ยายลอนเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัย หวั่นคนที่เสียผลประโยชน์ทำร้าย เผยอยู่ระหว่างปรึกษาลูกๆ-สามี จะเข้าโครงการคุ้มครองพยาน
คุณยายลอน มนัส เจ้าของที่ดินที่ใช้ในการจัดตั้งที่พักสงฆ์ป่าขันติธรรม บ้านยาง ตำบลยาง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนเองย้ายจากบ้านทุ่งนา เข้ามาอยู่ยังหมู่บ้านดังเดิมแล้ว ภายหลังจากทราบว่าพระครู คำไข เดินทางมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ และพาพระลูกวัดออกบิณฑบาตเช่นพระตามวัดทั่วๆ ไป ตนเองก็เป็นคนทำบุญ ที่รู้จักพระวิรพล ก็เพราะชอบทำบุญ และที่เข้ามาอยู่ที่ยังหมู่บ้านยางดังเดิมก็เพราะอยากจะมาทำบุญใส่บาตรพระทุกเช้าในช่วงเข้าพรรษา และอีกอย่างก็เริ่มรู้สึกว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะหนีออกไปอยู่กลางทุ่งนาเพียงลำพัง นึกว่าจะปลอดภัยไม่มีใครรู้ ที่ไหนได้ รู้หมดทุกคนทั้งผู้สื่อข่าว ทั้งชาวบ้าน และก็เชื่อว่าศัตรูก็น่าที่จะรู้ ก็เลยตัดสินใจเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดิมที่หมู่บ้านยาง จะได้ทำบุญไปด้วย และอยู่ใกล้เพื่อนบ้านด้วย
ยายลอน กล่าวต่อ ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เคยชักชวนตนให้เข้าร่วมโครงการคุ้มครองพยาน เพราะหวั่นว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะแท้จริงแล้ว ตนก็เป็นหนึ่งในพยานปากเอกเช่นเดียวกันกับอดีตภรรยาของหลวงปู่เณรคำ ที่ได้ขอการคุ้มครองพยานไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตนที่ไม่ขอก็เพราะ เคยสอบถามดีเอสไอแล้วว่า หากขอการคุ้มครองก็จะต้องเดินทางไปเป็นพยาน ซึ่งตนเองไม่ชอบเดินทางไกลๆ ขาก็ไม่ค่อยดี ทุกวันนี้ก็ใช้ไม้ค้ำเวลาเดินไกลๆ ซึ่งคณะดีเอสไอ ก็ตอบว่า หากใช้กฎหมายเข้าสู่โครงการคุ้มครองพยานก็จะต้องไปขึ้นศาล ตนไม่อยากไปขึ้นศาลเพราะไปมาลำบาก แต่จะไม่ไปตนก็เริ่มรู้สึกว่าจะไม่ปลอดภัยในชีวิตของตนต่อกรณีอดีตหลวงปู่เณรคำ จริงอยู่ว่าตนได้ให้ข้อมูลแก่คณะเจ้าหน้าที่ทั้งดีเอสไอ และปปง. รวมทั้ง ปปส.ว่าตนไม่รู้ไม่เห็นทุกกรณีที่หลวงปู่เณรคำไปกระทำการใดก็ตาม ตนที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็เพราะไปถวายที่ดินให้ตั้งวัดเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ก็ได้มอบอำนาจให้กับ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาไปดำเนินการที่จะตั้งวัดอย่างไรก็ได้มอบไปแล้ว แต่ก็หวั่นในความปลอดภัยของตนเช่นกัน ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาเสียผลประโยชน์ไปเขาจะเข้าใจไหมว่าเราไม่เกี่ยว ไม่ทราบ ขณะนี้กำลังปรึกษาลูกๆ และสามีอยู่ว่า หรือจะเข้าโครงการคุ้มครองพยานเพื่อความปลอดภัยของตน และลูกหลาน
อย่างไรก็ดี ขณะนี้พบว่าบริษัทก้าวหน้า เริ่มส่งคนมาขนข้าวของต่างๆ ที่พอที่จะมีค่านำกลับไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยจะแอบมาตอนที่ผู้สื่อข่าว หรือช่วงที่คนน้อยๆ มาเปิดประตูในอาคารกองทุนวัตถุมงคลที่ยังมีของมีค่า ทั้งหนังสือ วัตถุมงคลของหลวงปู่เณรคำ ที่ทางบริษัทเคยสร้างขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้แก่ญาติโยมที่เดินทางมากราบไหว้พระที่วัด รวมทั้งในช่วงที่มีงานสำคัญๆ ก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่พอเกิดเรื่องราวขึ้น ไม่มีใครสนใจเลย แถมนำออกไปทิ้งนอกบ้านตนด้วย






