านี้กระทำการอย่างเป็นขบวนการและทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยมีกลุ่มคนขับรถสามล้อรับจ้าง กรุ๊ปทัวร์หรือไกด์ อาจมีส่วนรู้เห็นกับการหลอกลวงด้วยการพานักท่องเที่ยวไปซื้อสินค้าจากร้านเหล่านี้ด้วย
ด้านนายธาริต กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ดังนั้น ดีเอสไอจะดำเนินคดีทั้งด้านฟอกเงินและภาษีอย่างเข้มงวด โดยร้านเหล่านี้มักมีการเปลี่ยนชื่อบริษัท ชื่อเจ้าของ และหุ้นส่วน ไปเรื่อย ๆแต่ไม่เปลี่ยนสถานที่ตั้ง ซึ่งชื่อเจ้าของที่ปรากฎมักใช้ชื่อนอมินีเช่นลูกจ้าง แทนชื่อเจ้าของตัวจริง ซึ่งการดำเนินคดีของดีเอสไอจะเน้นเอาผิดตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวง นอกจากนี้อาจขยายผลเอาผิดไปยังไกด์ทัวร์ หรือคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รู้เห็นกับการพานักท่องเที่ยวมาซื้อจิวเวอรี่ปลอมด้วย
"รอบนี้ดีเอสไอเอาจริง ไม่ใช่แค่ขู่หรือแค่ไฟไหม้ฟาง เนื่องจากขบวนการหลอกขายจิวเวอรี่ปลอมสร้างผลกระทบกับรายได้จากการซื้อจิวเวอรี่ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นอกจากนี้ยังกระทบกับรายได้โดยรวมจากการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากการที่นักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดีเอสไอมีข้อมูลร้านเป้าหมายกว่า 20 แห่ง เฉพาะในเขตกทม.และปริมณฑล ที่จะเร่งดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น เช่น ภูเก็ต พัทยา และสมุย เบื้องต้นดีเอสไอจะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯเปิดศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามการหลอกลวงนักท่องเที่ยว เพื่อหารือและวางแนวทางทำงานร่วมกัน" นายธาริต กล่าว









