ประชุมผู้นำน้ำเห็นพ้อง ทรัพยากรน้ำมีส่วนสำคัญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในอนาคต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพรรษา จ. เชียงใหม่ นายอภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานอนุกรรมการ ด้านสารัตถะของการประชุมการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 มีขึ้นในระหว่างวันที่ 14-20 พ.ค. 2556 เปิดเผยว่า ในการหารือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำในด้านต่างๆ จาก 40 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง โดยมีผู้นำจาก 9 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ บรูไน ฟิจิ จอร์เจีย บังกลาเทศ สปป.ลาว นีอูเอ และวานูอาตู ที่ได้เห็นพ้องว่า "น้ำ" เป็นทรัพยากรที่สำคัญและเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวิถีชีวิต ขณะเดียวกันการพัฒนาประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นพ้องให้ประชาชนได้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด ปัจจัยขั้นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ที่เป็นความมั่นคงทางน้ำ และรับมือกับความท้าทายทางน้ำในรูปแบบใหม่ รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้ และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน
นายอภิชาติ กล่าวว่า ในส่วนการประชุมวิชาการด้านน้ำ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 พ.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ 7 หัวข้อ อาทิ ความมั่นคงทางน้ำในการเกษตร ความมั่นคงทางน้ำในการอุปโภคบริโภค ความเสี่ยงความท้าทายทางน้ำ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ประเทศไทยได้เสนอ ที่มีกรณีศึกษาจากสถานการณ์น้ำในประเทศไทย โดยที่ประชุมมีความเห็นว่า ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ และยอมรับว่า ยังไม่สามารถจัดหาน้ำให้กับประชาชนที่อยู่ห่างไกลได้อย่างทั่วถึง รวมไปถึงยังมีปัญหาน้ำที่มาจากภาคอุตสาหกรรม ที่ยากต่อการจัดการและแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า จะยอมแพ้ แต่จะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหากันต่อไป
นายอภิชาติ กล่าวอีกว่า อุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำไม่บรรลุตามเป้าหมาย เป็นเรื่องการบริหารจัดการและงบประมาณ ในที่ประชุมเห็นว่า ควรนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการกับปัญหาน้ำที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งสำคัญแต่ละประเทศต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมือง เพื่อได้จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ และสรรหาเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ปัญหาน้ำไม่ใช่เป็นเรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน ที่ควรเน้นการกระจายอำนาจให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการคิดและทำ รวมทั้งควรนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ในกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ มาผสมผสานใช้ให้กับเทคโนโลยี นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่นำไปสู่การอนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ได้มีการจัดเวทีคู่ขนาน เป็นการประชุมของกลุ่มเยาวชนจาก 14 ประเทศ ที่ได้สรุปผลการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน และได้แสดงเจตนารมณ์ 3 หัวข้อคือ 1) ปลูกจิตสำนึกการรักษาและพัฒนาน้ำอย่างยั่งยืน 2) กระทรวงศึกษาธิการของแต่ละประเทศ จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพให้กับเด็ก ตั้งแต่อนุบาล - อุดมศึกษา และ 3) ผลักดันให้ประชาชนได้มีตระหนักถึงคุณค่าน้ำและใช้ทรัพยากรทุกประเภท โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำอย่างมีจิตสำนึกและรู้คุณค่า









