กบอ.ปรับแผนรับฟังความคิดเห็นโครงการน้ำ ส่งนักวิชาการขึ้นเวทีชี้แจงประชาชน ชี้คนส่วนใหญ่ยังกังวลเรื่องเวนคืน
นายอภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานอนุกรรมการวิชาการและวิเคราะห์โครงการ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยว่า การรับฟังความคิดจากภาคประชาชนในโครงการบริการจัดการน้ำทั้ง 36 จังหวัด ในแต่ละเวทีมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเขายอมรับว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมายังพบปัญหา การฉายวีดีโอเพื่อให้รายละเอียดโครงการยังไม่เพียงพอเท่ามีคนชี้แจงโครงการ ทำให้เกิดการเข้าใจผิด ซึ่งจะโทษทีมที่ทำงานไม่ได้เนื่องจากไม่ได้ร่วมทำโครงการมาแต่ต้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป(13 พ.ย.) กบอ.จะปรับรูปแบบใหม่มีนักวิชาการร่วมชี้แจงในเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่ออธิบายที่มาที่ไปของโครงการ โดยนายอภิชาติในฐานะประธานอนุกรรมการวิชาการและวิเคราะห์โครงการจะขึ้นเวทีชี้แจงเอง แต่ก็ยอมรับว่าอาจขึ้นได้ไม่ทุกเวที เนื่องจากเงื่อนเวลา โดยจะเลือกเวทีที่มีความอ่อนไหว เช่น เวทีรับฟังความคิดเห็นในจังหวัดปทุมธานี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เป็นต้น
"การที่รัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้ง 36 จังหวัด ไม่ใช่เวทีที่สิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นสู่กระบวนการออกแบบ และศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น โดยจะมีเวทีประชาพิจารณ์เกิดขึ้นหลังจากนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่ารับฟังความคิดเห็นแล้วก็จบ เริ่มโครงการทันที ซึ่งผมยืนยันได้ว่าไม่ใช่"นายอภิชาติ กล่าว
นายอภิชาติ กล่าวว่า โครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาล ซึ่งวันนี้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การเมืองที่มากระทบ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโครงการก็เป็นอันต้องสะดุด เพราะโครงการได้ริเริ่มในรัฐบาลชุดนี้ เว้นแต่จะมีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังไม่ถึงขั้นเซ็นสัญญา
เขาย้ำว่า การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้รัฐบาลไม่ได้ต้องการคำตอบว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เป็นการชี้แจงว่าโครงการ 3.5 แสนล้าน รัฐบาลกำลังจะทำอะไร ส่วนข้อเสนอแนะเพิ่มเติบรัฐบาลจะรับไว้พิจารณาต่อไป โดยคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจและเห็นว่ามีประโยชน์ก็ว่าดี แต่ต้องยอมรับว่าชาวบ้านยังมีความกังวลเรื่องการเวรคืนที่ดิน และผลกระทบที่จะได้รับจากโครงการ ซึ่งในแต่ละเวทียังไม่มีการชี้แจงถึงวิธีการเวรคืนที่ชัดเจน
นายอภิชาติ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ประเทศไทยมี พรบ.การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาที่พึ่งออกมาไม่นาน เพื่อเอื้อต่อโครงการพัฒนาของรัฐในทุกโครงการที่ต้องมีการเวรคืนที่ดิน โดยพ.ร.บ.การจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาจะเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลสามารถประกาศเขตจัดรูปที่ดิน วางผังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่โดยรอบโครงการ ทั้งนี้พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเปิดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาหารือถึงทางออกในแต่ละโครงการร่วมกัน ซึ่งหมายถึงการจัดสรรที่ดินรอบพื้นที่ก่อสร้างเพื่อการใช้ประโยชน์สูงสุด โดยได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม ประชาชนได้ที่อยู่ใหม่ที่อยู่ใกล้กับชุมชนเดิมด้วยความเป็นธรรม ในขณะที่ดินที่ได้รับการพัฒนามีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเห็นด้วยและยอมรับมากขึ้น






