วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่า(ยา)เยอะ

ถ้าเราแยกไม่ถูกระหว่าง “ธุรกิจ” กับ “สุขภาพ” จนกลายเป็น “สุขภาพพาณิชย์” เมื่อนั้นชีวิตก็จะตกเป็นทาส

อย่า(ยา)เยอะ

ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านกรุณาถามมาว่า...
ยาบางชนิดต้องกินไปตลอดชีวิตหรือไม่
ยาเบาหวานหายแล้วหยุดได้ไหม
ยาความดันลดลงดีไหม
ยาลดไขมันทำไมต้องกินไปเรื่อยๆ
...

นี่เป็นคำถามสำคัญที่ผมเองก็อยากรู้คำตอบดีๆ ที่มากกว่า “ตามตำรา” หรือว่ามีแต่คำบอกว่า “ให้กินก็ต้องกินไปหยุดไม่ได้” เพราะถ้าเอาเข้าจริงๆ แล้วการกินยาที่เป็นสารเคมีทุกชนิด ย่อมต้องมีผลต่อร่างกายแน่ๆ


ถ้าผลดีก็ดีไป แต่ใครจะรู้ว่ากินนานๆ เข้าจะเกิดผลร้ายอะไรกับตัวเราบ้าง
ข้อพิสูจน์ง่ายๆ คือ “ฉลากกำกับยา” ครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องมีข้อควรระวังยาวเป็นหางว่าว พ่วงมากับยาแต่ละชนิดหรอกครับ แค่ใส่ปากกลืนตามคำสั่งคงไม่ดีแน่

ยุคยาเป็นใหญ่


ไปหาหมอเมื่อไร ต้องได้ยา

ข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งของการมีสุขภาพดีในชนชาติใดก็ตาม ไม่ใช่การมีอยู่ของโรงพยาบาลหรูนะครับ แต่คือการที่คนไข้ไม่ต้องพึ่งหมอพึ่งยาเยอะ นี่คือข้อสังเกตข้อหนึ่ง
อีกประการคือ สังคมที่เจริญแล้วคุณหมอจะจ่ายยา “เท่าที่จำเป็น” ในทางกลับกันคนไข้ที่เจริญแล้วเช่นกัน ก็จะไม่ไปหาคุณหมอพร่ำเพรื่อ ถ้าจำเป็นก็เข้า “คลินิก” มากกว่าเพราะรู้ว่าโรงพยาบาลมีความเสี่ยง
การมีโรงพยาบาลหรูผุดขึ้นมามาก มีโปรโมชั่นสุขภาพและโฆษณาสุขภาพประเภทลดแลกแจกแถมตามกลยุทธ์ทางการตลาด ไม่ใช่เครื่องชี้วัดความเจริญทางสุขภาพแต่อย่างใด ตรงกันข้ามมันคือ “ความสิ้นหวัง” ครับ
ทำไมน่ะหรือ

ท่านที่รักลองคิดดีๆ สิครับ ว่าที่ที่เขา “ต้อง” โฆษณาเพื่อเรียกลูกค้าให้เข้าโรงพยาบาล เขาจะต้องการให้สุขภาพเราดีจริงหรือ


แค่นี้ก็บอกความจริงใจได้แล้วครับ แม้แค่การโฆษณาให้ไปตรวจสุขภาพประจำปีกับเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการหวังดีเสมอไปนะครับ ตรวจเสร็จแล้วก็มีการจ่ายยา บางทีเป็นไม่มาก เช่นความดันเพิ่งสูงนิด หรือไขมันสูงหน่อยก็ถูก “ไซโค” เสียจนกังวลว่าจำเป็นต้องรับประทานยาแล้ว


นี่เองครับสาเหตุของการใช้ยาเยอะในยุคที่ “การตลาดครองเมือง” ซึ่งถ้าเราแยกไม่ถูกระหว่าง “ธุรกิจ” กับ “สุขภาพ” จนกลายเป็น “สุขภาพพาณิชย์” เมื่อนั้นชีวิตก็จะตกเป็นทาสแน่ครับ

ทาสอะไรคงไม่ต้องถามกัน

เพราะไม่ต้องรอให้ถึงวันนั้นก็พอจะเห็นกันอยู่มากโข โผล่เข้าไปรักษาทีก็หมดเข้าไปครึ่งหมื่นแค่โรคหวัดธรรมดาพร้อมกับได้ยามาถุงโต เรื่องนี้โทษใครไม่ได้ครับนอกจากตัวเราเองที่เชื่อกันมาตลอดว่า “ป่วยเมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล” และ “โรงพยาบาลต้องดีกว่าคลินิกเสมอไป” จนทำให้เรา “ปิดทางเลือก” ของตัวเอง

แล้วพอไปโรงพยาบาลไม่ดีขึ้น ก็มานั่งเศร้าใจว่าหมดทางไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ทางแก้มีอยู่แค่ดูแลตัวเองให้ดีไม่ป่วยเป็นดีที่สุด และถ้าเริ่มป่วยก็ไปคลินิกก่อนจะได้เป็นการช่วยกระตุ้นให้มีคุณหมอมาเปิดคลินิกรักษาคนมากขึ้น แทนที่จะเปิดแต่คลินิกเสริมสวยช่วยกันก่อนที่จะตกเป็นทาสสุขภาพครับ