ประธานบอร์ดค่าจ้างแจงข้อเสนอคสรท.ให้เลิกมติคงค่าจ้างวันละ 300 บาทไว้ 2 ปี ชี้ยังไม่จำเป็นต้องทบทวนมติ
นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน(รง.)ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง กล่าวถึงข้อเรียกร้องของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) ที่เสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างยกเลิกมติการคงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทไว้เป็นเวลา 2 ปีไปจนถึงปีพ.ศ.2558 ว่า มติของคณะกรรมการค่าจ้างได้เปิดช่องไว้หากกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนจนกระทบถึงเศรษฐกิจไทย ก็อาจจะมีการทบทวนในเรื่องการคงอัตราค่าจ้างขั้นวันละ 300 บาทไว้ 2 ปี แต่ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทบทวน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของไทยโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ประธานคณะกรรมการค่าจ้าง กล่าวอีกว่า ส่วนข้อเรียกร้องของแรงงานที่เสนอว่าหากไม่มีการยกเลิกการคงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ไว้ 2 ปี ก็ให้กระทรวงแรงงานส่งเสริมให้สถานประกอบการต่างๆ ปรับขึ้นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามอายุงานและประสบการณ์ทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานจะสนับสนุนให้แรงงานมีการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อให้ได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ปัจจุบันกระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.)ได้จัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานไว้ประมาณ 200 สาขาอาชีพ แต่ในจำนวนนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานจำนวน 22 สาขาอาชีพและขณะนี้กพร.ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)สมาคมวิชาชีพต่างๆ และภาคเอกชนจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายจะให้ได้ครบ 100 สาขาอาชีพ
"แม้ไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในช่วง 2 ปี แต่กระทรวงแรงงานจะส่งเสริมให้แรงงานช่างฝีมือพัฒนาทักษะฝีมือของตนเองเพื่อให้ได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เมื่อแรงงานช่างฝีมือแต่ละสาขาอาชีพผ่านการทดสอบและได้รับใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานแต่ละระดับตามสาขาที่ตนเองทำงานอยู่ก็สามารถนำไปยื่นต่อนายจ้างให้ปรับขึ้นค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน หากนายจ้างไม่จ่ายจะมีความผิดตามกฎหมายโดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอให้แรงงานที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาร้องเรียนได้ที่กระทรวงแรงงาน อย่างไรก็ตาม อยากขอความร่วมมือสถานประกอบการต่างๆ ให้จ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้าง เพื่อจะได้มีขวัญและกำลังใจในการพัฒนาทักษะฝีมือ ทำให้ลูกจ้างมีรายได้สูงขึ้นและรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ขณะเดียวกันนายจ้างจะได้รับประโยชน์โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพที่ดี"นพ.สมเกียรติ กล่าว
นายแล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะกรรมการค่าจ้างควรทบทวนมติดังกล่าว ควรจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีพ.ศ.2557 เพื่อให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำสอดคล้องกับค่าครองชีพ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของไทยกับต่างประเทศโดยนำปัจจัยต่างๆมาร่วมพิจารณา เช่น ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(จีดีพี) ราคาสินค้าและบริการ ทั้งนี้ ควรปรับค่าจ้างให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี
"แรงงานไทยควรได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ประเทศที่เจริญแล้วก็ล้วนจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่สูงทั้งนั้น หากรัฐบาลเกรงจะเกิดผลกระทบกับสถานประกอบการ ก็ต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดีในการช่วยเหลือภาคธุรกิจต่างๆ"นายแล กล่าว









