วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ข้อเทียม'ถึงคราวต้องยอมรับ

ปวดข้อกับผู้สูงอายุเป็นของคู่กันที่ยากจะเลี่ยง เช่นเดียวกับ 'ข้อเทียม' แม้ไม่เต็มใจรับแต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ยากที่จะเลี่ยงเช่นกัน

"ข้อเสื่อม" เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการใช้งานของข้อต่อจนเกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนหรือซ่อมแซม พบมากในผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่กระดูกข้อต่อเริ่มเสื่อมสภาพ โดยเฉพาะบริเวณข้อเข่าและสะโพก นอกจากนี้ยังพบจากสาเหตุอื่น ไม่ว่าจะเป็น คนที่มีน้ำหนักตัวมาก ได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ มีการใช้ข้อต่อผิดลักษณะ หรือเป็นผลจากกรรมพันธุ์

นพ.สิริพงศ์ รัตนไชย ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ ข้อเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันทางเลือกในการรักษาอาการข้อเสื่อมทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การรักษาโดยการไม่ใช้ยา เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ หรือการรักษาด้วยการใช้ยา ซึ่งมีหลายกลุ่มและประสิทธิภาพการรักษาแตกต่างกันไปตามสาเหตุและอาการของผู้ป่วย

แต่ทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมราว 10% ที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีข้างต้น หรือทำแล้วไม่ได้ผล และต้องอาศัยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริเวณของข้อที่เสื่อม ได้แก่ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งแบ่งออกเป็นข้อเข่าเทียมแบบเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะบางส่วน และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ ใช้ในผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมรุนแรง ซึ่งจะมีอาการปวดทั้งหัวเข่าและแกนขาผิดรูปมาก โดยแพทย์จะนำผิวข้อที่เสื่อมออกทั้งหมดแล้วทดแทนด้วยข้อเข่าเทียมทั้งข้อ

เมื่อไรถึงควรผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม คุณหมอตอบว่า การตัดสินใจขึ้นอยู่กับคนไข้ แพทย์จะเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำและให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยมีเกณฑ์พิจารณาคือ อายุของผู้ป่วย พยายามรักษาด้วยทางเลือกอื่นๆ หรือไม่ เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย กินยาต้านการอักเสบ อุปกรณ์ช่วยเดิน ใช้ที่รัดหัวเข่า หากผ่านมาหมดแล้ว อาการปวดข้อยังแย่ลงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

"กรณีเช่นนี้แพทย์จะแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม แต่โดยทั่วไปเราจะแนะนำให้กับผู้ป่วยที่อายุมากแล้ว ส่วนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี จะพยายามหาทางเลือกรักษาอื่นให้ก่อน"

อย่างไรก็ตาม แพทย์จะไม่แนะนำการผ่าตัดข้อเทียมให้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง เช่น เป็นโรคหัวใจ เคยติดเชื้อหรืออยู่ระหว่างการติดเชื้อและรักษาได้ยังไม่ดีพอ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่มีกำลังมากพอที่จะควบคุมการขยับข้อ หรือผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์อัมพาต ส่วนอีกกลุ่มคือ พวกที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้จะปรากฏว่าข้อเสื่อมมากแล้ว แต่ยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ทรมานอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

สำหรับการป้องกันตนเองจากโรคข้อเสื่อม นพ.สิริพงศ์ แนะว่า ควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่มากจนเกินไป เพราะยิ่งหนักมาก ข้อเข่า ข้อสะโพกก็จะถูกใช้งานหนัก จากนั้น ควรออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เพราะจะช่วยแบ่งเบาให้ข้อต่าง ๆ ทำงานเบาลง

แต่สำหรับคนที่เริ่มปวดข้อ ปวดเข่า ศัลยแพทย์กระดูกและข้อย้ำว่า หากอาการปวดเข่าหรือปวดสะโพกรุนแรง จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ดังเดิมไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์ เพราะการรักษาในจุดที่เป็นไม่มากนัก กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายไม่มาก มีโอกาสฟื้นตัวเร็ว คุณภาพชีวิตไม่ย่ำแย่

//////////


ผ่าตัดเปลี่ยนข้อด้วยแขนหุ่นยนต์

แขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Arm Assisted Joint Replacement Surgery) สำหรับการผ่าตัดข้อเข่าเทียมและข้อสะโพกเทียม เป็นนวัตกรรมด้านการรักษาข้อเสื่อม ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้งานที่เคยต้องใช้มือของศัลยแพทย์ทำ มีความแม่นยำ เที่ยงตรงและช่วยลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการผ่าตัด

แขนหุ่นยนต์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ แขนกลหุ่นยนต์ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องประมวลผลที่คอยควบคุมการทำงานทั้งหมดให้สอดประสานกัน

ระบบสามารถวัดระยะเพื่อกำหนดตำแหน่ง และคำนวณขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน ก่อนแพทย์จะทำการเปิดข้อเข่าหรือข้อสะโพก และใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกที่เสื่อมออกผ่านภาพ 3 มิติ ทำให้การผ่าตัดแม่นยำ ข้อเข่าเทียมและข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานยืนยาว

เส้นเอ็นและเนื้อเยื่อต่างๆ บริเวณรอบเข่าหรือสะโพกที่ยังมีสภาพดี จะไม่บอบช้ำจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวได้เร็ว กลับมาเคลื่อนไหวข้อเข่าได้โดยใช้เวลาพักฟื้นไม่เกิน 3 วัน และสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในเวลา 24 ชั่วโมง