วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ผ่าตัด" ฮีโร่หนูน้อย หัวใจผิดปกติ

ยุคสมัยนี้ โรคหัวใจผิดปกติในเด็ก สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด

แม้จะได้ยินว่า "ลูกเป็นโรคหัวใจ" แต่อวัยวะก้อนเนื้อด้านซ้ายของพ่อแม่จะไม่สลายตามไป เพราะยุคสมัยนี้ โรคหัวใจผิดปกติในเด็ก สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด

สถิติของผู้ป่วยโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งอัตราผู้ป่วยในปัจจุบันมีอยู่กว่า 17,000 ราย ส่วนอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 31.4 ต่อประชากรแสนคนในปี 2554 หลายคนต่างเป็นห่วงคุณภาพชีวิตประชากรไทยและตื่นตัวที่จะสร้างภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งการเข้าถึงด้านสาธารณสุข ออกกำลังกาย และการรับประทานอาหาร


แต่ที่น่าตกใจและละเลยไม่ได้เด็ดขาด เพราะในจำนวนดังกล่าวนั้น รวมเอา “ลูกหลานของเรา” ไว้ด้วย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เด็กป่วยเป็นโรคหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิดมีอยู่กว่า 8,000 คนเลยทีเดียว และใน 20% ของเด็กที่ป่วยโรคหัวใจต้องได้รับการผ่าตัดภายในอายุ 1 ปี หรือบางรายภายใน 1 เดือน มิฉะนั้นจะเสียชีวิตหรือผ่าตัดไม่ได้

ไม่รู้สาเหตุ ยิ่งต้องรักษา

ศาสตราจารย์นายแพทย์บุญชอบ พงษ์พาณิชย์ ประธานกรรมการมูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ กล่าวว่า สาเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ไม่ว่าจะเป็นผนังหัวใจรั่ว ปิดไม่มิด ลิ้นหัวใจตีบหรืออุดตัน หลอดเลือดหัวใจสลับ หรือมีหัวใจไม่ครบทั้ง 4 ห้อง ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากปัจจัยใด บ้างสันนิษฐานกันในกลุ่มแพทย์ว่าเกิดจากโครโมโซมที่ผิดปกติ และกว่า 40% เกิดจากอาการดาวน์ซินโดรม อีกทั้งยังเกิดเพราะแม่อายุน้อยหรือมากเกินไปด้วย หรือบางครั้งอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในกรณีที่แม่เป็นโรคหัวใจก็ส่งผลถึงลูกได้เช่นกัน

"แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่าเด็กที่เกิดมาแล้ว เขาไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคหัวใจ เพียงแต่รู้ว่าเหนื่อยมากกว่าเพื่อนๆ แม้จะยังไม่ได้ทำอะไรหนักๆก็ตาม แต่ที่หนักกว่านั้นคือพ่อแม่ต่อต้านการรักษา เพราะความเชื่อว่า การผ่าตัดอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้"

ทำให้บางส่วนยังไม่ได้เข้ารับการตรวจรักษา รวมทั้งเด็กโรคหัวใจในชนบท ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิต แต่ถ้าตัดสินใจว่าจะขอรับการผ่าตัด ก็ต้องเจออุปสรรคก้อนโต นั่นคือ พ่อแม่ของเด็กไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่าย ซึ่งจะอยู่ที่คนละ 15,000-25,000 บาทได้ ตอนนี้เด็กจำนวนมากยังรอคอยการผ่าตัด และมีจำนวนสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี

นอกจากนั้นยังมีเด็กๆ กว่า 20% เป็นผู้พิการซ้ำซ้อน จึงต้องได้รับการผ่าตัดโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญเป็นพิเศษ แต่ก็พบกับปัญหาใหญ่เรื่องความไม่พร้อมของทีมแพทย์ และพยาบาลในกรณีผ่าตัดเด็กเล็กซึ่งมีความซับซ้อนและต้องชำนาญมากกว่าการผ่าตัดหัวใจผู้ใหญ่

