วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ลมหายใจอันประเสริฐ' พระอาจารย์ใหญ่พะอ็อก ตอยะ

การจะรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจสี่ได้นั้น พื้นฐานแรกควรเริ่มที่ การเจริญสมาธิภาวนา แล้วจึงจะมีปัญญาที่สามารถจะรู้แจ้งเห็นจริงในอนาคตต่อไป

พระอาจารย์ใหญ่พะอ็อก ตอยะสยาดอ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ เจ้าอาวาสวัดพะอ็อก ตอยะ เมืองหมอละเหมียง รัฐมอญ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ตอกย้ำให้รู้ว่า สุวรรณภูมิ แดนเกิดของเรานี้เองคือ ถิ่นกำเนิดพระธรรมแท้ มี “อานาปานสติ” เป็นแผนที่นำทางให้พ้นทุกข์...สองพันสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา มีการมาเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าจากการนำของพระโสณะและพระอุตตระ ซึ่งเดินทางมาในทิศทางที่เรียกว่าสุวรรณภูมิแห่งนี้ การเดินทางของท่านทั้งสอง มีจุดมุ่งหมายในการที่จะเผยแผ่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราชาวโลกได้รับทราบเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดังเช่นในตำรา 'มหาวงศ์' ได้เขียนประวัติในอดีตโดยประมาณ 1,700 ปีที่ผ่านมา ในยุคนั้นพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาเจริญรุ่งเรืองมาก ครั้งหนึ่ง พระมเหสีของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ได้สร้างวัดเพื่อถวายให้เป็นพุทธสถาน ธรรมสถานและสังฆสถาน ในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างสัปปายะ หลังจากที่สร้างเสร็จก็มีการฉลองวัด ได้มีการนิมนต์พระอรหันต์จำนวน 4,000 องค์ จากสุวรรณภูมิ ภาคตะวันออกนี่เอง ถ้ามองตามประวัติศาสตร์ดังกล่าว แสดงว่า ในอดีตถิ่นฐานของเราแห่งนี้ ถือว่าเป็นถิ่นฐานที่เคยมีพระเถระที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ สิ้นกิเลสจำนวนไม่น้อย ถือว่าเป็นถิ่นที่ไม่น้อยหน้าใครในโลกนี้ ...พระอาจารย์ใหญ่พะอ็อก ตอยะสยาดอ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ เจ้าอาวาสวัดพะอ็อก ตอยะ เมืองหมอละเหมียง รัฐมอญ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ในวัย 79 ปี พรรษาที่ 59 กล่าวไว้เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางมาประเทศไทย และได้บรรยายธรรมเรื่อง 'อานาปานสติ' อย่างละเอียด ที่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) กรุงเทพฯ โดยการอาราธนาจากชมรมใฝ่ธรรมวันพุธ ทำให้เราเห็นว่า ไม่ต้องไปแสวงหาหนทางการพ้นทุกข์จากที่ไหนหรอก เพราะในแถบเอเชียอาคเนย์แห่งนี้เอง คือถิ่นกำเนิดพระธรรมแท้ที่สามารถเป็นแผนที่นำทางให้เราพ้นทุกข์ได้จริง จึงขอน้อมนำธรรมบรรยายของท่านมาแบ่งปันไว้ ณ ที่นี้ตื่น หลุดพ้น และข้ามแล้ว...จากการที่เราได้รับทราบประวัติทางพระพุทธศาสนาในแผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ ทำให้เห็นว่า ในอดีตเรามีพระเถระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตรงตามหลักที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ จนบรรลุเป็นพระอรหันต์จำนวนไม่น้อย จึงเป็นที่มั่นใจว่า ถ้าพวกเราทุกท่าน ได้ศึกษาเรียนรู้แนวทาง หลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ประพฤติปฏิบัติตามกันนั้นก็จะเป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เรานั้นอย่างน้อยก็จะได้บรรลุธรรมเช่นกัน