วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทม.เตือน25ชุมชนรับมือน้ำขึ้นสูง

ผู้ว่าฯ กทม.แนะจับตา 15-17 ต.ค. น้ำเหนือผสมน้ำทะเลหนุน อาจทำให้ระดับแม่น้ำเจ้าพระยาสูงถึง 2 เมตร ห่วง 25 ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำได้รับผลกระทบ

ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สูงขึ้น ทำให้กรุงเทพมหานคร(กทม.) เตรียมพร้อมรับมือกับน้ำที่อาจล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชน ประกอบกับจะมีน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับชุมชนนอกแนวเขื่อนกั้นน้ำได้

โดยเช้าวานนี้(4 ต.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมคณะผู้บริหาร ได้ลงเรือตรวจเยี่ยมชุมชนนอกแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย ชุมชนมิตตคาม จำนวน 131 ครัวเรือน ชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจ จำนวน 40 ครัวเรือน และชุมชนเขียวไข่กาจำนวน 17 ครัวเรือน ที่อาจประสบภาวะน้ำท่วม หลังจากน้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณเพิ่มมากขึ้น

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า จากภาวะเจ้าพระยาสูงต่อเนื่อง ทำให้เป็นห่วงประชาชนนอกแนวเขื่อนกั้นน้ำ 25 ชุมชน 850 ครัวเรือน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง และจากน้ำเหนือที่ปล่อยลงมาในวันที่ 15-17 ต.ค. อาจทำให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงถึง 2 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จึงได้มอบหมายให้ปลัดกทม.ออกหนังสือด่วน (ว.8) ไปยังสำนักงานเขต 11 เขตที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลือและดูแลประชาชน รวมทั้งให้สำนักอนามัยจัดเตรียมยาที่จำเป็นให้แก่ประชาชนด้วย

เร่งพร่องน้ำเขื่อนป่าสักฯต่อเนื่อง

ขณะที่ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในแม่น้ำป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ในวันที่ 4 ต.ค.ว่า หลังจากฝนตกหนักทางตอนบนของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เนื่องจากจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงเขื่อนป่าสักฯ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งได้พร่องน้ำออกจากเขื่อนเป็นระยะ ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อตัวเขื่อนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยปัจจุบันกรมชลประทานต้องพร่องน้ำจากในเกณฑ์ 700 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที และควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนพระรามหกในเกณฑ์ประมาณ 800 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมทั้งรับน้ำส่วนหนึ่งเข้าคลองระพีพัฒน์ในเกณฑ์ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนมากนัก

ทั้งนี้กรมชลประทาน โดยสำนักชลประทานที่ 10 จึงได้แจ้งเตือนประชาชนในเขต จ.สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา ที่อาศัยอยู่พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ให้เตรียมรับมือกับระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักที่จะเพิ่มสูงขึ้น

ชี้ไม่พร่องน้ำอาจเป็นมหาอุทกภัย

วันเดียวกัน นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจสถานการณ์น้ำที่เขื่อนป่าสักฯ

ทั้งนี้นายบรรหารกำชับเจ้าหน้าที่ว่า หากเขื่อนป่าสักฯ จะเพิ่มการระบายน้ำมากกว่า 700 ลบ.ม.ต่อวินาที ต้องรายงานให้ทราบก่อน เพื่อควบคุมและติดตามการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่า เขื่อนป่าสักฯ มีความแข็งแรง ไม่พังอย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่จะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 700 ลบ.ม.ต่อวินาที ไปจนถึงวันที่ 7 ต.ค. เชื่อว่าไม่เป็นปัญหา เพราะถือว่าเป็นปริมาณที่น้อยกว่าการระบายน้ำเมื่อปี 2553 แต่อาจส่งผลกระทบพื้นที่ใต้เขื่อน ที่คาดว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น 60 เซนติเมตร แต่หากไม่ระบายหรืออั้นน้ำเหนือเขื่อนไว้ห่วงว่า อาจเกิดผลกระทบเหมือนมหาอุทกภัยปี 2554

สำหรับการระบายน้ำของเขื่อนพระรามหก ซึ่งเป็นจุดรับน้ำที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา นายบรรหาร ได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ว่า ห้ามปล่อยน้ำเกิน 800 ลบ.ม.ต่อวินาที และให้ความมั่นใจกับประชาชน ว่าจะติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักฯ อย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำให้กระทบและเสียหายน้อยที่สุด

พิษณุโลก-วังทองอ่วมซ้ำแนวกั้นน้ำแตก

สถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.พิษณุโลก ยังคงได้รับผลกระทบหนักใน 2 อำเภอ ได้แก่พื้นที่ ต.เนินกุ่ม อ.บางกระทุ่ม หลังจากคันกั้นน้ำแตกหลายจุด ขณะเดียวกันที่ ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก เนื่องจากพนังกั้นแม่น้ำวังทองบริเวณบ้านทางลัด ม.5 ต.วังพิกุล อ.วังทอง แตกเป็นทางกว้าง 20 เมตร ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา และถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการซ่อมได้

ล่าสุดน้ำได้หลากเข้าท่วมถนนบ้านทางลัด ใกล้กับจุดที่ชาวบ้านตั้งเต็นท์อาศัยอยู่บนถนนชั่วคราว โดยน้ำกัดเซาะถนนจนขาดเป็นทางกว้าง 10 เมตร เนื่องจากน้ำจากแม่น้ำวังทองได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่นาอย่างรวดเร็ว

"แปดริ้ว"หนักประกาศภัยพิบัติ 5 อ.

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.ฉะเชิงเทรา เริ่มรุนแรงมากขึ้น โดยมวลน้ำป่าเขาใหญ่จาก จ.ปราจีนบุรีที่เคลื่อนตัวไหลลงมาตามลำน้ำบางปะกง และมวลน้ำจากทางตอนบนด้าน อ.กบินทร์บุรี และศรีมหาโพธิ์ ได้ไหลบ่าออกนอกลำน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีลัดผ่านมาทางทุ่งศรีมโหสถก่อนไหลเข้าสู่เขต อ.ราชสาส์น และ อ.พนมสารคาม ซึ่งมีแนวเขตติดกันทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายสภาพเป็นน้ำทุ่ง

โดยน้ำได้ไหลบ่าล้นข้ามแนวกรีดขวางทางน้ำตามรายทาง รวมทั้งบ้านเรือนพักอาศัยของประชาชน ก่อนที่จะไปไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกงตอนกลางในเขตพื้นที่ อ.บางคล้า ทำให้ขณะนี้ในเขตพื้นที่ราชสาส์นทั้งอำเภอจมลงสู่ใต้น้ำแล้ว โดยมีระดับน้ำท่วมสูง 0.5-1.2 เมตร ตามระดับของพื้นที่

ล่าสุด นายอนุกูล ตั้งคณานุกูลชัย ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมจำนวน 5 อำเภอได้แก่ อ.พนมสารคาม อ.บางคล้า อ.บ้านโพธิ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว และอ.ราชสาส์น โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ดงน้อย อ.ราชสาส์น ถือว่าหนักสุด เพราะต้องรับน้ำที่ระบายจาก จ.ปราจีนบุรี โดยน้ำได้เข้าท่วมไร่นา บ่อกุ้ง บ่อปลา เสียหายจำนวนมาก

บุรีรัมย์น้ำแรงซัดบ้านริมคลองพังยกหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเฉลิมพล พลวัน รองผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ พร้อมนายอำเภอโนนดินแดง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและนำของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉับพลัน หลังฝนตกมาหลายวัน ทำให้น้ำที่ไหลผ่านลำคลองกัดเซาะตลิ่งบ้านโคกเพชร ต.ลำนางรอง และพัดบ้านเรือนหายไปกับกระแสน้ำทั้งหลังของนายล้ำ บุญมาก อายุ 66 ปี รวมทั้งยุ้งข้าว 1 หลัง รถยนต์ 2 คัน รถไถนา 1 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน และเครื่องใช้ภายในบ้านจมในลำน้ำ ส่วนนายล้ำ และครอบครัว 7 ชีวิต หนีออกมาได้ทัน

เจ้าหน้าที่และชาวบ้านช่วยกันใช้เชือกผูกติดกับต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อลงไปงมหาทรัพย์สินที่จมอยู่ในน้ำอย่างลำบาก เพราะน้ำเชี่ยวมาก สามารถนำขึ้นมาได้บางส่วน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ให้ครอบครัวนายล้ำ มาพักอาศัยชั่วคราวที่ศาลากลางหมู่บ้าน และจะเร่งรวบรวมความเสียหายทั้งหมดรายงานไปยังอำเภอเสนอต่อจังหวัด เพื่อใช้งบทดลองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินชดเชยกรณีบ้านพักเสียหายทั้งหลังจำนวน 33,000 บาท ส่วนชาวบ้านอีกกว่า 10 หลังคาเรือน ที่อาศัยอยู่ติดริมน้ำดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ระมัดระวังทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย

7โรงงานใน4จว.ปิดกิจการชั่วคราว

นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) รักษาการปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) เปิดเผยว่า จากการกำชับให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) โดยเจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศติดตามผลกระทบน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับสถานประกอบการและลูกจ้าง ล่าสุดมีรายงานว่าสถานประกอบการ 7 แห่งใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.นครนายก สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ได้รับผลกระทบ เพราะน้ำเข้าท่วมโรงงานจนต้องหยุดกิจการชั่วคราว ลูกจ้างได้รับผลกระทบ 193 คน

นอกจากนี้ ยังมีสถานประกอบการและแรงงานได้รับผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะน้ำท่วมบ้านพักลูกจ้าง จนไม่สามารถไปทำงานได้ หรือ ท่วมโดยรอบโรงงานจนทำให้การทำงานล่าช้าอีก 431 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 6,726 คน แต่ยังไม่มีรายงานเรื่องการร้องเรียนเกิดขึ้น