ชี้คนไทยตายเพราะบุหรี่ปีละ5หมื่นคน

ชี้คนไทยตายเพราะบุหรี่ปีละ5หมื่นคน

ชี้คนไทยตายเพราะสูบบุหรี่ปีละ 50,700 คน รัฐเสียเงินค่ารักษาสูงถึง 52,200 ล้านบาท ขณะที่บริษัทค้าบุหรี่ทั่วโลกกำไรอื้อซ่า 1.75 แสนล้านบาท

จากกรณีบริษัทบุหรี่และสมาคมการค้ายาสูบไทย ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุขต่อศาลปกครอง เรื่องออกประกาศขยายภาพคำเตือนข้างซองบุหรี่จากเดิม 55% เป็น 85% โดยอ้างว่าจะส่งผลกระทบทำให้รายได้ของผู้ค้าบุหรี่ลดลง และไม่สามารถลดจำนวนคนสูบบุหรี่ลงได้จริง จึงขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและพิจารณาว่าการออกกฎกระทรวงชอบธรรมหรือไม่นั้น

นายจิรวัฒน์ อยู่สะบาย คณะทำงานด้านกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีการฟ้องร้องโดยธุรกิจยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ภายหลังกระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศให้เพิ่มขนาดคำเตือนบนซองบุหรี่ จาก 55% เป็น 85% โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2556 และให้มีผลบังคับใช้ วันที่ 2 ต.ค. 2556 ส่งผลให้บริษัท เจแปน โทแบคโค บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส และ สมาคมการค้ายาสูบไทย ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุขต่อศาลปกครอง 2 ประเด็น คือ 1.ขอให้ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อคุ้มครองชั่วคราวกรณีให้ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ วันที่ 2 ต.ค. ที่จะถึงนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถดำเนินการซื้อเครื่องจักรตามเงื่อนไขเพิ่มพื้นที่คำเตือนได้ทัน

ในชั้นไต่สวนที่ ศาลปกครองกลาง วานนี้ (2 ก.ค.) ทางทีมกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงต่อศาลว่าตามกำหนดระยะเวลา แม้จะกำหนดให้วันที่ 2 ต.ค. เป็นวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้วันแรก แต่จากการประชุมร่วมกันได้กำหนดให้มีการขยายระยะเวลาออกไป จนถึงวันที่ 30 มี.ค. 2557 ฉะนั้นตั้งแต่วันที่ออกประกาศกระทรวง วันบังคับใช้ และระยะเวลาขยายในการระบายของเก่า รวมแล้วเกือบ 1 ปี ซึ่งปกติให้ระยะเวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น ดังนั้นข้อกล่าวหานี้จึงฟังไม่ขึ้น

และ 2.ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนประกาศเพิ่มขนาดคำเตือน โดยทางผู้ฟ้องอ้างว่าการออกประกาศดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขทำเกินอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายแม่บทกำหนด ซึ่งเรายืนยันว่าการออกประกาศอยู่บนพื้นฐาน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ปี 2535 มาตรา 12 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศรายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขได้ ส่วนข้อกล่าวหาที่ระบุว่าการออกประกาศดังกล่าว ไม่เป็นไปตามรูปแบบและขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 57 วรรคสอง โดยอ้างว่ากระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย จริงๆ แล้วตามกฎหมายกำหนดว่าการรับฟังความคิดเห็น จะต้องเป็นโครงการของรัฐเท่านั้น

ยันไม่กระทบเครื่องหมายการค้า

"นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่าประกาศดังกล่าวของกระทรวงสาธารณสุข สร้างภาระเกินสมควรให้กับประชาชน และผู้ประกอบการธุรกิจยาสูบเกินสมควร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อกล่าวอ้างที่ฟังไม่ขึ้นทั้งสิ้น ขณะเดียวกันฝ่ายผู้ประกอบการก็พยายามชูประเด็นว่า การเพิ่มขนาดของคำเตือน ส่งผลกระทบต่อสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า ประเด็นนี้หากไปดูถึงข้อกำหนดของประกาศ ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า พื้นที่อีก 15% ที่เหลือ สามารถปรับรูปแบบของโลโก้ได้ตามอิสระ ประชาชนยังจำแนกได้บุหรี่เป็นของยี่ห้ออะไรเหมือนเดิม" นายจิรวัฒน์ กล่าว

นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงกรณีบริษัทบุหรี่ฟ้องร้องกระทรวงสาธารณสุขต่อศาลปกครอง กรณีออกประกาศให้เพิ่มขนาดคำเตือนบนซองบุหรี่จาก 55% เป็น 85% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ต.ค. นี้ ว่า เป็นเพียงมาตรการข่มขู่เพื่อยืดการบังคับใช้กฎหมายออกไป อุรุกวัย กำหนดให้คำเตือนมีขนาด 80% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2553 ประเทศศรีลังกา กำหนดให้คำเตือนมีขนาด 80% เช่นกัน แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้เพราะบริษัทบุหรี่ไปฟ้องศาลแต่แพ้ความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างศาลฎีกาตัดสิน ในขณะที่ออสเตรเลียมีคำเตือนบนซองบุหรี่ใหญ่ที่สุดในโลกเฉลี่ย 85% คือ ด้านหน้า 75% และด้านหลัง 100% บริษัทบุหรี่เคยฟ้องรัฐบาลออสเตรเลีย ศาลยังตัดสินว่ามาตรการเรื่องนี้ของรัฐไม่ได้ละเมิดเครื่องหมายการค้า ดังนั้นคิดว่ากรณีของประเทศไทยไม่น่าจะแตกต่างจากที่อื่น

"การล้มประกาศกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้เป็นเพียงการข่มขู่ หวังผลกำไรสูงสุดของบริษัท เพราะบริษัทบุหรี่ออกแบบซองเพื่อดึงดูดวัยรุ่น ดังนั้นจึงมีการแทรกแซงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้านข้อความคำเตือนบนซอง ภาพคำเตือน การขึ้นภาษี ซึ่งขณะนี้นี้ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่ได้ผ่านการประชาพิจารณ์แล้ว อยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดเพื่อให้ รมว.สาธารณสุข นำเสนอ ครม." นพ.ประกิต กล่าว

ด้าน นางสาวบังอร ฤทธิภักดี ผู้อำนวยการเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบในอาเซียน (SEATCA) กล่าวว่า บริษัทบุหรี่รู้ดีว่าการพิมพ์ภาพคำเตือน 85% จะมีผลทำให้ยอดขายลดลง ดังนั้นการฟ้องกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ไม่ต่างจากที่บริษัทบุหรี่ฟ้องประเทศอื่นๆ ซึ่งล้วนฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะการที่บอกว่ามาตรการนี้ทำให้บริษัทเสียหายทั้งที่โดยแท้จริงแล้วบริษัทบุหรี่ทั้งในและต่างประเทศสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย จากการที่ใช้เงินไปรักษาโรคนี้ถึงปีละ 52,200 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 0.5% ของจีดีพี สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ถึงปีละ 50,700 คน

ขณะนี้มาตรการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ในกว่า 60 ประเทศทั่วโลกแต่จะมีขนาดที่แตกต่างกัน แต่มีหลายประเทศไม่สามารถกำหนดให้มีขนาดใหญ่เท่าประเทศไทยได้ เพราะว่าถูกบริษัทบุหรี่ล็อบบี้ไม่ให้กฎหมายผ่าน หรือฟ้องร้องประเทศที่ต้องออกกฎหมายขยายภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ที่มีขนาดใหญ่กว่า 75% เช่น ประเทศบรูไน 75% บริษัทบุหรี่ก็ไม่ฟ้อง เพราะฉะนั้นการฟ้องร้องกระทรวงสาธารณสุขในขณะนี้ เราก็เชื่อว่าเขาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ แต่เป้าหมายคือการล้ม พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่" นางสาวบังอร กล่าว

นางสาวบังอร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคจากบุหรี่ปีละ 50,700 คน มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกปีละ 6 ล้านคน ขณะที่บริษัทบุหรี่ได้รับกำไรมหาศาล โดยข้อมูลเมื่อปี 2553 พบว่า บริษัทบุหรี่แห่งชาติจีนมีกำไรอยู่ที่ 496,000 ล้านบาท บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส อัลเทรีย ได้กำไร 232,500 ล้านบาท บริษัท บริชออเมริกัน โทแบคโค ได้กำไร 130,200 ล้านบาท บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ยูเอสเอ 120,900 ล้านบาท บริษัท อิมพีเรียล โทแบคโค 62,000 ล้านบาท บริษัท เจแปน โทแบคโค 46,500 ล้านบาท และ โรงงานยาสูบไทย 5,817 ล้านบาท ทั้งนี้กำไรสุทธิของทั้ง 6 บริษัท ซึ่งไม่รวมของโรงงานยาสูบไทย เท่ากับ 35,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 1750,000 ล้านบาท เท่ากับกำไรของบริษัทโค้ก ไมโครซอฟท์ และ แมคโดนัลด์ รวมกัน
ยันเพิ่มขนาดเตือน ทำให้คนเลิก

ผศ.ลักขณา เติมศิริกุลชัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลกของประเทศไทย เมื่อปี 2552 โดยผู้ที่เคยเห็นภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ แล้วคิดอยากจะเลิกในกลุ่มอายุ 15-24 ปี คิดเป็น 67.3% อายุ 25-44 ปี คิดเป็น 70.6% อายุ 45-59 ปี คิดเป็น 66.5% อายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็น 55.1% แต่จากผลการศึกษาในปี 2554 กลับพบว่าภาพคำเตือนมีผลให้อยากเลิกบุหรี่ มีอัตราลดลงในทุกกลุ่มอายุ โดยอายุ 15-24 ปี 59.3% อายุ 25-44 ปี 66.6% อายุ 45-59 ปี 63.5% และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป 52% ทั้งนี้เนื่องมาจากการใช้ภาพเดิมๆ ที่ใช้มากว่า 2-3 ปีแล้ว ทำให้ไม่เกิดแรงดึงดูดใจ ดังนั้น จึงมีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้เพิ่มขนาดภาพคำเตือนบนซองบุหรี่เพิ่มเป็น 85% เพราะว่ามีงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่าขนาดภาพคำเตือนที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ผู้สูบบุหรี่อยากเลิกมากขึ้น และทำให้อยากสูบน้อยลง