วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สบอช.คาดอีสาน-เหนือฝนตกหนัก2-4ส.ค.

สบอช.คาดอีสาน-เหนือฝนตกหนัก2-4ส.ค. แนะเฝ้าระวังจ.เชียงราย เหตุมีน้ำฝนมาก เผยปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน8.2%

นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการ สบอช. พร้อมด้วยนางจงกลนี อยู่สบาย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ด้านบริหาร นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม กรมชลประทาน ได้ร่วมแถลงถึงสถานการณ์น้ำและการรับมือน้ำท่วม

นายสุพจน์ กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำต่าง ๆ ไว้ โดยเฉพาะ สถานการณ์น้ำท่วมและการเตรียมรับมือน้ำท่วมในปีนี้ โดยตั้งแต่เข้าฤดูฝนเป็นต้นมาหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำทั้งหมด 16 หน่วยงาน อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น ได้มีการจัดประชุมร่วมกันเพื่อประเมินสถานการณ์สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และหาแนวทางเพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารข้อมูลอย่างไร เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับในอนาคต

นางจงกลนี กล่าวว่า ในระยะเวลาวันที่ 2-4 ส.ค. จะมีตัวการที่ทำให้เกิดฝนตกหนักคือพายุเซบี ซึ่งอยู่ที่ทะเลจีนใต้ตอนกลาง และมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย โดยจะทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่ จ.มุกดาหาร นครพนม สกลนคร บึงกาฬ เลย หนองคาย ทั้งนี้สถานการณ์เหมือนกับเป็นการเติมน้ำให้กับพื้นที่ดังกล่าว ที่ในปีนี้มีไม่มาก แต่ก็ต้องมีความระมัดระวังไว้บ้าง นอกจากนี้เมื่อพายุเคลื่อนไปที่ประเทศลาว ก็จะทำให้ภาคเหนือมีฝนตกหนัก ถึงหนักมากในพื้นที่ จ.แพร่ จ.น่าน จ.อุตรดิตถ์ เชียงราย ซึ่ง จ.เชียงราย ต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณฝนเยอะอยู่แล้ว นอกจากนี้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศ จะทำให้พื้นที่ตะวันตกของประเทศไทย ได้แก่ จ.ราชบุรี จ.กาญจนบุรี รวมถึงภาคใต้ใน จ.พังงา มีฝนตกหนักได้ อย่างไรก็ตามไม่ใช่เพียงพื้นที่ฝั่งอันดามันที่มีผลกระทบ แต่พื้นที่อ่าวไทยก็จะมีผลกระทบด้วยโดยเฉพาะพื้นที่ จ.ตราด จ.จันทบุรี จ.ระยองในบางส่วน

นายเลิศชัย กล่าวว่า ช่วงต้นฤดูฝนปีนี้มีฝนตกน้อย จะเริ่มตกจริงในช่วงกลางเดือนมิ.ย. และตกหนักในเดือนก.ค. อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำยังมีไม่มาก โดยน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 35,005 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 49.8% ของความจุ น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 8.2% และน้อยกว่าปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ 13.7% ดังนั้นจะไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรง แต่จะมีปัญหาน้ำน้อยซึ่งการปลูกพืชนาปีจะเน้นให้ใช้น้ำท่าเป็นหลัก จะระบายน้ำในเขื่อนออกมาเท่าที่จำเป็นโดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ จะพยายามกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงแล้งปีถัดไปให้มากที่สุด

"ถ้าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในปีนี้อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย คาดว่าสิ้นฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ระดับ 54% ของความจุเขื่อน ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์จะอยู่ที่ 62% แต่ถ้าปริมาณฝนตกมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยจะมีปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลที่ 64% และเขื่อนสิริกิติ์ 75% ซึ่งจะมีปริมาณน้ำใช้การได้ไม่มาก การบริหารจัดการน้ำในช่วงแล้งปีหน้าจึงจะต้องเฝ้าระวัง" นายเลิศชัย กล่าว