วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทวงคืน!! พื้นที่ปลอดภัย ไร้ปัญหา 'ล่วงละเมิดทางเพศ' ในโรงเรียน

เครือข่ายยุติความรุนแรงทางเพศฯ ร้อง รมต.ศึกษาออกมาตรการสร้างโรงเรียนปลอดภัย แก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศในระบบการศึกษาไทย

 

เครือข่ายยุติความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยองค์กรด้านการคุ้มครองเด็ก ผู้หญิง และการศึกษา กว่า 70 องค์กร ได้ออกมารณรงค์เรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านเว็บไซต์ change.org ให้ดำเนินมาตรการแก้ไขและป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศในโรงเรียนอย่างเร่งด่วน สืบเนื่องจากกรณีนักเรียนหญิงวัย 14 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดมุกดาหารถูกครูในโรงเรียนจำนวน 5 คน ร่วมกับพวกอีก 2 คน ข่มขืนกระทำชำเรามานานนับปี จนมีการแจ้งความดำเนินคดีไปเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ร่วมเรียกร้องครั้งนี้ กล่าวว่า เหตุการณ์ครูข่มขืนนักเรียนที่จังหวัดมุกดาหารเป็นข่าวที่สะเทือนสังคม ซ้ำเมื่อมีการเผยแพร่ข่าวออกไป กลับมีครูในโรงเรียนและบุคคลอื่นที่อ้างตัวเป็นครูออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียลในลักษณะที่เป็นการให้กำลังใจครูที่ตกเป็นผู้ต้องหา และประณามเด็กนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ

ทำให้สังคมตั้งคำถามกับบุคลากรในระบบการศึกษาของไทยว่า มีจิตสำนึกความเป็นครู สำนึกเรื่องการคุ้มครองเด็ก ความเสมอภาคระหว่างเพศ  และมีความละเอียดอ่อนต่อสภาพปัญหาของเด็กที่เป็นกลุ่มเปราะบางทางสังคมมากน้อยเพียงใด รวมทั้งมองว่าที่ผ่านมาทางกระทรวงศึกษาฯ เองก็ไม่มีได้มาตรการแก้ไขและปัองกันปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศเด็กอย่างจริงจังจนเกิดเป็นปัญหาซ้ำซาก

“เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเด็กนักเรียนในความดูแลของกระทรวงศึกษาต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศที่เกิดจากการกระทำของบุคลากรทางการศึกษาเอง ตรงกันข้ามเหตุการณ์นี้รวมถึงการแสดงทัศนะของผู้ที่อ้างตัวเป็นครูในลักษณะที่เข้าข้างผู้ต้องหาและกล่าวโทษเด็กนักเรียน สะท้อนถึงวัฒนธรรมความรุนแรงทางเพศที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบการศึกษาไทย  

ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิง ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาฯ ยังคงทำงานแบบตั้งรับ โดยคอยรับเรื่องร้องเรียนหลังเกิดเหตุแล้ว และการล่วงละเมิดที่เคยเกิดขึ้นหลายๆ กรณี ทางกระทรวงฯ ก็ไม่ได้มีการเอาผิดและลงโทษครูที่กระทำผิดอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่มีนโยบายแก้ไขที่รากเหง้าของปัญหา ความรุนแรงทางเพศที่บุคลากรทางการศึกษากระทำกับเด็กจึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

Untitled

 

ด้าน ทัศนวรรณ บรรจง ผู้อำนวยการมูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไท กล่าวว่า กระทรวงศึกษาฯ ต้องมีนโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างรอบด้าน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อนักเรียนขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การศึกษากับครูและผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งให้เข้าใจเรื่อง 'หลักการคุ้มครองสิทธิเด็ก' เข้าใจว่าอะไรคือความรุนแรงทางเพศ มีความละเอียดอ่อนต่อเด็กที่มีความเปราะบางทางสังคม ซึ่งปัจจุบันเด็กเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น โรงเรียนจึงต้องเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กด้วย

“กระทรวงศึกษาฯ ต้องทำให้โรงเรียนและสถานศึกษาอื่นๆ ทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้งของรัฐและเอกชน เป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ใช่สถานที่ที่เด็กเข้าไปแล้วต้องไปเสี่ยงจะถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือใช้ความรุนแรง” ทัศนวรรณ กล่าว

ในส่วนข้อเรียกร้องของเครือข่ายยุติความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ change.org เน้นให้กระทรวงศึกษาฯ ต้องดำเนินการดังนี้  

  1. มีนโยบายและมาตรการเชิงรุกที่รอบด้านในการแก้ไขและป้องกันปัญหา 'ความรุนแรงทางเพศในโรงเรียน'
  2. จัดตั้ง 'กลไกระดับกระทรวง' เพื่อรับเรื่องร้องเรียนกรณีความรุนแรงทางเพศ โดยกลไกดังกล่าวต้องมีกระบวนการทำงานที่เป็นอิสระจากอิทธิพลต่างๆ  มีผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและการแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศจากภายนอกเข้าร่วม และต้องประชาสัมพันธ์นักเรียนและผู้ปกครองรับรู้และเข้าถึงกลไกนี้ได้อย่างกว้างขวาง   
  3. ให้การศึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนทั่วประเทศเกี่ยวกับ การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ความเสมอภาคระหว่างเพศ และให้มีแนวปฏิบัติเพื่อทำให้โรงเรียนทุกแห่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงทางเพศ  
  4. กรณีที่มีการล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน กระทรวงศึกษาฯ ต้องร่วมเป็นเจ้าทุกข์ในการดำเนินคดีอาญา ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพนักเรียนในปกครอง รวมทั้งต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และการเยียวยาเด็กและครอบครัวด้วย
  1. ในกรณีที่พบว่าบุคลากรทางการศึกษามีการกระทำผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียน ต้องมีการลงโทษทางวินัยขั้นสูงสุด ถอนใบประกอบวิชาชีพครู และหากบุคคลที่กระทำผิดยังคงทำงานในหน่วยงานด้านการศึกษา กระทรวงฯ ต้องไม่อนุญาตให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนโดยตรงอย่างเด็ดขาด