วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สยบจุดด่าง (ดำ) ให้ผิวสาว

ถึงแม้เทรนด์เสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ในสไตล์ "ลายจุด" หรือ Polka Dot กำลังมา แต่ไม่ได้รวมถึงผิวพรรณที่เป็นจุดด่างดำหรือริ้วรอย

ถึงแม้เทรนด์เสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ในสไตล์ "ลายจุด" หรือ Polka Dot กำลังมา แต่ไม่ได้รวมถึงผิวพรรณที่เป็นจุดด่างดำหรือริ้วรอย

“จุดด่างดำเป็นผลจากเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังทำงานผิดปกติ เม็ดสีหรือเมลานินจึงถูกสร้างขึ้นมามากจนเกินไป กลายเป็นร่องรอยจุดด่างดำ หรือรอยแดงบนผิว” นพ.กฤษฐิพร เพ็งสุข แพทย์ด้านผิวหนังจากนิรันดา คลินิกกล่าว


ความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสีนี้ เกิดได้จาก 3 ปัจจัยกระตุ้นคือ รังสียูวี ซึ่งแบ่งเป็นสามชนิด ได้แก่ ยูวี-เอ ยูวี-บี และยูวี-ซี โดยรังสียูวี-เอ เป็นรังสีที่มีพลังงานต่ำ ไม่ทำให้เกิดผิวไหม้ในระยะสั้น แต่มีผลเสียต่อผิวระยะยาว เพราะสามารถทะลุผ่านเข้าถึงผิวชั้นหนังแท้ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายผิว และยังอาจส่งผลให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนัง

และในผิวหนังชั้นหนังแท้นี้ก็ยังมีเส้นเลือดฝอยเล็กๆด้วย ถ้าเซลล์ของผนังเส้นเลือดฝอยเหล่านี้เสียความตึงตัว มันก็จะทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว ทำให้เลือดคั่งค้างในเส้นเลือดในปริมาณมาก ทำให้มองดูแล้วเห็นใบหน้าหมองคล้ำ และถ้าปล่อยไว้นานๆ ก็กลายเป็นฝ้าเส้นเลือดได้

“สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ รังสียูวี-บี ที่สามารถส่องตรงทำลายผิวชั้นหนังกำพร้า ทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นเกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำและฝ้าได้” คำเตือนจากคุณหมอ

ส่วนรังสียูวี-ซี เป็นรังสีที่อันตรายต่อผิวมากที่สุด แต่ไม่สามารถทะลุผ่านชั้นโอโซนลงมาถึงผิวโลกปัจจัยกระตุ้นต่อมาคือ การระคายเคืองหรืออักเสบของผิวหนัง เช่น สิวที่เกิดการอักเสบและมีแผล กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีมากขึ้น และปัจจัยสุดท้ายคือ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เช่น ภาวะตั้งครรภ์ หรือรับประทานฮอร์โมนเสริม เป็นต้น


ฉะนั้น เพื่อปกป้องผิวจากริ้วรอยจุดด่างดำ คุณหมอย้ำว่า สิ่งสำคัญคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสี ได้แก่ การเลี่ยงแดด ใช้ครีมกันแดดที่มีค่าการปกป้องอย่างน้อย SPF30 ที่สามารถป้องกันทั้งรังสียูวี-เอ และยูวี-บี เนื่องจากแสงแดดและรังสียูวีต่างๆ นอกจากจะเป็นตัวกระตุ้น ยังเป็นตัวซ้ำเติมให้ผิวด่างดำมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ควรทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่อง เพราะครีมกันแดดมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ชั่วโมง

สำหรับคนที่ใบหน้าเริ่มปรากฏจุดด่างดำ อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ลดเลือนรอยด่างดำ และปัจจุบัน ยังมีเทคโนโลยีเลเซอร์ที่เป็นที่นิยมอีกด้วย

เลเซอร์เป็นคลื่นพลังงานออกมาเป็นช่วงคลื่นแสงคลื่นใดคลื่นหนึ่งเท่านั้น เช่น แสงเลเซอร์เพาซ์ดายด์ (pulse-dye laser) จะเป็นแสงสีเหลืองมีความยาวช่วงคลื่น 595 นาโนเมตร แสงเลเซอร์ เอ็น ดี แยค (Nd:YAG laser) จะมีความยาวช่วงคลื่นที่ยาว 532 และ1064 นาโนเมตร ซึ่งพลังงานแสงเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการรักษาที่เฉพาะเจาะจง สรุปง่ายๆ คือเลเซอร์คือคลื่นแสงที่มีพลังงานออกมาเป็นจุดช่วงคลื่นที่จุดใดจุดหนึ่ง

จุดคลื่นของแสงเลเซอร์แต่ละจุดคลื่น มีความเฉพาะเจาะจงกับเซลล์ผิวหนังแต่ละเซลล์แตกต่างกัน จึงมีการนำเลเซอร์ชนิดต่างๆ มาใช้ในการรักษาโรคผิวหนังมากมาย เช่น รักษาสิว รอยดำ รอยแดงจากสิว ลบปานแดงปานดำ กำจัดไฝ ขี้แมลงวัน หูด การกำจัดเม็ดสีผิดปกติ ฝ้า กระ การกำจัดเส้นเลือดขอด เส้นเลือดฝอย เป็นต้น

นพ.กฤษฐิพร ชี้ว่า เลเซอร์ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ เลเซอร์ที่ทำแล้วเกิดแผลหรือรอยสะเก็ด ซึ่งความถี่ในการทำต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวที่ต้องหายดี ผิวแข็งแรงพอที่จะทำต่อ ส่วนเลเซอร์ที่ทำแล้วไม่เกิดรอยแผล สามารถที่จะทำ 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิว ปัญหาผิว และวิจารณญาณของแพทย์
สิ่งที่สำคัญคือ การดูแลตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย ที่จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวกระจ่างใสจากภายใน

“อาหารกลุ่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักและผลไม้ ที่จะช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส ในขณะที่อาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล เป็นตัวที่เข้าไปเร่งปฏิกิริยาความแก่ในร่างกาย ทำให้เราแก่เร็ว แก่ก่อนอายุ หนึ่งในอาการแก่คือ ผิวพรรณที่หมองคล้ำ มีริ้วรอยนั่นเอง” นพ.กฤษฐิพรย้ำ