วสท.ชำแหละขั้นตอนที่ถูกต้องโครงการน้ำ3.5 แสนล้านบาท จวก"ปลอดประสพ"ให้อ่านกฏหมายอีไอเอ
หลังจากศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีคำพิพากษาในคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้าน 45 รายฟ้องเพิกถอนโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.5แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยศาลมีคำสั่งให้ภาครัฐจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ตามมาตรา 57 วรรคสอง และศึกษารายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก่อนจะเซ็นสัญญากับภาคเอกชนนัั้น
สภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)จัดเสวนา" ขั้นตอนที่ถูกต้องทางวิศวกรรม และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการเดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำ"ขึ้น โดยเชิญนักวิชาการ ตัว แทนองค์กรพัฒนาเอกชน อาทิ นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน นายหาญณรงค์ อยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการเข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีผู้สนใจร่วมรับฟังจำนวนมาก
นายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกสมาคมวสท. กล่าวว่า ภายหลังทางวสท.ได้เคยทักท้วงโครงการน้ำ 3.5แสนล้านบาท อย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 1 ปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการดำเนินงานที่ผิดหลักขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และตามหลักวิชา การวิศวกรรมที่ทั่วโลกเขาใช้กัน จะทำให้การบริหารจัดการโครงการนี้ ไม่ประสบความสำเร็จได้นั้น แต่รัฐบาลไม่ยอมฟังคำทักท้วงของวสท.จนกระทั่งศาลปกครองมีคำพิพากษาออกมาแล้ว โดยยืนยันว่าวสท.ไม่ได้มีอคติใดๆที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือหักล้างโครงการของรัฐบาล แค่อยากเห็นโครงการสำเร็จ แต่จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องตามขั้นตอน เท่านั้น ซึ่งการรับฟังความเห็นครั้งนี้วสท.จะจัดทำข้อสรุปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อชี้ทิศทางการทำงานที่ถูกต้องต่อไป
จี้ประเมินยุทธศาสตร์โครงการ
นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ในการจัดโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ควรหลักการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งถือเป็นกระบวนการวิเคราะห์เชิงระบบเพื่อการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินระดับนโยบาย แผน และโปรแกรมมาใช้ แต่เนื่องจากเป็นเพียงมติครม.ในปี 2548 และไม่ได้บังคับว่าทุกโครงการจะต้องทำ ดังนั้นโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านจึงไม่เริ่มขั้นตอนศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ และข้ามขั้นตอนมาจัดจ้างเอกชนทำโครงการ
"ขั้นตอนทางวิศวกรรม จะต้องเริ่มจากขั้นตอนแรกคือ การประเมินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจจะใช้เวลา 1 ปีเพื่อให้เห็นผลกระทบในภาพรวมทั้งหมดก่อน จากนั้นหากจะเริ่มดำเนินโครงการต้องศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ความคุ้มทุนทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชน ซึ่งการศึกษารายงานอีไอเอ และอีเอชไอเอจะอยู่ในกระบวนนี้ ส่วนขั้นตอนที่ 3 คือการการออกแบบและรายละเอียดของโครงการนั้นๆ ก่อนที่จะว่าจ้างเอกชนดำเนินโครงการ ซึ่งโครงการน้ำขาดทุกกระบวนการ แต่นำโครงการต่างๆมาเย็บเล่มมาทำเป็นขนมชั้น แล้วเดินหน้าทันที อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะยังดื้อเดินหน้าโครงการต่อ แม้จะมีคำพิพากษามาแล้ว ผมขอท้าว่าถ้าทำแล้ว กล้าสัญญากับประชาคมว่าโครงการนี้ทำได้แล้วคุ้มหรือไม่ แต่หากเกิดความเสียหายแล้วผมจะเอาเงินคืนจากลูกหลานของคนที่ทำสัญญาได้หรือไม่"นายธงชัย ระบุ
"ฟลัดเวย์"น่าห่วงจี้"ปลอดประสพ"ลดฐิติ
ด้านนายสุวัฒนา จิตตลดากร ประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งนํ้า วสท. กล่าวว่า กรณีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย(กบอ.)ระบุว่าโมดูลเอ 5 โครงการจัดทำทางผันน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ว่าไม่ต้องทำรายงานอีไอเอเพราะในกฎหมายลูกไม่ได้เขียนไว้ว่า โครงการฟลัดเวย์ โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระ ยา เป็นตัวที่น่าห่วงมากที่สุดในทางวิศวกรรมเพราะเป็นการผันน้ำข้ามลุ่ม เอาน้ำจากแม่น้ำปิงลงมาแม่กลอง 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งต้องขุดคลองความยาวเกือบ 300 กม.โดยการดึงน้กออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยมีแม่น้ำ 4 สายเคยไหลมารวมกันจะเหลือเพียงแค่แม่น้ำวัง ยม และน่าน และส่งผลให้ระบบน้ำ เจ้าพระยาขาดความสมดุล โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งยอดน้ำทีี่หายไปจะกลายเป็นโจทย์ใหม่ในการบริหารจัดการน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในเขตภาคกลาง รวมถึงผลกระทบในระบบน้ำตอนล่าง เนื่องจากปริมาณน้ำที่จะไล่น้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนหายไปจำนวนมาก
นายสุวัฒนา กล่าวว่า ฟลัดเวย์เป็นเรื่องที่กระทบต่อระบบน้ำ ระบบสิ่งแวดล้อมและนิเวศน์ในภาพรวม และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งการศึกษาอย่างเป็นระบบในโครงการนี้ยังไม่มีความชัดเจน แม้แต่แนวเส้นทางผันน้ำหลากที่ยังไม่ได้กำหนด แต่กลับเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท และภายใต้ระยะเวลาเพียง 5 ปีไม่มีทางทำได้แน่ เพราะถ้าตามแผนที่วางไว้ระยะทาง 300 กม.นั้นจะต้องผ่านกี่ชุมชน กี่หมู่บ้านที่ต้องเจรจาอพยพและค่าเวนคืน ตัวเลขตรงนี้ได้คิดไว้หรือไม่และจะกลายเป็นภาระผูกพันทางการเงินกับรัฐ
"ผมคิดว่าในเมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วอยากจะขอร้องให้นายปลอดประสพ ลดฐิติ เพราะไม่ใช่การเสียหน้า อะไรที่กระทบทางสวล.แล้วต้องกลับมาดำเนินการก่อน ซึ่งการทักท้วงของวสท.ที่ผ่านมาเน้นย้ำการปฏิบัติตามขั้นตอนทางวิศวกรรม เพราะแม้แต่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ยังต้องศึก ษาความเหมาะสมในทางเทคนิคมาก่อนดำเนินงาน ซึ่งในระยะต่อมาต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยหลังจากมีการออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมในปี 2535 ขณะที่นับแต่ในอดีตตั้งแต่ปี 2500-2540 กรมชลประทานเคยสร้างเขื่อนมาแล้วนับหมื่นตัว ทั้งขนาดใหญ่ กลางและเล็กยังต้องศึกษาทางสิ่งแวด ล้อม" รศ.ดร.สุวัฒนา ระบุ
จวก"ปลอดประสพ"ให้อ่านกม.อีไอเอ
ส่วนนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการนํ้าแบบบูรณาการ กล่าวว่า ขอให้นายปลอดประสพ กลับไปอ่านประกาศกฎกระทรวง ทส.วันที่24เม.ย.2550 เรื่องโครงการที่ต้องทำรายงานอีไอเอระบุชัดเจนว่าโมดูล เอ5 ที่ทำการผันน้ำข้ามลุ่มอยู่ในอีไอเอประเภทที่ 34 ส่วนการ ประตูกั้นแม่น้ำสายหลักระบุในประเภทที่ 35 นอกจากนี่จากการตรวจสอบยังมี 4เขื่อนในโมดูลเอ 1 มีที่ต้องทำรายงานอีเอชไอเอ เพราะมีระดับกักเก็บน้ำเกิน 100 ล้านลบ.เมตร คือเขื่อนยมบน เขื่อนยมตอนล่าง แม่วงก์
นายหาญณรงค์ เสนอว่า ส่วนกรณีที่นายปลอดประสพอ้างว่า สามารถทำประชาพิจารณ์ได้ภายใน 2 เดือน ขอเตือนว่าข้อมูลจะต้องมาจากเอกสารจากทุกโมดูลนำไปรับฟังถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ไม่ใช่การจัดนิทรรศการเคลื่อนที่ไปแสดงที่ศาลากลางแล้วให้คนมายกมือ หากเป็นแบบเดิม ก็จะผิดคำสั่งศาล และไม่ถือว่าเป็นกระบวนการรับฟังตามมาตรา57 วรรคสองซึ่งภาคประชาชนก็จะไม่ยอมรับเช่นเดิม
"ดังนั้น เมื่อศาลรับ และมีคำพิพากษาแล้ว และทางป.ป.ช.ก็รับคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นทัั้งหมด ไม่มีใครทำร้ายนายปลอดประสพ แต่เขาทำตัวเองเพราะไม่ยอมฟังใคร"นายหาญณรงค์ ระบุ
เครือข่ายประชาชนจ่อฟ้องอีกคดี
ขณะที่นายปรเมศวร์ มินศิริ เครือข่ายภาคประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้ได้เขียนคำฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเตรียมยื่นฟ้องกรณีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนพ.ศ.2548 ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 เนื่องจากเปิดช่องให้การเปิดรับฟังความเห็นในข้อ 8 โดยใช้การเผยแพร่ข้อมูลกับประชาชนได้ และข้อ 9 ของระเบียบที่ระบุให้ใช้วิธีการรับฟังอย่างหนึ่งอย่างใดเช่นการสำรวจความเห็น โดยใช้ สัมภาษณ์รายบุคคล ทางไปรษณีย์ ทางโทรศัพท์ ทำให้ถูกนำไปกล่าวอ้างว่าการจัดนิทรรศการน้ำของรัฐบาลครั้งแรกในกทม.ที่ห้างใหญ่แห่งหนึ่งที่นายปลอดประสพ ระบุว่ามีคนมาดูเป็นแสนราย แต่จากที่เข้าร่วมมีคนดูวันละ 2,000-3,000ราย และรวมแล้วไม่เกิน 1 หมื่นรายแน่ ส่วนเวทีที่เชียงใหม่ในการประชุมน้ำโลก ก็ไม่ได้มีคนส่วนได้เสียจากโครงการเข้าไปดู ตรงนี้จึงไม่ใช่การรับฟังความเห็นประชาชาชนแน่นอน
ยกเขื่อนใหญ่ในพระราชดำริยัทำอีไอเอ
ด้านนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลชี้มา 2ประเด็นหลักทั้งการรับฟังความคิดเห็น และการทำกระบวนการทางสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะเซ็นสัญญา อย่าทำแบบเหมาเข่งโดยไม่ได้ศึกษาทางวิศวกรรม โดยเขื่อนขนาดใหญ่ที่กรมชลประทานเคยดดำเนินการในอดีต เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และโครงการลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราชยังต้องทำตามกระบวนการคือการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม การรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านในพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม หากมีผลกระทบจะมีทีมทำความเข้าใจประชาชน และการศึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้สงสัยว่ารัฐธรรมนูญ บอกแล้วทำไมรัฐบาล หรือนายปลอดประสพ ถึงยังไม่รู้เรื่องกระบวนการตามกฎหมาย









