เกือบจะเกิดจลาจลขนาดย่อมกันเลยทีเดียว ทันทีที่ แอน ทองประสม เจ้าของฉายา "เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง" ก้าวเท้าเข้าสู่วัดไทยในนิวยอร์ก
ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของนมตราหมีโกลด์นำทีมผู้โชคดีร่วมเคาท์ดาวน์นิวยอร์กกับแอน เพื่อร่วมกันทำบุญในวันขึ้นปีใหม่ประจำปี 2556
คนไทยในนิวยอร์กที่ได้ทราบข่าวล่วงหน้าจากทางวัดและสังคมโซเชี่ยลมีเดียวต่างหลั่งไหลกันมาที่วัดเพื่อยลโฉม และถ่ายรูปกับนักแสดงที่พวกเขาชื่นชอบ นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับที่ติดตามมาจากกรุงเทพฯเพื่อมาพบกับแอนในทริปการเดินทางท่องเที่ยวในนิวยอร์กครั้งนี้อีกด้วย
กล่าวได้ว่าเป็นนักแสดงที่มีแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศมากมายจริงๆ กายใจ มีโอกาสได้พูดคุยกับ แอน ทองประสม ในช่วงเวลาสั้นๆระหว่างเดินทางในนิวยอร์ก ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดต่ำถึง 0
"หนาวมากค่ะ หนาวทรมานน่ะ หนาวอยู่แล้วเพราะว่าแอนขี้หนาว แต่ว่าแปลกดีค่ะ ไม่เคยมาทำอะไรแบบนี้ แล้วก็ได้รู้ว่าคนส่วนใหญ่เขามาเคาท์ดาวน์กันแบบนี้" แอน กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ไทม์สแควร์ เป็นครั้งแรกร่วมกับผู้โชคดีจากนมตราหมีโกลด์ที่แอนรับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์
-ทริปแบบนี้ได้ใกล้ชิดกับแฟนคลับมากน้อยแค่ไหน
ใกล้ชิดค่ะ อยู่ด้วยกันทุกวันเช้า กลางวัน เย็น นั่งอยู่ในรถด้วยกัน มองหน้ากัน ถ่ายรูปกัน เรียกว่าได้ถ่ายรูปกันไปจุใจเลยแอนว่านะคะ เหมือนเป็นเพื่อนกันไปเลย น้องๆก็น่ารัก
- เวลาเดินทางไปไหนจะมีแฟนคลับที่ทราบข่าวตามมาทุกที่ไหม
ของแอนมีแฟนคลับที่เป็นของแอนด้วย และเขาก็อุดหนุนนมตราหมีโกลด์ด้วยเยอะมากแล้วจับฉลากไม่ได้ เขาก็บินตามมาเจอตามตารางการเดินทางของเรา แต่ไม่ได้มาจอยในกรุ๊ปนะคะ ตามมาเจอ ตามมาถ่ายรูป 4-5 คน โลกโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คตอนนี้เขาจะรู้ว่าเดี๋ยวแอนจะไปที่ไหน เขาก็จะตามไป เจอบ้าง ไม่เจอบ้าง
-การเป็นดาราในยุคที่โซเชี่ยลมีเดียเฟื่องฟูต้องปรับตัวอย่างไร
ไม่นะ สังคมมันถูกบังคับให้เปิดเผยอยู่แล้วถ้าเราไม่ได้ทำอะไรที่มันไม่ดีหรือลักปิดลักเปิดมันก็เปิดเผยได้สบายๆอยู่แล้วไม่มีอะไรที่ทำให้เราอึดอัด รูปที่เราอัพโหลดเราก็เลือกแล้ว เป็นรูปที่เราตั้งใจแฮปปี้ที่จะถ่ายก็สนุกดี
- ชีวิตวันนี้ของแอนเป็นอย่างไร วางตำแหน่งไว้ตรงไหน
ปีหนึ่งคงเป็นผู้จัดด้วย เล่นละครด้วยเท่าที่กำลังตัวเองจะทำได้ ปีที่แล้วก็เป็นผู้จัดเรื่อง "ปัญญาชนก้นครัว" หนึ่งเรื่อง เล่นละครหนึ่งเรื่องหมดเวลาแล้ว ปีนี้แพลนไว้ว่าเป็นผู้จัดหนึ่งเรื่อง เล่นละครหนึ่งเรื่อง คงหมดไปแล้วทั้งปี
- ละครเรื่องหนึ่งใช้เวลานานมากแค่ไหน
ถ้าเป็นผู้จัด ถ่ายละคร 6 เดือน ก่อนถ่ายอีก 3 เดือน หลังถ่ายอีก 3 เดือน พรีโปรดักชั่น ถ่ายทำ โพสต์โปรดักชั่น หมดกัน 1 ปี
- ระหว่างนักแสดงกับผู้จัดละครชอบตำแหน่งไหนมากกว่ากัน
คนละอย่าง คนละโหมดค่ะ เป็นนักแสดงแอนเล่นของแอนได้ก็แฮปปี้เป็นงานที่แอนถนัด แต่การเป็นผู้จัดเป็นเรื่องของความท้าทาย เราไม่ได้เล่นเพื่อรักษาคาแรคเตอร์ของเราอย่างเดียวสำหรับบทบาทที่เราได้รับ แต่เราต้องสร้างโครงเรื่องทั้งเรื่องให้เป็นของเรา ทั้งโปรดักชั่นเลย มันก็สนุกดี จากการที่เรามีประสบการณ์เป็นผู้จัดแล้ว เวลาที่เราไปรับจ้างเล่นละครเราจะเข้าใจหัวอกคนทำงานด้วยกันมากขึ้นว่าเขาต้องการอะไร
-งานผู้จัดละครถือเป็นจุดสูงสุดของนักแสดงหรือไม่
มันไม่ได้เป็นจุดสูงสุด มันเรียกว่าเป็นไลฟ์ไซเคิล หรือ วงจรชีวิตของคนเรา เวลาเราทำอะไรไปเรื่อยๆเราก็เบื่อน่ะ มันเป็นความคัน ความอยาก มันมีอะไรให้ทำที่สนุกกว่านี้อีกไหม พอนึกออกไหมคะ เราต้องทำให้สายงานของเรา แอนไม่ใช่คนที่ทำอะไรสะเปะสะปะไปหมด แอนทำอะไรที่แอนรู้ ไม่รู้ไม่ทำเลย เพราะว่าไม่ถนัด แอนก็ทำได้แต่เอนเตอร์เทนเม้นท์ของแอน จะให้แอนไปเปิดสปา เปิดร้านค้า แอนค้าขายกับเค้าก็ไม่เป็น ไม่มีหัวทางด้านนี้เลย แต่ถ้าทางด้านเอนเตอร์เทนเม้นท์ยังพอไหว
แอนรู้สึกว่าเล่นละครมา 20 ปี มาจัดเองซะบ้างก็สนุกดี ชีวิตบางทีเหนื่อย ตลอดเวลาที่ถ่ายทำ แต่พอผลงานได้ออนแอร์แค่เดือนเดียวมันลบล้างความเหนื่อยออกไปได้หมดเลย มีความสุข เมื่องานออกมาดีเราก็ภูมิใจ
-แต่งานผู้จัดมีความรับผิดชอบมากกว่า รับแรงกดดันได้หรือ
เยอะมาก ยี่สิบเท่าเลยค่ะ ตั้งแต่การคัดเลือกบท เลือกทีมงานที่จะมาทำแต่ละตำแหน่ง เลือกทีมงาน เลือกแล้วต้องไปเสนอช่องแล้วมาดูแลการผลิต คุมให้เดินไปได้ แก้ปัญหาระหว่างวัน พอจบก็ต้องไปคุมโพสต์ ปั้นออกมา ใส่แพคเกจจิ้งให้มีหีบห่อสวยงาม ถ่ายเสร็จแล้วแต่เราต้องคุมตัดต่อเพื่อให้เรื่องออกมาสวยงาม เสร็จแล้วก็ต้องทำการตลอด ทำเสียงต่อ เตรียมโปรโมท โปรโมทจบ โปรเจคที่เรารับแสดงก็มาจ่อ เราต้องเตรียมอ่านบท ชีวิตมันไม่ได้หยุดเลยนะ มันก็สนุกดีนะแต่มันเหนื่อยมากๆเลยถ้าใจไม่รักทำไม่ได้เลย
ตอนเป็นผู้จัดใหม่ๆ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ทุกวันผวานะ หลังๆมีปัญหาอะไรว่ามา ตั้งรับได้แล้ว เซ็งบ้างอะไรบ้าง คละๆกันไป ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้
- ปัญญาชนก้นครัว เป็นละครเรื่องแรกที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดใช่ไหม
ค่ะ เตรียมงานเป็นปี เสียงตอบรับดีมากค่ะ งานนี้เป็นบริษัทแอนเลย แอนเป็นลูกจ้างของช่องๆให้แอนผลิต เรื่องแรกที่เราผลิตก็อยากให้ลูกค้าประทับใจ แอนพยายามทำทุกอย่างให้ลูกค้าประทับใจ ช่องประทับใจ คนดูประทับใจด้วยแอนจะได้มีงานต่อ
- ละครเรื่องต่อไป คือ สามีตีตรา
ค่ะ ประเด็นที่เลือกเรื่องนี้ตอนที่คิดคือ การฟาดฟันกันของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด คนที่เป็นเพื่อนรักกัน คนภายนอกมองมาอาจจะโอเค แต่ลึกๆแล้วอาจแข่งกันอยู่ในทีโดยที่คุณไม่รู้ตัว คนๆหนึ่งต้องการชนะคนๆหนึ่ง ไม่ชนะคนในโลกไม่เป็นไรแต่ต้องชนะคนๆนี้ ผู้หญิงหลายคนที่เราเห็นเป็นแบบนี้ คนรอบตัวเราก็เห็นมาเยอะ แย่งแฟนกัน เรามีอะไรเค้าอยากมีด้วย เรื่องอารมณ์ผู้หญิงน่ะแอนก็ดึงมาทำเรื่องนี้ดีกว่าสนุกดี สามีตีตรายังมีเรื่องของชีวิตคู่ให้รักกันอย่างมั่นคง ไม่ใช่ตบตีกันแซ่บกันไม่ใช่สไตล์แอน
เรื่องแรกตื่นเต้นกว่าเรื่องนี้นะ ไม่ใช่กดดันแค่อยากทำให้ดี? ??เรื่องนี้เป็นดราม่า เนื้อเรื่องเข้มข้น กับนักแสดงแต่ละคนเลือกเองหมด อย่าง นางเอก (จุ๋ย วรัทยา นิลคูหา) เราส่งเขาไปเรียนการแสดงกับครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ถามว่าต้องทำการบ้านหนักขึ้นไหม หนักขึ้นค่ะ ยาก แต่เราไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนเรื่องแรก เราเปลี่ยนแนวจากคอมเมดี้มาเป็นดราม่าเข้มข้น เรื่องที่สองถือว่าหินมากๆ เป็นงานที่ทดสอบแอนมากๆ จะผิดพลาดจะดีหรือไม่ดีก็เรียนรู้จากเรื่องนี้
มีหลายคนกังวลเรื่องฉากเลิฟซีนว่าจะมีอิทธิพลต่อสังคม แอนว่า?เราเลี่ยงในสิ่งที่เขาห้าม ก็ทำตามกฎค่ะ ต้องมีศิลปะในการเสนอให้อรรถรสเท่าเดิม เขาห้ามให้มีจูบจริงแต่แอนคงทำให้ดูเหมือนว่าจูบจริง ด้วยละครเรื่องนี้เป็นละครผัวเมีย แต่อาจไม่แสบเหมือนภาคที่แล้วหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้ เพราะเรามีเงื่อนไขตรงนี้มาควบ แต่แอนไม่คิดมากไม่เอามากดดัน เพราะมีเด็กบางรุ่นที่เขายังไม่เคยดูละครเรื่องนี้ สำหรับคนที่เคยดูแล้ว แอนเอามายำใหม่เหมือนปรุงรสชาติใหม่?
-คิดว่าจะเพิ่มมุมมองใหม่ให้วงการละครโทรทัศน์ไหม
คือ แอนไม่ใช่คนทำละครที่ครีเอทีฟอะไรมากมายหรอก แอนเหมือนแม่ค้าที่อยากทำก๋วยเตี๋ยวให้อร่อย ให้กินกัน อาจจะไม่ใหม่เหมือนๆผัดกะเพราที่ขายกันในตลาดนั่นแหละ แต่แอนอยากทำให้มันอร่อย คุณภาพดี เท่านั้นแอน อยากกินอร่อยมาหาแอนก็แล้วกัน
ละครแอนอาจไม่ได้มีอะไรใหม่ เป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ปัจจัยห้า เบสิคของการใช้ชีวิต เป็นเรื่องราวในละครของแอน ละครที่แอนทำมันก็มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว เพียงแต่แอนมีความรู้สึกชอบตลาดแมส ดูแล้วเข้าใจชีวิตมากขึ้น สอนให้คนเห็นมุมมอง ในความสนุกนั้นต้องมีสาระคือคำแนะนำอะไรดีๆให้กับคนดูบ้าง
สำหรับละครแอนนะแต่ไม่ใช่ละครที่พัฒนาสังคมอะไรหรอก แต่เป็นละครที่ไม่ได้ทำให้สังคมเสียหาย แค่เป็นเอนเตอร์เทนเม้นต์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนดูแล้วมีความสุข ทำงานกลับมาดูละครที่บ้านแล้วมีความสุข เราอยากให้คนดูละครเราเป็นอย่างนั้น
- ท้ายนี้มีอะไรที่อยากบอกกับผู้ที่ติดตามชมผลงานของแอนบ้าง
อยากอวยพรให้ทุกคนโชคดี อยากให้คนไทยสามัคคีมีความสุข ไม่แก่งแย่งชิงดี ไม่เห็นเงินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต เห็นความดีงามในจิตใจเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตเราจะได้อยู่กันอย่างมีความสุข เราอาจไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวยแต่อยากให้ทุกคนรักกันอย่างนี้ อย่างที่เรามาเคาท์ดาวน์ที่ไทม์สแควร์กัน 30 คน ถือธงชาติไทยแอนน้ำตาปริ่มเลย
นี่ไง แค่เรารักกันแค่นี้ไม่มีใครมาทำอะไรเราได้เลย แอนว่านะควรจะรักและสามัคคีกัน
สั้นๆ มั่นคง ตรงไปตรงมา คือเสน่ห์ในแบบฉบับของเธอที่เราสัมผัสมาแล้ว
"แอนไม่ใช่คนทำละครที่ครีเอทีฟอะไรมากมายหรอก แอนเหมือนแม่ค้าที่อยากทำก๋วยเตี๋ยวให้อร่อย ให้กินกัน"






