วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกฟ้องรพ.เอกชนเรียกค่าเสียหาย'ปรียนันท์'100ล.

"ปรียนันท์"เผยศาลฎีกาอ่านคำพิพากษายกฟ้องรพ.เอกชน เรียกค่าเสียหาย100ล้าน หลังต่อสู้คดี11ปีที่ไปออกทีวีทำคลอดที่ผิดปกติ

นางปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เปิดเผยว่าในวันนี้ทางศาลฎีกาได้นัดฟังคำพิพากษาโดยยกฟ้องกรณีที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายตน 100 ล้านบาท กรณีที่ตนไปออกรายการ “เมืองไทยรายวัน” ทางช่อง 9 อสมท.และเมื่อ 29 ก.ย.2545 ได้ไปพูดที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เล่าข้อเท็จจริงปัญหาการคลอดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว เพื่อให้ตนหยุดการพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของการฟ้องร้องเกิดขึ้นเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2534 ซึ่งได้ตั้งท้องครั้งแรก ไม่มีโรคประจำตัว ขณะนั้นลูกในท้องหนัก 4,050 กรัม อยู่ในทำคลอดที่ผิดปกติ แต่เนื่องจากในระหว่างการคลอดเกิดปัญหา ซึ่งตนเห็นว่าเกิดจากความผิดพลาดในการรักษาส่งผลให้ท้ายทอยลูกเกิดห้อเลือดก่อนโต และต้องมีการให้เลือดผ่านสายสะดือ จนเกดการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง และเกิดภาวะหนองทำลายข้อสะโพกซ้ายเสียหาย เป็นเหตุให้กระดูกต้นขาหลุดอยู่นอกเบ้า ขาสั้นยาว+ใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ตั้งแต่ขวบครึ่ง-สามขวบครึ่ง ต้องใส่เฝือกนาน 6-8 เดือนหลายครั้ง ไม่นับรวมความเสียหายทางจิตใจ+การเสียโอกาสหน้าที่การงานในอนาคต หลังอายุ 20 ปี ต้องผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียมทุก 10 ปี เพื่อแก้ไขอาการทรุดเคลื่อนตัวหมอนรองกระดูกสันหลัง

"ปัจจุบันลูกอายุ 22 ปี ยังไม่ได้รับการผ่าตัดจากโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว ทำให้มีคดีความฟ้องร้องต่อกันหลายคดี ทำให้ครอบครัวดิฉันถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับการรักษาลูก และต่อสู้คดีความที่ยาวนาน เดิมไม่เคยคิดฟ้องร้อง แต่เห็นลูกทุกข์ทรมาน จึงอุ้มลูกกลับไปทวงถามความรับผิดชอบหลายครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธ"

นางปรียนันท์ กล่าวว่า ส่วนจุดเริ่มต้นของการฟ้องร้อง เนื่องจากได้ไปขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียน ทางโรงพยาบาล แต่ได้รับการท้าทายว่าให้ทนายไปฟ้องเอา จึงตัดสินใจฟ้องด้วยความโกรธ โดยปี 2539 ได้ฟ้องเป็นคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 57 ล้านบาท และสู้คดีนาน 9 ปี ผลศาลชั้นต้น+อุทธรณ์+ฎีกา พิพากษายกฟ้อง เพราะหมดอายุความทางแพ่ง 1 ปี ถูกยึดค่าธรรมเนียมศาล 2 แสนบาท ถูกสั่งให้จ่ายค่าทนายให้โรงพยาบาลอีก 1 แสนบาท ทั้งนี้จึงได้ขอให้ศาลพิจารณาอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา 448 วรรคสอง ที่ให้นับอายุความอาญาที่ยาวกว่า แต่ศาลไม่อาจนับอายุความทางอาญา 10 ปีได้ เหตุเพราะบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบคดีอาญา จึงหมดโอกาสในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ว่าใครผิดใครถูก

นางปรียนันท์ กล่าวว่า ต่อมาเมื่อ 12 กันยายน 2545 ได้ถูกเชิญไปออกรายการ “เมืองไทยรายวัน” ช่อง 9 อสมท. และเมื่อ 29 กันยายน 2545 ได้ไปพูดที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อทางโรงพยาบาลเห็นว่าตนยังเคลื่อนไหวต่อสู้ขอความเป็นธรรมไม่ยอมหยุด จึงยืมมือกฎหมายเพื่อให้ตนยุติ โดยฟ้องกลับถึง 2 คดี ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2545 ทางโรงพยาบาลได้ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท โดยตนได้ต่อสู้คดีนาน 11 ปี ผลของคดี 13 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง, 19 พฤษภาคม 2552 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง และ8 ตุลาคม 2556 ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง โดยระบุว่า "..เรื่องที่จำเลยพูดในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เป็นข้อความที่ไม่ได้ฝ่ืาฝืนต่อความเป็นจริงตามมาตรา 423 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ป้องกันส่วนได้เสียของตนตามทำนองคลองธรรม การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง"

นางปรียนันท์ กล่าวต่อว่า ขณะที่วันที่ 22 ตุลาคม 2545 โรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวได้ฟ้องเพิ่มเติมในคดีอาญา ใช้เวลาต่อสู้คดีนาน 5 ปี ข้อหาหมิ่นประมาท โดยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง โดยระบุว่า "จำเลยร้องเรียนเพื่อความชอบธรรม ป้องกันผลกระทบด้านความปลอดภัยของชีวิตและครอบครัว การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลความผิด" คดีสิ้นสุดแล้ว

"กรณีที่เกิดขึ้นเห็นว่า ทางโรงพยาบาลซึ่งดำเนินธุรกิจการแพทย์เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ควรจะมีสำนึกรับผิดชอบและคุณธรรมที่สูงส่ง แต่สิ่งที่ครอบครัวและตัวเองได้รับกลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง ทั้งยังยืมมือกฎหมายมารังแก ซึ่งหากทางโรงพยาบาลมีคุณธรรมรับผิดชอบดูแลรักษาลูกชายตนเป็นอย่างดี เรื่องราวคงไม่บานปลายมาจนทุกวันนี้"

นางปรียนันท์ กล่าวต่อว่า การชนะคดีของพี่ในวันนี้ ได้สร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไทย ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องสิทธิของตนและสาธารณะ ต้องได้รับความคุ้มครอง อีกทั้งยังเรียกขวัญและกำลังใจของเพื่อนผู้เสียหายที่กำลังท้อแท้ ถอดใจ ให้มีกำลังใจที่จะฮึดสู้และอดทนต่อการรอคอยความเป็นธรรมอย่างมีความหวังต่อ ไป สำหรับคดีนี้คงไม่ทำอะไรต่อ คงจบกันแค่นี้เหมือนขึ้นชกมวย จบแล้วก็เลิกแล้วต่อกัน

นางปรียนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การต่อสู้เพื่อขอความเป็นธรรมยังไม่สิ้นสุด โดยเมื่อปี 52 ลูกชายเกิดมีอาการปวดหลังร้าวลงไปที่ขา ผลเอกซ์เรย์พบว่ามีความเสียหายใหม่ต่อเนื่องจากความเสียหายเดิม คือกระดูกสันหลังเคลื่อนและโพรงไขสันหลังตีบแคบ หมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท” ดังนั้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 จึงได้ฟ้องร้องโรงพยาบาลดังกล่าวอีกครั้ง ตามกฎหมายใหม่ พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 13 “ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยโดยผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้บริโภค หรือเป็นกรณีที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย และรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิด แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย” 28 ก.ค. 52 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องว่า “ฟ้องซ้ำและคดีหมดอายุความ” แต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าไม่เป็นการฟ้องซ้ำ แต่เนื่องจากคดีหมดอายุความเท่ากับว่าศาลยังไม่ได้ประทับรับฟ้องเลย จึงได้ยื่นคำร้องขอฎีกาและรอฟังผลว่าศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่ซึ่งคงอีกหลายปี แต่เป็นความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม