จากคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายดายนัก และไม่ฟังเวลาที่ใครสอนอะไร แต่กลับกลายว่าต้องสอนคนอื่นให้เชื่อตน บุคคลท่านนี้คือ อาจารย์ศิริพร กรรณกุลสุนทร
ก่อนหน้านี้กายใจได้มีโอกาสไปเรียนรู้การปฏิบัติธรรมที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ อยู่บริเวณพื้นที่ด้านหลังของวัดห้วยส้ม และได้พบบุคคลท่านหนึ่งน่าสนใจมากๆเนื่องจากท่านเองนั้นโดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างเป็นคนที่หัวแข็งมาก แถมเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายดายนัก และไม่ค่อยเชื่อฟังเวลาที่ใครสอนอะไรอีกด้วย แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ต้องมาสอนคนอื่นให้เชื่อตน บุคคลท่านนี้เป็นสถาปนิก เคยสอนทางด้าน interior design และยังเป็นอาจารย์สอนโยคี(ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมจะถูกเรียกว่าโยคี) ที่ศูนย์วิปัสสนาแห่งนี้
อาจารย์ศิริพร สอนเหล่าโยคีถ้านับเวลาจากจุดเริ่มต้นถึงตอนนี้ก็สอนไปแล้วถึง 29 ปีเลยทีเดียว
จุดเริ่มต้นการเดินทางเส้นทางสายใหม่
อาจารย์ศิริพรกล่าวว่า อยากสร้างคนดีกลับคืนสู่สังคมให้ได้ส่วนหนึ่งก็ยังดี ส่วนหลักยึดนั้น ท่านบอกว่า ตนเองในอดีตเคยเป็นผู้รับมาก่อน ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเป็นผู้ให้กลับคืนสู่สังคมบ้าง ไม่ได้คิดว่าตนเองเก่ง แต่เป็นเพราะเคยได้รับโอกาสที่ทำให้ได้เปลี่ยนแปลงตนเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย
ช่วงแรกที่อาจารย์ได้มาช่วยเหลือคุณแม่สิริ ก็ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า ท่านเดินทางกันมาเพียง 2 คน แถมเป็นหญิงชราทั้งคู่ด้วย จึงได้ช่วยเหลือคอยตระเตรียมสิ่งต่างๆให้เป็นระบบเท่านั้น คิดแต่เพียงว่าอยากช่วยเหลือแบ่งเบาหญิงชรา 2 คนนี้แค่นั้นเอง ทำมาจนไม่รู้เช่นกันว่ามาสอนธรรมะแก่โยคีตอนไหน
เมื่อปฏิบัติด้วยตนเองแล้วค้นพบ
อาจารย์ศิริพรเล่าว่า ตอนนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิต ทำให้อยากรู้ว่า หากปฏิบัติเองจะเป็นอย่างไร จึงได้เริ่มฝึกด้วยตนเองไปเรื่อยๆ อยู่บ้านก็ปฏิบัติวันละ 3-4 ชั่วโมง ทำอย่างนี้เรื่อยมา เมื่อผ่านมาหลายปีจึงได้พบคำตอบ หลังจากนั้นจึงได้ค้นคว้าหาอ่านเพื่อศึกษาว่า สิ่งที่พบนั้นเป็นเพราะเข้าข้างตนเองหรือเปล่า ค้นคว้าจากพระไตรปิฎก ทั้งที่ความเชื่อของอาจารย์ในอดีตนั้นค่อนข้างคิดว่าพระไตรปิฎกเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นแน่ๆ แต่เมื่อได้ลองปฏิบัติและไปค้นคว้าถึงข้อสงสัยที่เกิดขึ้นกับตนเอง ปรากฏว่าอาการเหล่านั้นได้มีระบุไว้ในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น และไม่ได้อ่านเฉพาะในพระไตรปิฎกเท่านั้น ยังรวมถึงอรรถกถา ฎีกา วิสุทธิมรรคสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สนับสนุนให้มั่นใจได้ว่าเป็นจริงดั่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้
ความเป็นมาของศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่
หลังจากที่ อาจารย์พิชัย(คู่ชีวิตของอาจารย์ศิริพร)ได้ลาออกจาก มหาวิทยาลัยศิลปากร และย้ายกลับมาอยู่ที่ภูมิลำเนาเดิมที่เชียงใหม่ ตอนนั้นทางด้าน อาจารย์พิชัย สอนที่วิทยาลัยครู (ส่วนอาจารย์ศิริพร ก็สอนที่ มหาวิทยาลัยราชมงคลฯ) เป็นนโยบายของทางวิทยาลัยครูที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น ก็จะมีการจัดอบรมโดย คุณแม่สิริ ท่านจะมาอบรมอยู่เรื่อยๆ จนช่วงหลังมาก็ได้มีการขยายการเรียนการสอน คือมีนักศึกษาเรียนทั้งภาคกลางวันและภาคค่ำ ทำให้ไม่ค่อยมีสถานที่ในการจัดบวกกับว่ามีนักศึกษาสนใจเยอะ จึงได้เช่าโรงแรมเพื่อการจัด ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่สูงมาก จึงมีคนเสนอว่าให้สร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติเลย
แต่ด้วยความที่อาจารย์ศิริพรทำงานทางด้านสถาปนิกอยู่แล้ว จึงเข้าใจว่าการสร้างสถานปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในเรื่องของการดูแลความสะอาด จึงไม่ได้สนใจที่จะสร้าง แต่เนื่องด้วยโอกาสมันมาถึง ก็มีท่านเจ้าอาวาสวัดห้วยส้ม(ซึ่งท่านเคยเป็นโยคีรุ่นพี่มาก่อน)มาพูดคุย โดยท่านมีความตั้งใจเอาไว้ว่าอยากให้วัดห้วยส้มเป็นวัดแห่งการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้ชวนมาดูพื้นที่วัด ประกอบกับมีคนนำเงินมาให้เพื่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมถึงสามแสนบาท(จะคืนเงินก็คืนไม่ได้เพราะเนื่องจากมีคนโอนเข้ามาให้ ก็ไม่รู้จะคืนอย่างไรเพราะหลายคนเลยแถมไม่รู้อีกต่างหากว่าผู้โอนมาเป็นใครบ้าง)
ตอนนั้นเอง ท่านเจ้าคุณอาจารย์ทองแห่งวัดร่ำเปิง ท่านฝากความมาบอกว่า ”อย่าดูถูกศรัทธา ศรัทธามาก(หลายคนแต่เงินน้อย)จะสร้างได้สำเร็จมากกว่า ศรัทธาน้อย (คือคนเพียงคนเดียวแต่มีเงินให้ 20-30 ล้าน) ก็สร้างไม่ได้ เพราะสถานปฏิบัติธรรมแบบนี้จะต้องอาศัยใจของคนจำนวนมาก” จึงได้ตัดสินใจทำที่วัดห้วยส้ม โดยอาจารย์ศิริพรเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังทรัพย์ที่มีน้อย ด้วยกำลังใจที่มีจึงสามารถสร้างสำเร็จมาได้จนเป็นดั่งปัจจุบันนี้
ปัญหาหลังจากสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม
คนท้องถิ่นไม่เข้าใจ เขาเข้าใจว่ามาแย่งที่วัด มายึดวัดของเขา ประกอบกับอยากให้เป็นสถานที่รองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า โดยเสนอให้ย้ายออกไป แต่ตัวอาจารย์เองนึกถึงคนที่บริจาคทรัพย์มาเพื่อทำศูนย์ปฏิบัติเขามีจิตศรัทธาตั้งมั่นแล้วไม่อยากให้จิตศรัทธาเหล่านั้นต้องสูญเปล่าไป จึงได้ตั้งจิตขอพลังพลานุภาพแห่งพระพุทธศาสนา ให้บันดาลสุดแล้วแต่จะขีดให้เป็นไป ในท้ายที่สุดก็ได้ตั้งที่นี่มาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อสนทนามาถึงตรงนี้กายใจก็เริ่มสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า เคยมีหรือไม่ที่ในคอร์ส 8 วัน 7 คืนแห่งการปฏิบัติธรรมนี้ จะมีคนอยู่ไม่ได้ เพราะเนื่องจากว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะทนทรมานไม่ไหวในช่วง 3 วันแรก แถมพูดและบ่นกันก็ไม่ได้เพราะต้องปิดวาจา โทรศัพท์ก็โดนยึดตั้งแต่วันแรกที่มาถึง วันๆกำหนดสติด้วยการเดินจงกรมมองต่ำ นั่งสมาธิ หมุนเวียนอยู่เช่นนี้ตลอดทั้งวัน จึงได้ตัดสินใจถามอาจารย์ศิริพรไป ท่านจึงตอบว่าก็มีบ้างที่เดินออกไป ใช้คำว่าขอไปเผชิญชะตากรรมข้างหน้าดีกว่ามาอยู่ที่นี่ เมื่อออกไปได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดิน เนื่องจากว่าวัดห้วยส้ม เป็นวัดที่อยู่นอกเมืองพอสมควร ไม่ค่อยมีรถจึงต้องเดินไป
หลังจากเดินได้ระยะหนึ่งก็จะมีมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านขับมา ชาวบ้านแถบนั้นก็บอกว่าจะไปส่งให้ ซึ่งชาวบ้านรู้ว่าเป็นคนของที่ศูนย์วิปัสสนา จึงพากลับมาส่งที่ศูนย์ฯดังเดิม เมื่อไปไหนไม่ได้ก็ต้องปฏิบัติต่อจนครบ 8 วัน หลังจากนั้นเขาก็พบว่า เขาก็อยู่ได้และพูดอีกว่า หากรู้ว่าการปฏิบัติ วันที่4-8 ดีอย่างนี้ ก็คงทำไปตั้งนานแล้ว
ความตั้งใจผลิตคนดีคืนสู่สังคม
อาจารย์ศิริพรบอกว่า ในปีหนึ่งๆตั้งใจไว้ว่าจะจัดอบรมเดือนละครั้ง แต่ปัจจุบันมีคอร์สพิเศษที่ทางคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ขอส่งนักศึกษาคณะแพทย์มาอบรมด้วยในแต่ละปี เท่ากับว่า ใน 1 ปีจัดถึง 16 ครั้ง ครั้งละประมาณ 80 คน ก็เท่ากับว่าได้คืนคนดีกลับคืนสู่สังคมถึงกว่า 1,200 คน เลยทีเดียว
เมื่อได้ยินอาจารย์พูดถึงคณะแพทย์ส่งนักศึกษามาปฏิบัติ กายใจก็ค่อนข้างแปลกใจทีเดียวว่าเหตุผลความสำคัญอย่างไรที่ทำให้ทางคณะแพทยศาสตร์ต้องใส่ใจถึงความจำเป็นที่ต้องส่งนักศึกษาระดับหัวกะทิมาอบรมคอร์สนี้ให้ได้ จึงตั้งใจถามออกไปก็ได้พบคำตอบว่า
หากจำคดีฆาตกรรมสุดสยองในอดีตได้(หั่นศพ) แค่คดีเดียวประเทศสูญเสียอาจารย์หมอเก่งๆไปถึง 2คน ไม่นานก็มีคดีเกี่ยวกับหมอออกมาอย่างต่อเนื่อง รัฐสูญเสียหมอที่น่าจะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติไปเยอะ คณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจจึงลองส่งเด็กมาอบรมดู
ช่วงแรกๆก็มาด้วยโดนบังคับเลยไม่ค่อยมีใครสนใจปฏิบัติมากนัก แต่ด้วยว่าเด็กเหล่านี้มีความคิดที่ว่าลองทำตามก็ไม่เสียหาย จึงปฏิบัติดู และเมื่อครบกำหนด 8 วัน ปรากฏว่าพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อกลับไปเรียนในคลาสปกติของคณะแพทย์ ครูบาอาจารย์ของทางคณะก็เห็นประโยชน์ได้ชัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงพฤติกรรมไม่เป็นดั่งเช่นรุ่นพี่ที่ยึดถือในตัวตนค่อนข้างสูงอีกด้วย
ผู้ปกครองเองก็ชอบใจในความเปลี่ยนแปลงหลังกลับจากการมาเข้าค่ายอบรมนี้ (ผู้ปกครองมักเรียกการอบรมนี้ว่ามาเข้าค่าย) ถึงขนาดพูดว่าค่ายอื่นจะหยุดไปเสียก็ได้ แต่ค่ายนี้ต้องไป จึงได้มีคอร์สอบรมนักศึกษาคณะแพทย์เรื่อยมาจนปัจจุบันนี้ก็ 9 ปี 18 รุ่นแล้ว โดยจะส่งมาตอนจบปี 1 ก่อนขึ้นปี 2 ทั้งคอร์สจะมีเด็กจากคณะแพทย์ทั้งหมดไม่เกิน 80 คนเพื่อที่จะได้ดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง
และในการปฏิบัติที่กายใจมาคราวนี้ก็พบว่าเด็กจากคณะแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังมาอบรมเมื่อเรียนจบด้วยตนเองหลายคนเลยทีเดียว เมื่อถามความจากแพทย์เหล่าก็ได้รับคำตอบว่า อยากมาเพราะคราวที่แล้วโดนคณะบังคับให้มา ขนาดไม่เต็มใจมายังได้รับประโยชน์จากการมาครั้งนั้นมากมายเกินคาดคิด จึงตั้งใจมาอีกครั้งแบบเต็มใจ ก่อนที่จะเริ่มทำงานเป็นแพทย์เต็มตัว
และเมื่อกายใจถามว่าครั้งนี้ได้ประโยชน์อย่างไรกลับไป แพทย์เหล่านั้นตอบได้ว่า คราวนี้ทำให้คิดได้ว่าเรามาเรียนเป็นแพทย์เพราะอะไร หลังจากที่หลงลืมไป ตอนเรียนเจอเคสหนักเยอะก็ทำไปอย่างนั้น ไม่ได้คำนึงถึงคนอื่นเท่ากับตนเอง แต่มาคราวนี้จำได้แล้วว่าการได้รักษาคนป่วยให้หายได้มันมีความสุขขนาดไหน และมองเห็นว่าทุกชีวิตมีคุณค่าทั้งสิ้น นี่คือคำตอบที่กายใจคิดว่า การมาที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่เป็นเวลา 8 วัน มันคุ้มค่ามากๆ เพราะหลังจากวันที่ 8 ไป สังคมได้คนดีกลับคืนไปอย่างแท้จริง
คำขอบคุณและคำชื่นชมจากผู้ปกครองมาอย่างสม่ำเสมอว่า เขาเองสอนลูกมา 19 ปี ไม่เคยที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่เมื่อมาที่นี่เพียง 8 วัน สิ่งที่สอนไม่เคยได้ เขากลับทำได้ด้วยตนเอง อาจารย์ศิริพรบอกว่าไม่ใช่เพราะทางศูนย์ฯเก่งเลย เพียงแต่เราสอนให้มีสติและสมาธิไม่มองตนเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เมื่อเขาเข้าใจได้ด้วยตนเอง พฤติกรรมจึงเปลี่ยนก็เท่านั้นเอง อาจารย์ยังบอกอีกว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นคือของจริงที่สามารถปฎิบัติตามแล้วเห็นผลและพิสูจน์ได้จริงตามหลักวิทยาศาสตร์ เห็นผลด้วยตัวของตนเองแค่เพียงลงมือทำเท่านั้นจริงๆ
เป้าหมายต่อไปของโยคี
อาจารย์ศิริพร บอกว่ามักพูดให้โยคีทุกรุ่นฟังเสมอว่าศูนย์ฯแห่งนี้เป็นศูนย์ที่สอนโดยฆราวาสและเพื่อฆราวาส เป้าหมายคืออยากคืนคนดีสู่สังคม พัฒนาจิตของเขาให้เข้าใจถึงสัจธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วสามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ให้คนที่เขามีความสุขอยู่แล้วได้ใช้ชีวิตด้วยความสุขยิ่งๆขึ้น ให้คนที่ทุกข์กายทุกข์ใจไม่ว่าสิ่งใดก็ตามให้เขาได้พบคำตอบและรู้วิธีที่เขาจะได้แก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง









