นายกฯประกาศจุดยืนรัฐบาล คดีพระวิหารต้องไม่ทำให้เกิดปัญหาตามแนวชายแดน ไม่กระทบสัมพันธ์ไทย-เขมร อ้างต้องร่วมกันพัฒนาอาเซีย
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในคณะรัฐบาล ยืนยันว่าการเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จากที่คาดกันไว้เดิมคือราวเดือน ก.พ.ปีหน้า เป็นวันที่ 11 พ.ย.ที่จะถึงนี้นั้น จะไม่ทำให้เกิดปัญหาตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา และไม่กระทบความสัมพันธ์ของสองประเทศ ตามที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) ว่า รัฐบาลพยายามรักษาความสงบตามแนวชายแดนไว้ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร จะพยายามทำงานร่วมกันของทั้งสองประเทศในการรักษาความสงบตามแนวชายแดน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นได้มีการประสานกับทางกัมพูชาไว้อย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ทางกัมพูชาได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากเห็นพื้นที่ตามแนวชายแดนมีความสงบ ฝ่ายไทยก็เช่นกัน และด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าวและสถานการณ์ต่างๆ รัฐบาลจะพยายามพูดจากันบนหลักความเข้าใจและสันติในการแก้ปัญหา
"วันนี้อยากให้ประชาชนสบายใจ ในส่วนของผลการตัดสินจะออกมาอย่างไรก็ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงและทำความเข้าใจ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการชี้แจงอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร เราจะพยายามรักษาความสงบ สันติ และการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านไว้ให้ได้ เพราะการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างเสริมเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลทั้งสองประเทศก็จะต้องพยายามทำอย่างดีที่สุด ซึ่งก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย เนื่องจากรัฐบาลเองก็ได้พยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกัน" นายกรัฐมนตรี กล่าว
เล็งตั้งทีมถกกัมพูชาก่อนฟังพิพากษา
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ประเทศเกาหลีใต้ว่า ในวันจันทร์ที่ 21 ต.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการหารือและจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันทั้งชุดสู้คดีปราสาทพระวิหาร และชุดที่จะไปพูดคุยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าหากผลการตัดสินของศาลโลกออกมาอย่างไร ทั้งสองประเทศจะต้องพูดคุยกันให้ละเอียดว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะจะต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน
เป้าหมายคือไม่ว่าผลคำพิพากษาออกมาอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับไทยก็ต้องเดินหน้าต่อไป โดยจะไม่นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นปัญหาระหว่างกัน สิ่งใดที่สามารถพูดคุยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือบริเวณชายแดน จะต้องมีการตกลงพูดคุยกัน เพราะเป็นสิ่งที่ผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายได้พูดคุยกันมาตลอด
ส่วนรูปแบบของคณะทำงานนั้น คาดว่าจะมีความชัดเจนหลังจากที่มีการประชุมวันจันทร์ที่ 21 ต.ค. และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะประสานไปยังรัฐบาลกัมพูชาเพื่อแจ้งรายละเอียด และเตรียมนัดคณะทำงานของทั้ง 2 ประเทศมาพูดคุยทำความเข้าใจกันก่อนที่ศาลโลกจะมีคำตัดสินออกมา
ย้ำรักษาสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ 2 ชาติ
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบงานด้านกฎหมายในการต่อสู้คดี กล่าวเช่นกันว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนกัมพูชา และได้พบกับ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน ไม่ว่าคำพิพากษาออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม ไทยกับกัมพูชาต้องรักษาความสัมพันธ์เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนของทั้งสองประเทศ
ส่วนการนำประเด็นคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารไปเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนใคร่ครวญด้วยเหตุผล และไม่อยากให้หยิบยกประเด็นนี้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และขอให้คิดผลประโยชน์ของประเทศ ยืนยันว่าจากสิ่งที่เตรียมการมา รัฐบาลไม่ได้หนักใจอะไร
ทหารเด้งรับนโยบาย-พร้อมประนีประนอม
พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม (กห.) กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้า พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพในฐานะฝ่ายความมั่นคง จะร่วมหารือและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 11 พ.ย. โดยทั้งหมดจะเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 21 ต.ค.ด้วย
"เชื่อว่าฝ่ายไทยได้ใช้เอกสารต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ตามขั้นตอนของศาลแล้ว ดังนั้นแนวทางดีที่สุดคือการประนีประนอม เน้นการเจรจา เพราะขณะนี้จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยกัน ส่วนสถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงวางกำลังทหารดูแลความเรียบร้อยโดยไม่ได้เพิ่มกำลัง ซึ่งประชาชนยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ" โฆษก กห. กล่าว
ทหารกัมพูชากลับเข้าพื้นที่ปราสาท
แหล่งข่าวจากกองทัพ เปิดเผยว่า พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้กองกำลังสุรนารีกำชับกำลังพลที่ดูแลพื้นที่บริเวณแนวชายแดน อย่าได้ตื่นตระหนกในช่วงที่มีคำตัดสินของศาลโลก พร้อมเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามแผนที่ได้ฝึกกันมา และอย่าสร้างเงื่อนไข หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ให้เน้นการพูดคุยประสานงานระหว่างผู้บังคับหน่วยฝ่ายเรากับผู้บังคับหน่วยกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าช่วง 3 วันที่ผ่านมา หน่วยทหารกัมพูชาที่เคยดูแลพื้นที่ปราสาทพระวิหารซึ่งได้ถอยออกไปตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี 2556 ได้นำกำลังกลับมารักษาพื้นที่แนวปราสาทพระวิหารเพื่อดูแลตามแนวชายแดนกัมพูชาเช่นเดิม
โฆษกปชป.จี้นำเรื่องเข้าสภาตาม ม.190
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเตรียมตั้งคณะทำงานพูดคุยกับกัมพูชาเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร เพราะเรามีคณะทำงานต่างๆ มากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพิ่มเติม และไม่จำเป็นต้องหาแนวทางดำเนินการร่วมกับกัมพูชาในขณะนี้ เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาออกมา ฝ่ายไทยยังมีเวลาพิจารณาประเด็นต่างๆ ภายในประเทศ
"ผมเชื่อว่าหากศาลโลกพิพากษาให้บริเวณโดยรอบปราสาทยึดตามแผนที่ 1:200,000 ตามคำร้องของกัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาก็จะนำเรื่องไปเรียกร้องเกี่ยวกับเขตแดนต่อไปอีก จึงมองว่าคำพิพากษาของศาลเข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพราะเกี่ยวกับเขตแดนและอำนาจอธิปไตย การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลต้องนำเรื่องเข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภา" โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ






