วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มติเอกฉันท์'ไม้พะยูง'ขึ้นบัญชี2ไซเตสสำเร็จ

"ไม้พะยูง"มติเอกฉันท์ขึ้นบัญชี2ไซเตส อนุญาตให้ค้าขายได้แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณ ชี้วิกฤติหนักเหลือแค่ 1 แสนต้น

หลังจากลุ้นกันมาตลอด 10 วันในเวทีการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 หรือ ( CoP16) ซึ่งประเทศไทย ได้นำเสนอขอขึ้นบัญชีไม้พะยูง เข้าในบัญชี 2 ของไซเตส ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่อนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกล้จะสูญพันธุ์ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมไซเตส ได้มีมติยอมรับไม้พะยูงขึ้นบัญชี 2 ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ โดยไม่ต้องใช้วิธีการโหวตแต่อย่างใด

นายสุรวิช วรรณไกรโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับปรับ ปรุงพันธุ์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานไม้พะยูง กล่าวว่า ถือว่าไทยประสบความสำเร็จในผลักดันไม้พะยูงเข้าบัญชี 2 ของไซเตส เนื่องจากไม้พะยูงอยู่ในภาวะวิกฤติมาก โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อปี 2548 ที่คาดว่าจะมีไม้พะยูงในป่าสูงถึง 3 แสนต้น แต่ขณะนี้น่าจะเหลืออยู่เพียง 1 แสนต้นเท่านั้น หรือลดลง 2 ใน 3 หลังจากถูกแอบลักลอบตัดจากป่าอนุรักษ์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจำนวนมาก เนื่องจากมีความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะในจีนที่มีความนิยมความเชื่อเรื่องโชคลาภจากไม้พะยูงทำให้มีราคาสูงถึง 2-2.5 แสนบาทต่อลูกบาศก์เมตร

นายสุรวิช กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ ทางผู้แทนจากประเทศจีน ยังคงอภิปรายเรื่องความกังวลเรื่องของการแยกชนิดของเนื้อไม้ระหว่างไม้พะยูง และไม้ชิงชัน ไม้แดง ที่มีความใกล้เคียงกัน หากมีการลักลอบเข้าไปเกรงว่าจะถูกแบนด์จากไซเตสหรือไม่ ซึ่งเราชี้แจงว่าจะมีการทำคู่มือการตรจสอบการจำแนกเนื้อไม้ ซึ่งสามารถแยกได้ง่ายหากใช้แว่นขยายส่องเนื้อไม้ให้กับภาคีสมาชิกไว้ ขณะเดียวกัน ยังชี้แจงว่าถึงไม้พะยูงจะขึ้นบัญชี 2 แต่หลายประเทศยังสามารถส่งออกไม้แดง ในกลุ่มเดียวกัน เป็นไม้ทดแทนไม้พะยูงได้

" สำหรับไม้พะยูง ของไทยนั้นจัดอยู่ในบัญชี้ไม้หวงห้ามประเภท ก. ที่ไม่อนุญาติให้ค้าขายหรือส่งออกอยู่แล้ว แม้ว่าจะอนุญาตให้ตัดในพื้นที่กรรมสิทธิ์ได้แต่ไม่สามารถส่งออกไปขายได้ ดังนั้น หากยิ่งถูกควบคุมจากบัญชีไซเตส 2 จะช่วยควบคุมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งจากประเทศต้นทาง และปลายทางที่ต้องมีใบอนุญาตมาแสดง เชื่อว่าน่าจะช่วยลดการลักลอบค้าไม้ชนิดนี้ไปได้มาก ซึ่งมีข้อมูลพิกัดทางการค้าของกลุ่มไม้พะยูง ไม้แดงพบว่ากลุ่มประเทศที่นำเข้ามาก เช่น จีน เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย โมซัมบิก เป็นต้น"

เมื่อถามว่าต่อไปจะมีการค้าไม้พะยูงระหว่างประเทศได้ง่ายหรือไม่ถ้าสามารถตัดจากที่ดินกรรมสิทธิ์ นายสุรวิช กล่าวว่า คงยังไม่สามารถส่งออกได้ในตอนนี้และคงไม่มีไม้พะยูงในที่ดินกรรมสิทธิ์มากเพียงพอที่จะส่งออกทันทีที่ขึ้นบัญชีไซเตสมาหมาดๆ อย่างนี้อาจจะเข้าข่ายการนำไม้มาสวมตอหรือไม่ ซึ่งกระบวนการต่อจากนี้กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯคงต้องเข้มงวดในการตรวจสอบไม้พะยูงที่อยู่ในที่ดินเอกชน แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ศักยภาพของไม้พะยูง ที่ปลูกในสวนป่ามีมากว่า 20 ปีแล้ว โดยมีการวิจัยว่าอัตราการเติบโตนั้นไม่ต่างจากไม้สัก เพาะพันธุ์ได้ง่าย ดังนั้นในอนาคตถ้ามีการปลูกไม้พะยูงในพื้นที่เอกสารสิทธิ์เพียงพอแล้ว ก็อาจจะส่งเสริมในทางการค้าเหมือนกับไม้กฤษณา"

ส่วนนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า การขอขึ้นบัญชี 2 ไม้พะยูงครั้งนี้ เพื่อเน้นการอนุรักษ์จนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤติ โดยจะยังไม่มีการอนุญาตให้ส่งออกไม้พะยูงอย่างแน่นอน เนื่องจากไทยไม่เคยอนุญาตส่งออกไม้พะยูงที่อยู่ในบัญชีไม้หวงห้ามประเภท ก.ของกฎหมายป่าไม้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม้พะยูงถูกแอบตัดและลักลอบส่งออกอย่างผิดกฎหมาย

แต่ยอมรับว่า การค้าไม้พะยูงในสวนป่าเอกชนเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมการในอนาคต โดยอาจจะสนับสนุนให้มีสวนป่าเอกชนปลูกไม้พะยูงเพื่อการค้าได้ แต่ยังไม่ใช่ระยะนี้ เพราะเป้าหมายเราคือจะต้องรักษาไม้พะยูงในป่าที่เหลือแค่ 1 แสนต้นให้ได้ก่อน รวมทั้งเตรียมการปลูกเสริมไม้พะยูงอีก 2 หมื่นไร่ในแหล่งไม้พะยูง และยังเตรียมเพาะกล้าพะยูงอีก 1 ล้านกล้าเพื่อปลูกทดแทนในป่า และที่ดินของชาวบ้านอีกด้วย ส่วนการจะส่งเสริมขายไม้พะยูงจากป่าปลูกในเชิงการค้านั้น มองว่าอาจต้องหลังจากนี้นับ 10 ปี