วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนูน้อยเศรษฐี

ตาค้างตกตะลึง เมื่อพบเด็กชายวัย 10 ปีมีเงินออมหลักหมื่นอยู่ในธนาคารนักเรียน แล้วยังได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของพ่อค้าแม่ขายตัวจ้อยสร้างธุรกิจ

ตาค้างตกตะลึง เมื่อพบเด็กชายวัย 10 ปีมีเงินออมหลักหมื่นอยู่ในธนาคารนักเรียน แล้วยังได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของพ่อค้าแม่ขายตัวจ้อยที่สร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยเงินลงทุนเพียง 5,000 บาท

พ่อแม่ผู้ปกครองคงคุ้นหูคำว่า ธนาคารโรงเรียนมาบ้างแล้ว ซึ่งอุบายของการออมทรัพย์ในสถานศึกษานั้น ทางโรงเรียนหวังให้เด็กๆเรียนรู้การออมเงินด้วยตนเอง และมีความสม่ำเสมอในการฝากเงิน รวมทั้งยังต้องการให้เด็กหลายๆคนทดลองหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารตั้งแต่วัยเยาว์

ประโยชน์มากมายกว่าจำนวนเงินในคลัง ทำให้ผู้ใหญ่ในสังคมหันมาสนใจและผลักดันให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

นักออมรุ่นจิ๋ว

เด็กชายศิลาชล สุขเกิน หรือน้องมิว ตำแหน่งนักฝากยอดเยี่ยม เป็นแชมป์นักออมของโรงเรียนเทศบาลวัดโขดทิมทาราม อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เด็กน้อยคนนี้ใช้เคล็ดลับในการออมเงินที่น่าสนใจ ตอนแรกเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะออมเงินเพื่อซื้อรถจักรยานที่ปรารถนา แต่ตอนนี้เขาต้องการเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของตนและพี่น้องในอนาคต

และที่สำคัญเขาใช้ความสม่ำเสมอฝากเงินทุกสัปดาห์ไม่เคยขาดมาตลอด 3 ปีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยมีคุณแม่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จในการออมเงิน

“นอกจากผมจะแบ่งเงินค่าขนมมาฝากธนาคารนักเรียนแล้ว แม่จะช่วยสมทบเงินเพิ่มอีก ท่านอยากให้ผมออมเงินไว้เยอะๆ เอาไว้เรียนหนังสือให้เก่งๆ เอาไว้ซื้อของที่จำเป็น แม่บอกว่าให้ฝากเงินที่โรงเรียนด้วย และเก็บเองด้วย แล้วถ้าผมอยากได้อะไรก็ให้เก็บเงินเอา และต้องตั้งใจเก็บเงิน ทำให้เป็นนิสัย แล้วทุกครั้งแม่จะคอยถามผมว่าเก็บได้เท่าไรแล้ว มันก็จะกระตุ้นให้ผมเก็บเงินได้เยอะขึ้น”

น้องมิว เล่าถึงพฤติกรรมฝากเงินของตนว่า เขาจะแบ่งเงินค่าขนมที่แม่ให้ประมาณ 5-10 บาทจากเงิน 30 บาทในแต่ละวัน บวกกับที่แม่ฝากให้เพิ่ม 50 -100 บาทและจะฝากทุกวันอังคารเป็นประจำ ทำอย่างนี้เรื่อยมาจนเป็นกิจวัตร และยังแบ่งเงินไปหยอดกระปุกเป็นตัวอย่างให้พี่ๆน้องๆทั้ง 3 คนอีกด้วย

เมื่อถามเศรษฐีตัวน้อยว่า ทำไมถึงชอบออมเงินนัก เด็กน้อยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า มันเป็นความภาคภูมิใจที่เก็บเงินได้มากขนาดนี้ และตอนนี้เขาก็มีความตั้งใจแรงกล้าจะเก็บไว้ใช้สำหรับเรียนหนังสือ โตขึ้นจะได้ไม่ต้องขอพ่อแม่ และถ้าเก็บเงินได้มากพอ ซึ่งเขาอยากเก็บเงินให้ได้เป็นแสน เพื่อที่จะเลี้ยงพ่อแม่ได้

ธนาคารเสมือนจริง

อัจจิมา วัฒนสุข ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครูผู้ดูแลโครงการธนาคารนักเรียน เล่าว่า เงินที่อยู่ในธนาคารล้านกว่าบาทนั้น ส่วนใหญ่มาจากแรงกระตุ้นของผู้ปกครองที่สนับสนุนและบางคนก็ฝากเงินมาสมทบด้วย ถึงแม้ว่าดอกเบี้ยที่ธนาคารนักเรียนให้ในอัตรา 0.2% จะน้อยนิด แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญนัก เพราะเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสร้างพฤติกรรมนักออม และให้เด็กๆบริหารจัดการเงินของตัวเองได้

"หลังจากเราเริ่มธนาคารนักเรียน เราเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของเด็กๆ พวกเขามีความกระตือรือร้นมากขึ้น พอเขาเห็นเพื่อนมีสมุดบัญชี เขาก็อยากมีบ้าง และทางผู้บริหารโรงเรียนเองก็สนับสนุน สภานักเรียนก็เอาเรื่องการออม มาเป็นนโยบายหาเสียงด้วย เรามีผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆทั้งเงินและของขวัญให้เด็กนักเรียน ผู้ฝากเงินทั้งห้องครบทุกคน 100% เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เด็กๆสนุกกับการออมมากขึ้น"

และนอกจากบทบาทผู้ฝากเงินแล้ว เด็กๆ ชั้นป.5-6 ก็ยังได้มีโอกาสเป็นพนักงานธนาคาร ฝึกทักษะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บาร์โค้ด ระบบการเงินการธนาคารอย่างง่าย รวมทั้งรู้จักฝึกคิดวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย

ครูผู้ดูแลโครงการธนาคารนักเรียน บอกต่อว่า ตอนนี้ทางโรงเรียนเพิ่มโครงการนักธุรกิจน้อย ผ่านเงินลงทุนจากองค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กับธนาคารซิตี้แบงก์ จำนวน 5,000 บาทต่อหนึ่งแผนธุรกิจ และเปิดตลาดนัดนักธุรกิจน้อยในโรงเรียนเป็นเวทีค้าขายจริงด้วย

น้องๆชุมนุมวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ที่ร่วมกันผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจำหน่ายในราคาย่อมเยา พร้อมใจกันเล่าว่า พวกเขาสนุกที่ได้ลงมือทำผลิตภัณฑ์ออกมาขายจริง ตั้งแต่การวางแผนว่าจะทำอะไรขายดี เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ไปหาแหล่งวัตถุดิบ ไปซื้อเศษผักและเปลือกผลไม้จากตลาดด้วยตนเองร่วมกับผู้ปกครอง ได้ทดลองโดยใช้วิทยาศาสตร์ร่วมกับวิชาเกษตรที่ได้เรียนมาแปรรูปเป็นสินค้าที่ขายได้ในตลาด ได้พบปะกับลูกค้าซึ่งเป็นนักเรียนด้วยกัน ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยถึงข้อดีข้อเสียของสินค้าที่พวกเขาทำ นับเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาจะต้องบอกต่อรุ่นน้อง

ผู้ใหญ่สอนเด็กออม

หัสญา หาสิตะพันธุ์ รองผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ แนะนำวิธีการออมเงินให้กับพ่อแม่และเด็กๆว่า การออมไม่ใช่เงินเหลือจากที่จ่าย แต่ต้องตั้งเป้าหมายอย่างแน่วแน่ว่าจะออมจำนวนเท่าใด เพื่อให้มีความชัดเจน เหมือนเป็นกรอบล้อมตัวคนฝากให้หมั่นออมเงินอยู่เสมอ แต่ถ้าเป็นคนที่มีวินัยแล้ว จะข้ามข้อนี้ไปก็ได้

ในขณะที่บางคนอาจหาเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เป็นแรงขับให้ออมเงินเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่นการวางแผนจะนำเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่น บ้างศึกษาวิธีการออมเงินของคนอื่นไว้เลียนแบบก็ได้

"เราไม่จำเป็นต้องมีสูตรการออมตายตัว แต่ต้องยึดหลัก "รายได้ - เงินออม = รายจ่าย" เพื่อจะได้หาอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้น พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกหาปลา ไม่ใช่เอาปลามาให้เขากิน แล้วหลังจากนั้น เด็กๆก็จะมีวินัยทางการเงินและมีความรับผิดชอบทางการเงินและทุกๆเรื่องด้วย" ผู้ใหญ่ใจดีฝากให้ทุกบ้านนำหลักการไปลองใช้กันดู