การที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นมาบนโลกนี้ จุดประสงค์ที่พระองค์ท่านทรงแสดงธรรมมีอยู่สามประการด้วยกันคือ 1. พุทโธ โพเธยยัง หมายถึงตื่นแล้ว หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้ธรรมแล้ว พระองค์มีจุดประสงค์ให้พวกเราชาวโลกนั้น ได้มีโอกาสรู้เห็นอริยสัจสี่ตามที่ท่านเห็นด้วย จุดประสงค์ข้อที่ 2. มุตโต โมเจยยัง ก็คือ ความหลุดพ้น จากการที่พระองค์ท่านเป็นผู้หนึ่งในการที่จะหลุดพ้น หรือหลุดพ้นอย่างแน่นอนจากสรรพทุกข์ พระองค์ท่านจึงมีความประสงค์ที่จะให้พวกเราชาวโลกที่รู้อริยสัจสี่ให้เป็นผู้ได้หลุดพ้นไปจากทุกข์ในสังสารวัฏนี้เช่นกัน จุดประสงค์ที่ 3. ติณโณ ตาเรยยัง หมายถึง การข้ามพ้น จากการที่พระองค์ท่านได้ข้ามพ้นสังสารวัฏนี้ได้แล้วฉันใด ท่านก็มีจุดประสงค์ในการแสดงพระธรรมให้เราชาวโลกนั้น ได้มีการข้ามพ้นสังสารวัฏเช่นเดียวกับพระองค์ท่านด้วย เพราะทุกวันนี้ที่เราต้องมีการเกิด มีการแก่ การเจ็บ สุดท้าย จุดที่พวกเราที่ได้เกิดมาแล้ว ไม่สามารถที่จะข้ามพ้นไปได้ คือความตาย ถึงแม้เราจะตายจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ตราบใดที่พวกเราทุกท่านยังไม่มีความสามารถที่จะละกิเลสอันเป็นตัวเหตุที่จะทำให้พวกเรานั้นจะต้องไปปฏิสนธิ หรือไปกำเนิดในภพภูมิต่างๆ ตามกระแสและปัจจัยต่างๆ คือ กรรมแล้วถือว่า ถ้าเรามีกรรมและกิเลสอยู่ การเกิดในภพภูมิต่างๆ ก็ย่อมจะมีกับพวกเราอย่างแน่นอน หนทางออกจากอบาย และตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส แล้วยังไม่ไปปฏิสนธิในภพภูมิถิ่นฐานต่างๆ ก็ใช่ว่า ความทุกข์ต่างๆ จะหมดสิ้น ณ จุดนั้น แต่ความทุกข์นั้นยังจะติดตามเราผู้ซึ่งมีกิเลสอยู่ในชีวิตจิตใจอยู่เนืองๆ หลังจากที่เราถือปฏิสนธิแล้ว เรายังจำจะต้องประสบกับทุกข์ต่างๆ เช่น ทุกข์จากพยาธิทุกข์ ทุกข์จากชรา เรียกว่า ชราทุกข์ และทุกข์จากความตายคือ มรณทุกข์ นอกจากนั้นแล้วยังมีทุกข์ที่เรียกว่า โสกะปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ทุกข์ทั้งปวงนี้ถือว่าเป็นทุกข์ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เราไม่หมดกิเลสแล้วไปถือกำเนิดในภพภูมิต่างๆ นั่นเอง เมื่อเกิดแล้วก็ยังจะต้องเจอกับทุกข์ในระหว่างนั้นอยู่ร่ำไปนั่นเอง ตราบใดที่เรายังไม่สามารถที่จะทำให้ชีวิตจิตใจของเรานั้น ห่างไกลไปจากอาสวะกิเลสดังกล่าวแล้ว หลังจากที่เราจุติจากภพภูมินั้นไป เราจุติไปด้วยกิเลสทุกข์ทุกข์ทั้งปวงดังกล่าวนี้ เป็นไปได้ว่า ภพภูมิถิ่นฐานที่เราจะต้องไปกำเนิด อย่างแน่นอนนั้นคงไม่พ้นจากอบาย จึงเป็นจุดประสงค์หนึ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระประสงค์ในการแสดงธรรมให้แก่พวกเราชาวโลก ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อจะได้หลุดพ้น ข้ามพ้นไปจากความทุกข์ดังกล่าวนั่นเอง สมาธิภาวนา ฐานที่มั่นสู่การหลุดพ้น อันดับแรก มีปรากฎแสดงไว้ในพระไตรปิฎกว่า การที่จะรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจสี่ได้นั้น พื้นฐานแรกเลยที่พวกเราจะข้ามไปไม่ได้ นั่นได้แก่ การเจริญสมาธิภาวนา เรียกว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่พวกเราทุกท่านจะต้องกระทำให้มีเกิดขึ้นในชีวิตจิตใจของตนก่อน แล้วจึงจะมีปัญญาที่สามารถจะรู้แจ้งเห็นจริง (ยถาภูตญาณ ) ได้ในอนาคตในกาลต่อไป สมาธิภาวนาที่อาตมภาพจะแสดงให้ทราบในวันนี้คือ การเจริญสมาธิภาวนาตามแนวทาง 'อานาปานสติ' ก็คือการให้สติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก แต่การที่จะเจริญสมาธิตามแนวทางอานาปานสติแล้วจะให้เกิดสมาธิเลย คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนชำนาญก็จะทำให้สติตั้งมั่นวิธีการเจริญสมาธิ โดยใช้อานาปานสติ หรือลมหายใจเข้า -ออกมาเป็นอารมณ์ เริ่มต้น สิ่งที่เราควรทราบเพื่อเป็นแนวทางก็คือ หลังจากที่เรานั่งเรียบร้อยแล้ว ให้จิตของเราไปอยู่ที่ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ลมหายใจเข้า และลมหายใจออกกระทบ เช่น ปลายจมูกบ้าง หรือ ริมฝีปากด้านบนบ้าง ให้เรามีสติกำหนดรู้ขณะที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก กระทบอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งในสองจุดนั้น ถือว่านี่คือ จิตเรากำลังเริ่มมีสติ มีสมาธิแล้ว ขณะที่เราเจริญอานาปานสติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องหลับตาด้วย ถ้าเราเปิดตากำหนด แทนที่เราจะไปรู้สึกสัมผัสที่ลมหายใจเข้า-ออกตรงปลายจมูก หรือริมฝีปากเบื้องบนก็คงจะยาก เพราะเราจะไปเห็นสิ่งที่ผ่านตาเราไปมาซะส่วนใหญ่ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากนั้นในเบื้องต้น เมื่อกำหนดลมหายใจไประยะหนึ่ง แล้วสัมผัสได้ว่า ลมหายใจหายไป แล้วเราหาความชัดเจนในจุดที่จะกำหนดต่อไม่ได้เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องกำหนดความชัดเจนเป็นอารมณ์ว่าอยู่ตรงจุดไหน ให้เรากำหนดอยู่ที่โพรงจมูกด้านในแทน นั่นคือลักษณะของวาโยธาตุ ข้อสังเกตและตัวช่วยที่นำไปสู่สมาธิขณะอยู่กับลมหายใจ พยายามอย่าให้ฟันบนและฟันล่างกระทบกันอย่างผิดปกติ หรืออย่ากัดฟันนั่นเอง เพราะอาจทำให้เราย้ายการกำหนดไปที่ฟันได้ แล้วมันก็จะทำให้หน้าเราตึงขึ้นแข็งขึ้น จิตเราก็ย้ายอารมณ์ไปกำหนดที่ความตึงความแข็งของใบหน้า ซึ่งเป็นอาการของธาตุ ไม่ใช่กำหนดที่วาโยธาตุ หรือไม่ได้กำหนดลมหายใจเข้า- ออก ณ จุดใดจุดหนึ่งนั่นเองบางครั้งเมื่อลมหายใจหายไป เราอาจไม่มีอารมณ์กำหนด ในอรรถกถากล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น แทนที่จะเป็นสมาธิ อาจเป็นความฟุ้งซ่านเข้ามาแทรก ดังนั้น ให้ใช้วิธีนับลมหายใจเข้า-ออกแทน วิธีการนับลมหายใจเข้า-ออก นับอย่างนี้ คือ เวลาลมหายใจเข้า -ออก นับหนึ่งครั้ง จนถึงแปดครั้ง ให้นับเป็นคู่ พอจบถึงแปดครั้งให้เราเริ่มต้นใหม่ เข้า-ออก หนึ่ง เข้า-ออก สอง ไปจนถึง แปดครั้ง จนกว่าจิตสงบ มีสมาธิ ก็ถือว่าวิธีนี้พอที่จะเป็นวิธีที่ใช้เยียวยาการฟุ้งซ่านได้ การกำหนดนับแบบนี้ ในอรรถกถา ยังกล่าวว่า อย่ากำหนดให้น้อยกว่าห้าครั้ง และไม่เกินสิบครั้ง เพราะเมื่อเรากำหนดน้อยกว่าห้าครั้ง จิตใจจะจดจ่อกับการนับเพียงสั้นๆ รวดเร็วสมาธิไม่เกิด ท่านให้นับห้าแต่ไม่ถึงสิบ แล้วให้นับเท่ากันทุกครั้ง ไม่ให้จิตใจไปจดจ่อกับการนับ แต่ให้การนับทำให้เกิดสมาธิ หลังจากกำหนดนับแบบนี้ อย่างน้อยควรใช้การกำหนดนับไปสักระยะหนึ่งประมาณ 30 นาที สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตเราหลังจากนั้น จิตเราจะมีลมหายใจเข้า-ออกเป็นอารมณ์ชัดเจนขึ้น หรือต่อเนื่องขึ้น บางทีลมหายใจเข้าอาจเร็ว อาจช้า ไม่ว่าลมหายใจเข้า-ออกจะเป็นอย่างไร แนะนำว่าอย่าพยายามทำให้มันเร็ว หรือช้า ให้ลมหายใจเป็นไปตามปกติธรรมชาติของมัน กำหนดลมหายใจเข้า -ออก ขณะไหน อย่างไร ในเบื้องต้น เราต้องกำหนดให้ได้ในทุกอิริยาบถเสียก่อน ไม่ว่าขณะนั่ง ยืน ย่างก้าว เดินไปเดินมา หรือเวลานอน ก็ให้กำหนดแต่ลมหายใจเข้า-ออกเท่านั้น หลังจากที่เรากำหนดได้ทุกอิริยาบถ จนเห็นแต่ลมหายใจได้ในทุกๆ อิริยาบถ อะไรจะเกิดขึ้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ลมหายใจเข้า-ออกจะอยู่ในลักษณะที่สุขุม ละเอียด จนถึงแทบว่ามองไม่เห็น หรือกำหนดไม่ได้เลยก็เป็นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้อย่าตกใจ นั่นกำลังชี้ให้เห็นว่า เรากำลังเข้าสู่จุดที่จิตมีสมาธิมากขึ้นกว่าเดิม ถือว่า จิตของเราเป็นจิตที่เริ่มสงบมากขึ้น มีสติ มีสมาธิมากขึ้นนั่นเองถ้าเรากำหนดต่อเนื่องไปอีก หลังจากนั้น เราจะเห็นเป็นสีออกสีเทา หลังจากนั้น จะเห็นเป็นสีขาวคล้ายสำลี หรือสีนุ่น ถ้ากำหนดไปอีก จะเห็นเป็นแสงจ้าเหมือนดวงดาว นั่นไม่ได้หมายความว่า ลมหายใจกลายเป็นสี แต่หมายความว่าพลังจิต พลังสมาธิของเราดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จิตเรานั้น เห็นลมเป็นสีดังกล่าวนั่นเอง การที่เรากำหนดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ขาดสายจะมีผลให้จิตเราเข้าถึง 'ปฐมฌาน' ทำให้เรามีสมาธิในเบื้องต้น และเราปฏิบัติไปต่อเนื่องจนกระทั่งจิตเราจะเข้าสู่ 'ทุติยฌาน' ได้ และถ้ากำหนดต่อไปอีก จิตเราก็จะเข้าสู่ 'ตติยฌาน' และเข้าสู่ 'จตุตถฌาน' ได้ในที่สุด ดังนั้น การเจริญอานาปานสติสามารถทำให้จิตเป็นสมาธิถึงขั้นจตุตถฌานได้ จากนั้นจะเจริญสมถกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะดำเนินวิปัสสนาโดยตรงเลยก็ได้ แล้วเราจะสัมผัสไตรลักษณ์ด้วยตนเอง รู้ได้ด้วยตนเองว่า การพ้นทุกข์ทางใจนั้นเป็นเช่นไร เรื่องน่ารู้พระอาจารย์ใหญ่พะอ็อก ตอยะสยาดอ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2477 ที่หมู่บ้านเล็กฌอง เมืองฮินตะคะ อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้ง ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว 160 กม.ประเทศเมียร์นมาร์ ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 10 ปีที่วัดในหมู่บ้านของท่าน ระหว่างนั้นท่านศึกษาพระไตรปิฎกจากคณาจารย์ต่างๆ และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี 2497 อายุได้ 20 ปี ได้เป็นพระธรรมาจารย์ในปี 2499 หลังจากสอบผ่านธัมมาจริยะเทียบเท่ากับศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาบาลีพุทธศาสตร์หรือเปรียญธรรมเก้าประโยค 8 ปีต่อมาท่านจาริกไปทั่วประเทศเพื่อศึกษาพระธรรมจากพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงต่างๆ จนกระทั่งในปี 2507 พรรษาที่ 10 ท่านเริ่มธุดงควัตร โดยถือการอยู่ป่าเป็นวัตร มุ่งปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง อุทิศเวลาทั้งหมดในการปฏิบัติธรรมประกอบการค้นคว้าพระไตรปิฎก ตลอดจนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2542 ท่านได้รับการยกย่องจากรัฐบาลเมียร์นมาร์ให้เป็น 'อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ'หมายถึง พระอาจารย์กัมมัฏฐานผู้ได้รับความเคารพอย่างสูง (จากหนังสือ อานาปานสติ และจตุธาตุววัฏฐาน โดย พระอาจารย์ใหญ่พะอ็อก ตอยะสยาดอ อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ )