นายกฯสั่งคุมเข้มเผาป่า แก้ปัญหาหมอกควัน ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 80 วันอันตราย ด้าน 'ปลอดประสพ' ย้ำรัฐเร่งช่วยเหลือประชาชนเรื่องภัยแล้ง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" โดยกล่าวถึงปัญหาหมอกควันว่า มีการสั่งตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 80 วันอันตราย ซึ่งล่าสุดเวลาผ่านมาได้เกือบเดือนแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณประชาชนที่ทำงานร่วมกับทางจังหวัดอย่างเข้มแข็งและจากการลงพื้นที่ภาคเหนือที่ผ่านมา ที่ปกติในช่วงนี้จะมีปัญหาหมอกควันแต่ครั้งนี้พบว่าสถานการณ์ดีขึ้น อากาศดีขึ้น ทั้งนี้ เป็นเพราะจากความร่วมมือของประชาชนในการป้องกันและประชาชนในภาคเหนือที่เผาป่าลดน้อยลง หลังจากนี้ ก็จะมีการแนะนำการให้ความรู้ประชาชนในการบำรุงดินอย่างถูกวิธีโดยการไถกลบหน้าดินแทนการเผาป่า ซึ่งการเผาป่าจะทำให้สภาพดินเสื่อม โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาภัยแล้ง หรือหมอกควัน รัฐบาลก็บูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาและป้องกันในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นด้วย
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องน้ำน้อยทำให้เกิดภัยแล้งนั้น รัฐบาลได้สั่งทุกหน่วยงานโดยเฉพาะ ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยดูแลประชาชนมาพอสมควรแล้ว จากนี้ไปอีก 80-90 วัน ถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤติเพราะฝนไม่มีแหล่งน้ำก็แห้ง จึงได้มีการประชุมเพื่อวางมาตรการช่วยเหลือที่เข้มข้น มุ่งไปยังเรื่องน้ำกินน้ำใช้ โดยในระยะสั้น มี 4 ข้อ คือ 1.จัดหาภาชนะเก็บน้ำ ขนน้ำจากแหล่งน้ำไปจัดเก็บในภาชนะเก็บน้ำของชาวบ้าน 2.จัดจ้างรถขนน้ำ 3.ศูนย์อุปกรณ์ และ 4.ทำการขุดน้ำบาดาล เพื่อช่วยเหลือประชาชน และการจ้างงานในพื้นที่
ส่วนมาตรการระยะยาว คือให้ กบอ.ไปทำแผนป้องกันน้ำแล้งและน้ำท่วม ประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หาแหล่งน้ำ ปรับแผนการใช้น้ำ เกษตรและที่ดิน โดยการจัดโซนนิ่งเฉพาะ ส่วน พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท ที่นำมาบริหารจัดการน้ำนั้น เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างบูรณาการ ทั้งปัญหาอุทกภัยและปัญหาภัยแล้ง ระบบการขนส่งน้ำ เชื่อว่าประเทศไทยอีก 5 ปีข้างหน้าจะดีขึ้นมากกว่านี้
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดระบบซิงเกิลคอมมานด์ และสำรวจความต้องการน้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งกว่า 22,223 หมู่บ้าน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 29 ของหมู่บ้านที่มีทั้งหมดทั่วประเทศ
ส่วนถังน้ำรวมขนาดใหญ่นั้นมี 4,900 ถังบรรจุน้ำได้ 18 ล้านลิตร และได้มีการสำรวจความต้องการน้ำในแต่ละจังหวัดพบว่าต้องการเพิ่มอีก 41,000 ถัง สามารถบรรจุน้ำได้อีก 12 ล้านลิตร หากกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ที่ขาดแคลนก็จะบรรเทาปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคได้ ซึ่งจะมีการระดมหาน้ำไปให้ประชาชนตามหมู่บ้านได้ตามความต้องการ ทั้งเรื่องการขนส่ง การให้การประปาส่วนภูมิภาคเข้าไปจัดการ
ส่วนเรื่องบุคลากรในการทำงานนั้น จะมีการรวมตัวทุกภาคส่วนในจังหวัดมาทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญาหาเรื่องน้ำทั้งระยะต้น ระยะปฏิบัติการ ระยะเยียวยา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้รวบรวม รวมถึงภาคเอกชนที่จะมาร่วมด้วย นอกจากนี้ยังต้องมองถึงปัญหาของประชาชนที่ประสบภัยแล้งแล้วไม่มีงานทำส่งผลให้ประชาชนว่างงานต้องเดินทางมาหางานทำในกทม. จำเป็นต้องสร้างงานในพื้นที่ พร้อมทั้งเฝ้าระวังโรคระบาดที่มาในช่วงภัยแล้ง คือโรคอหิวาตกโรค ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขก็ต้องเข้าไปดูแลป้องกัน
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงภัยแล้งนั้น หากอยู่ในพื้นที่เขตชลประทาน มีวางแผนจัดการน้ำ 2 ล้านคิว คิดว่าเพียงพอต่อความต้องการ แต่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประสบปัญหา ก็ได้ประกาศให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยแล้ว ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสม และสั่งการเจ้าหน้าที่ในสังกัด สำรวจปัญหาและความต้องการของประชาชนแล้ว









