มติสกย.เตรียมยื่นนายกฯทบทวนมาตรการช่วยสวนยางให้ปรับเกณฑ์จ่ายไร่ละ 2,520 บาท ส่งผลให้รายได้สูงกว่ากก.ละ90บาท
สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) เรียกประชุมคณะกรรมการเครือข่ายชาวสวนยางระดับจังหวัดและระดับประเทศ โดยมีแกนนำเครือข่ายทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม
โดยการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมามีมติให้การช่วยเหลือชาวสวนยางในอัตราก.ก.ละ 12 บาท เป็นเวลา 7 เดือน หรือชาวสวนยางจะได้รับการช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 2,520 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ไร่ โดยนายประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการผอ.สกย.กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจกับตัวแทนเครือข่ายชาวสวนยาง เพื่อนำข้อมูลไปชี้แจงกับเกษตรกรชาวสวนยางให้เข้าใจตรงกันต่อไป
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า มาตรการเพิ่มรายได้ช่วยเหลือชาวสวนยางของรัฐบาลครั้งนี้ ถ้าคำนวณกันจริง ๆ แล้ว ชาวสวนยางจะมีรายได้สูงกว่าราคายางที่กก.ละ 90 บาท ตามที่เรียกร้อง โดยเงินช่วยเหลือกก.ละ 12 บาท คำนวณมาจากราคายางพาราในวันที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.)เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2556 ที่ราคายางแผ่นดิบในวันนั้นอยู่ที่กก.ละ 78 บาท เมื่อรวมเงินช่วยเหลือ 12 บาทจึงอยู่ที่ กก.ละ 90 บาท แต่แนวโน้มราคายางอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงน่าจะได้มากกว่า 90 บาท ทั้งนี้การช่วยเหลือของรัฐบาลเป็นระยะเวลา 7 เดือนโดยคิดผลผลิตยางอยู่ที่เดือนละ 30 กก.ต่อไร่ รวมแล้วคิดเป็นผลผลิตที่ได้รับการช่วยเหลือ 210 กก.ขณะที่ผลผลิตยางเฉลี่ยทั่วประเทศทั้งปีอยู่ที่ไร่ละ 270 กก.เท่านั้น ขณะเดียวกันช่วงนี้ทางภาคใต้ฝนตก กรีดยางไม่ได้ แต่ก็ยังได้รับเงินช่วยเหลืออยู่ดี คำนวณแล้วชาวสวนยางน่าจะมีแต่กำไร
นอกจากนี้การช่วยเหลือของรัฐบาลรอบนี้ใช้งบประมาณ 21,248 ล้านบาท ครอบคลุมชาวสวนยางทั่วประเทศกว่า 900,000 ครัวเรือนครอบคลุมพื้นที่เปิดกรีดยาง 12 ล้านไร่ แตกต่างจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางปี 2554 ที่ให้สถาบันเกษตรกรไปรับซื้อยางกก.ละ 100 บาทแต่ในข้อเท็จจริงแล้วชาวสวนยางก็ขายไม่ได้ที่กก.ละ 100 บาท เพราะมีการหักค่าใช้จ่ายของสถาบันเกษตรกร ใช้งบประมาณไปกว่า 22,000 ล้านบาท ช่วยเหลือแค่เกษตรกรบางกลุ่มประมาณ 330,000 ครัวเรือน หรือ 30% อีก 70 % ไม่ได้รับอานิสงส์เพราะต้องเป็นชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกกลุ่มสถาบันเกษตรกรที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น และยางที่รับซื้อมาที่กก.ละ 100 บาท เทียบราคาตลาดปัจจุบันก็ต้องขาดทุน แถมยังมีต้นทุนการแปรรูปและจัดเก็บเพิ่มเติมอีกด้วย ที่สำคัญการช่วยเหลือของรัฐบาลรอบใหม่นี้ไม่ต้องไปรับซื้อยางมาเก็บไว้ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการและปัญหาเรื่องโกดังเก็บยางถูกไฟเผา