แถมจำนวนสถาบันผ่าตัดเด็กโรคหัวใจในปัจจุบันมีจำนวนจำกัด จะมีก็เพียงคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งต้องทำการผ่าตัดทั้งผู้ใหญ่และเด็ก รวมทั้งโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ สามารถผ่าตัดเด็กได้ปีละไม่เกิน 2,500 คนเท่านั้น จึงมีความจำเป็นต้องระดมความร่วมมือจากเอกชนผ่าตัดหัวใจนอกเวลาราชการ ผ่าน “โครงการผ่าตัดเด็กโรคหัวใจ 60 ราย” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา เพื่อช่วยเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วประเทศ โดยมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว (ประจักษ์-ละออ ตั้งคารวคุณ) ร่วมกับมูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็กพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ

รู้ก่อน รักษาก่อน

ศาสตราจารย์นายแพทย์บุญชอบ กล่าวต่อว่า แนวทางแก้ปัญหานี้ต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง เริ่มจากการคัดกรองผู้ป่วยจากทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ เนื่องจากเด็กกว่า 40% ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคหัวใจหรือขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยากต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย จึงต้องเร่งฝึกอบรมบุคลากรคัดกรองเด็กป่วยเป็นโรคหัวใจให้สามารถใช้อุปกรณ์ตรวจคลื่นเสียงหัวใจและวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งใช้จิตวิทยากระตุ้นให้คนไข้เข้ารับการตรวจรักษาให้เร็วที่สุด
วันเพ็ญ เย็นเสมอ คุณแม่ของน้องบี-กัลยากร ขันคำ เด็กน้อยผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจรั่ว ซึ่งส่งตัวลูกสาวเข้ารับการรักษาอย่างไม่ลังเลใจ เธอเล่าว่า หลังจากที่เธอสังเกตเห็นว่าตอนลูกสาวอายุประมาณ 7 ปี มีอาการเหนื่อยผิดปกติ เหมือนคนทำงานหนักตลอดเวลา หายใจติดขัด เหงื่อไหลตลอด บ้างหายใจทางปาก จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลเด็ก หลังจากตรวจพบก็ตัดสินใจผ่าตัดทันที


“ตอนที่คุณหมอบอกต้องผ่าตัด เราก็คิดว่าเหมือนชีวิตลูกทั้งชีวิตเป็นเดิมพัน แม้จะมีความเสี่ยง 5% เพราะน้องบีสมบูรณ์ เราก็เชื่อมั่นในความสามารถของหมอ แล้วก็คิดว่าไม่มีใครอยากให้เกิดข้อผิดพลาดหรอก เราเลือกไม่ได้แล้ว เราก็ต้องมั่นใจ ไม่มีอะไรน่ากลัว อย่ารอให้เกิดสิ่งผิดปกติมากกว่านี้เลย เราเห็นเด็กที่มีอาการมาก บางคนร้องไห้หนัก ตัวเขียว เล็บมือเล็บเท้าเขียวมาก เราไม่รอให้ลูกเป็นอย่างนั้น"

วันเพ็ญ กล่าวต่อว่า หลังจากผ่าตัดกว่า 4 ชั่วโมง อาการป่วยของน้องบีก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ไม่เหนื่อย เหงื่อก็ออกน้อย และฟื้นตัวเร็ว อาจยังต้องล้างแผลที่ผ่าตัด ขณะเดียวกันก็ต้องคอยดูแลเรื่องอาหาร หลีกเลี่ยงของเผ็ด เครื่องปรุงรสที่มีความเค็มมาก ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารที่มีผงชูรส และต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนและเกิดอาการข้างเคียงอีกประมาณ 2 เดือน และต้องพร้อมตั้งรับหากเกิดกรณีข้างเคียงหรืออาจต้องได้รับการผ่าตัดซ้ำจากอาการผิดปกติอื่นๆด้วย
ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ลูกสาวของเธอได้ "ชีวิตใหม่" และใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กคนอื่นๆแล้ว