ในหลวงโปรดเกล้าฯ ไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก 30 วัน พระราชทานพระโกศประดับเกียรติยศแด่สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระโกศกุดั่นใหญ่ พร้อมฉัตร 3 ชั้น
เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการฯ ให้ประกาศว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) สิ้นพระชนม์ เนื่องจากการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ต.ค. 2556 เวลา 19 นาฬิกา 30 นาที
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความเศร้าสลดพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก จาก 15 วัน เป็น 30 วัน นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 ต.ค. 2556 ถึงวันเสาร์ที่ 23 พ.ย. 2556 และโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพไว้ ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร และถวายพระเกียรติยศตามราชประเพณีทุกประการ
ด้านสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทรงเจริญด้วยพระคุณธรรมอันเปี่ยมล้น และได้ทรงบำเพ็ญสรรพกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ยิ่งแก่ พระบวรพุทธศาสนา และการปกครองคณะสงฆ์ ในสังฆมณฑล ตลอดจนพุทธศาสนิกชนชาวไทยตลอดมา ประกอบกับประชาชนจำนวนมาก ต่างเศร้าโศกอาลัยในการสิ้นพระชนม์ ดังนั้น เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศและความอาลัย รัฐบาลจึงเห็นสมควรประกาศให้ขยายเวลาการไว้ทุกข์ จากเดิม 15 วัน เป็น 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.-23 พ.ย. 2556 ทั้งนี้ ขอเชิญชวนองค์กรทุกภาคส่วน และประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันไว้ทุกข์ตามห้วงระยะเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศและความอาลัย โดยพร้อมเพรียงกัน
ในหลวงพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ฉัตร 3 ชั้น
บรรยากาศที่วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดช่วงกลางคืนจนถึงเช้าวานนี้ (25 ต.ค.) คณะสงฆ์วัดบวรฯ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกันตกแต่งประดับประดาบริเวณรอบวัดเพื่อไว้อาลัย ต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราช โดยนำผ้าขาวดำผูกกำแพงแก้วรอบวัดบวรฯ
ขณะเดียวกันในกุฏิคณะต่างๆ ของวัดบวรฯ มีการตกแต่งทำความสะอาดและจัดเครื่องไว้ทุกข์ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูแด่องค์พระสังฆราชา ส่วนร้านค้าบริเวณรอบวัด พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันสวมชุดดำ นำภาพพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระสังฆราช มาประดับ
ที่บริเวณตำหนักเพ็ชร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าหน้าที่กองพิธีสำนักพระราชวังและคณะสงฆ์วัดบวรฯ ร่วมกันปรับสภาพภูมิทัศน์ ให้สวยงามสมพระเกียรติ เพื่อจัดให้เป็นสถานที่สำหรับการตั้งพระศพของสมเด็จพระสังฆราช โดยบริเวณห้องโถงใหญ่ของตำหนักเพ็ชร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศประดับเกียรติยศแด่สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระโกศกุดั่นใหญ่ พร้อมฉัตร 3 ชั้น และเครื่องประกอบเกียรติยศ ทั้งนี้พระโกศกุดั่นใหญ่ ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรงแปดเหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑป ปิดทองล่อง ชาดประดับ กระจกสี สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เดิมจะใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เจ้าหน้าที่กองพิธีสำนักพระราชวังตั้งไว้กลางห้อง
นอกจากนี้ยังมีการนำพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ตลอดจนทั้งพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระสังฆราช พัดยศประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มาตั้งไว้หน้าพระโกศ
ขณะที่ภายในห้องโถงใหญ่ตำหนักเพ็ชร ด้านหลังของพระโกศกุดั่นใหญ่ เจ้าหน้าที่กองพิธีสำนักพระราชวังนำฉากกั้น มาติดตั้งไว้เพื่อกันเป็นพื้นที่สำหรับการสรงน้ำพระศพ โดยนำพระแท่นสำหรับสรงน้ำพระศพมาตั้งไว้กลางห้อง หน้าพระบรมรูปหล่อของรัชกาลที่ 4 และมีภาพพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ประทับอยู่กลางห้อง
บริเวณโดยรอบตำหนักเพ็ชรมีการนำเต็นท์ขนาดใหญ่มาตั้งกว่า 10 เต็นท์มาติดตั้ง เพื่อรองรับเหล่าศิษยานุศิษย์ ตลอดจนแขกวีไอพีที่จะเดินทางมาร่วมในงานพระศพที่จะจัดให้มีขึ้น.
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำยวนการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า พระราชพิธีในครั้งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดเกล้าฯให้ กองงานส่วนพระองค์มาทำหน้าที่ดูแลและให้ข้าราชการที่เข้าร่วมในพิธีแต่งเครื่องแบบเต็มยศ ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุด แด่สมเด็จพระสังฆราช
สิ้นพระชนม์ระหว่างเจริญสมาธิ
พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนที่สมเด็จพระสังฆราชจะสิ้นพระชนม์ ว่า อาตมาได้นั่งเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชจนพระองค์สิ้นพระชนม์ อาการประชวรของพระองค์ทรุดลงตั้งแต่ช่วงบ่าย อัตราการเต้นของพระหทัยค่อยๆ ลดลง บางครั้งก็หยุดเต้นและกลับมาเริ่มเต้นดังเดิม แต่จากนั้นพระอาการก็ค่อยๆ ทรุดลง ถ้าจำกันได้เวลา 16.30 น. เมื่อวานอยู่ดีๆ ก็เกิดฝนตกหนัก ในช่วงที่พระหทัยพระองค์ค่อยๆ เต้นช้าลงเรื่อยๆ และความดันพระโลหิตค่อยๆ ลดลง พอถึงเวลาประมาณ 19.00 น. พระอาการทรุดหนัก
"เวลา 19.19 น. อาตมาได้โพสต์เฟซบุ๊คสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันสวดมนต์และตั้งจิตตภาวนาให้พระองค์ และเมื่อถึงเวลา 19.29 น. หันไปมองนาฬิกา พระหทัยของสมเด็จพระสังฆราชก็หยุดเต้น ในช่วงเวลาที่พระอาการของพระองค์อยู่ในขั้นวิกฤติ พระองค์สงบนิ่งเหมือนกับพระองค์ท่านกำลังทรงนั่งพระกรรมฐาน จนถึงวินาทีสุดท้ายที่พระองค์ท่านสิ้นพระชนม์"
"พระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมา จึงมีโอกาสได้สนองงานตั้งแต่ยังเป็นเณร เปรียบได้เหมือนเป็นบิดา ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ยอมรับว่ารู้สึกโศกเศร้ากับความสูญเสียครั้งนี้เป็นปรกติ แต่ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริง ตามหลักพระพุทธศาสนา คือทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง จึงอยากให้พุทธศาสนิกชน มาร่วมถวายพระเกียรติ พระสังฆราชา บูชา โดยให้ยึดพระนามของพระองค์ว่าญาณสังวร มาปฏิบัติในตัวเอง โดยใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา รวมทั้งนำมรดกธรรมที่พระองค์ได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่าง มาสู่การปฏิบัติ ก็จะถือว่าเป็นการบูชาพระองค์ และจะมีพระองค์อยู่ในดวงใจตลอดไป สำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระกุศลพระศพ สมเด็จพระสังฆราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทั้งสิ้น 7 วัน ในเบื้องต้นพระโกศที่ได้รับพระราชทาน คือพระโกศกุดั่นใหญ่" พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าว
พระครูสังฆสิทธิกร หัวหน้าฝ่ายศาสนวิเทศ สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า ในช่วงที่สมเด็จพระสังฆราช ยังทรงพระประชวร พระองค์จะเจริญสมาธิอยู่ตลอดเวลา กระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ ทางคณะแพทย์ที่ถวายการรักษา จะไม่มีการถวายยาที่มีผลต่อสติของพระองค์ เพราะต้องการให้พระองค์จากไปในขณะที่ยังทรงสามารถเจริญสมาธิได้อยู่ จึงถือได้ว่า พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างสงบ ในระหว่างการเจริญสมาธิ
พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศไว้อาลัย
ตั้งแต่เช้าวานนี้ (25 ต.ค.) ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้มีพุทธศาสนิกชน ประชาชน แพทย์ และพยาบาล ได้เดินทางมาเฝ้าไว้อาลัย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กันเป็นจำนวนมาก รวมถึงทยอยเดินทางมา เพื่อเข้าไปกราบสักการะพระศพสมเด็จพระสังฆราชได้ที่หน้าห้องพระประทับ ชั้น 6 อาคารวชิรญาณ สามัคคีพยาบาร โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ประชาชนเข้าแถว และเดินขึ้นไปกราบสักการะพระศพ
หลังจากเคลื่อนย้ายพระศพ มายังวัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากได้เดินทางมาร่วมพิธีสรงน้ำพระศพ ซึ่งทางวัดได้มีการประดิษฐานพระรูป และถวายน้ำสรงพระศพหน้าพระรูป ภายในอาคารมนุษยนาควิทยาทาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลด
พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มีความโศกเศร้าถึงกับน้ำตาคลอที่ต้องสูญเสีย สมเด็จพระสังฆราชที่ทรงมีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและประเทศไทยอย่างมาก ทั้งนี้ ทางวัดได้จัดพระรูปพร้อมพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราชแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่มาร่วมพิธีด้วย
เช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชนในหลายจังหวัดร่วมกันไว้อาลัย เช่นที่จังหวัดสุโขทัย พระราชวิมลเมธี เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย ประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายปิติ แก้วสลับสี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมพิธีสรงน้ำพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ ศาลาการเปรียญวัดไทยชุมพล ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย โดยมีคณะสงฆ์รวมทั้งข้าราชการพ่อค้าประชาชนพุทธศาสนิกชนจังหวัดสุโขทัยที่เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้หลายร้อยคน
ผู้เข้าร่วมพิธีต่างมีท่าทีโศกเศร้าและร่วมไว้อาลัยถวายบุญกุศลทั้งปวงแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย






