วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'หยุด'มะเร็งปากมดลูก

ที่ผ่านมา ผู้หญิงไทยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสูงสุดเพียงร้อยละ 50 ไม่เคยตรวจเลยร้อยละ 37

งานสัมมนา “ก้าวที่กล้าเพื่อยุติมะเร็งปากมดลูกในหญิงไทย” จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเร็วๆ นี้ น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลปฏิบัติมาโดยตลอดคือ การกำหนดให้ผู้หญิงไทยทุกคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และให้ตรวจคัดกรองต่อเนื่องทุก 5 ปี

แต่ข้อเท็จจริงนี้ รศ.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ผู้หญิงไทยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสูงสุดเพียงร้อยละ 50 ไม่เคยตรวจเลยร้อยละ 37 สาเหตุที่ไม่เข้ารับการตรวจ และไม่เข้ารับการตรวจซ้ำทุก 5 ปีนั้น เป็นเพราะเขินอาย และกังวลว่าจะพบเชื้อ

ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ กล่าวเสริมว่า การตรวจคัดกรองเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว เจอเชื้อเร็วเท่าไหร่ก็รักษาให้หายขาดได้เร็วเท่านั้น แต่ประเด็นคือปัจจุบันโลกเรามีวิทยาการที่ก้าวหน้าแล้ว เรามีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีแล้ว ไม่ต้องรอให้ติดเชื้อก่อน แล้วไปพยายามรักษาเอาตอนที่คัดกรองเจอ ทำไมไม่ป้องกันก่อน

วัคซีนนี้ทำมาจากเปลือกไวรัส ไม่มีอันตราย แต่ช่วยป้องกันการติดเชื้อที่ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ จริงๆ แล้วเป็นสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ขั้นพื้นฐานตามข้อตกลง ICPD ด้วยซ้ำ หมายถึงว่าหากมีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้หญิงดีขึ้น รัฐบาลก็ต้องจัดสรรให้

ในเรื่องวัคซีนเอชพีวี ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การศึกษาที่ผ่านมาบอกว่า สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงไทยมากที่สุดคือสายพันธุ์ 16 กับ 18 ซึ่งวัคซีนเอชพีวีที่มีอยู่ในโลกตอนนี้ก็ป้องกันทั้งสองสายพันธุ์นี้ได้ 100% ในการฉีดก็ควรจะฉีดให้แก่เด็กผู้หญิงก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก หรือควรจะอายุ 9- 12 ปี วัคซีนจะมีทั้งหมด 3 เข็ม เข็มที่หนึ่งกับสองฉีดห่างกัน 1-2 เดือน เข็มที่สาม 6 เดือนหลังจากเข็มที่หนึ่ง ฉีดครบสามเข็มก็สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ยาวนับ 30 ปี โดยไม่ต้องฉีดกระตุ้น

ถามว่าถ้ามีเพศสัมพันธ์ไปแล้วจะฉีดได้ไหม ก็ตอบว่าสามารถฉีดได้ มันอยู่ที่ว่าเรารับเชื้อเข้าไปแล้วหรือยัง บางทีบางคนมีเพศสัมพันธ์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเชื้อมา แบบนี้ก็ยังฉีดป้องกันได้ หรืออาจจะฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำก็ได้

เรื่องราคาของวัคซีนเอชพีวีที่หลายฝ่ายกังวลว่า อาจจะแพงจนเกินเอื้อมของรัฐบาลไทยหรือไม่ รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้กล่าวถึงผลการศึกษาด้านความคุ้มค่าของการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กผู้หญิงว่า ผลการศึกษาแสดงถึงความคุ้มค่าของวัคซีนเอชพีวี หมายความว่าเมื่อวัดมวลรวมของการมีความสุข เพราะไม่มีการเจ็บป่วยและสูญเสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งปากมดลูกแล้ว ตัวเลขที่ได้เป็น 1.2 เท่าของจีดีพี แสดงว่าวัคซีนนี้มีความคุ้มค่า และนี่เป็นการศึกษาที่ราคาปัจจุบันของวัคซีนคือราคาเข็มละ 2,000 บาท สามเข็ม 6,000 บาท

ดังนั้น หากจัดซื้อวัคซีนเอชพีวีให้แก่เด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีทุกคน ย่อมหมายถึงการซื้อในปริมาณที่มหาศาล ซึ่งย่อมทำให้ราคายิ่งต่ำลง และก็จะยิ่งมีความคุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้วัคซีนนี้ยังสามารถป้องกันโรคอื่นที่เกิดจากไวรัสเอชพีวีได้อีกด้วย เช่น โรคหูดหงอนไก่

"ในฐานะของคนเป็นพ่อที่มีลูกสาว เราคงไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าลูกสาวของเราจะเสียชีวิตด้วยโรคอะไร แต่อย่างน้อยที่สุด ผมเชื่อว่าหากคุณกุ้งนาง ได้มีโอกาสได้รับวัคซีนเอชพีวี และวันนี้ผมและครอบครัวก็อาจจะไม่ต้องพบกับความโศกเศร้าจากการสูญเสียเธอไป” ปิดท้ายด้วยคุณสุประวัติ ปัทมสูต ศิลปินแห่งชาติสาขาการแสดง ผู้ซึ่งสูญเสียลูกสาวไปด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก