วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สวัสดิการรัฐ’ ในวิกฤตโควิด-19 มีใครถูกทิ้งไว้กลางทาง?

ข้อเสนอทางเศรษฐศาสตร์ ในการเยียวยาประชาชนจากผลกระทบ ‘โควิด-19’ และการออกแบบสวัสดิการที่ควรทั่วถึงและไม่ทิ้งกัน

 

ราวๆ 4 เดือนได้ที่ไทยเผชิญกับโรคระบาดโควิด-19 ภาคประชาชน ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า ทั้งกระทบต่อทุนมนุษย์ ระบบเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ หลังจากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปจนถึงมาตรการเคอร์ฟิวห้ามออกจากเคหสถาน (22.00-04.00 น.) แม้จะมีนโยบายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ แต่ใช่ว่าจะทั่วถึงคนทุกกลุ่ม

ความล่าช้าและไม่ทั่วถึงในการเยียวยาประชาชนของรัฐ ยังเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงเรื่อยมา และการดำเนินการของรัฐ ยังคงอยู่ในเครื่องหมายคำถามว่า ทำอย่างไร...เงินเยียวยาจะทั่วถึง ทำอย่างไรที่จะไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รวมถึงการออกแบบระบบสวัสดิการใหม่ เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงของประชาชนมากขึ้นในสถานการณ์ไวรัสระบาด และหวังว่าจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้บ้าง

 

20200510195617560

 

นโยบาย by ประชารัฐ

“ในทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพ การป้องกันโรคคือการลดความน่าจะเป็นที่จะติดโรค ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเหลือเพียงศูนย์ ซึ่งเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่จะได้รับผลตอบแทนในอนาคต นั่นก็คือ เราจะไม่ป่วยเป็นโรคและสามารถมีชีวิตอยู่ทำกิจกรรมต่างๆ ได้เช่นเดิม” ดร.ภาคภูมิ แสงกนกกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พูดถึงการป้องกันโรคในเชิงเศรษฐศาสตร์ ผ่านซีรีส์เสวนาออนไลน์ โดยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม(CRISP) ภายใต้หัวข้อ ‘จากวิกฤตโควิด-19 สู่การพลิกผัน’

เมื่อส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก โดยที่ฝ่ายเอกชนหรือปัจเจกชนไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง เพื่อจุดประสงค์ในการควบคุมโรค การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน กำหนดนโยบายเยียวยาและมาตรการควบคุม พร้อมๆ ไปกับการพยุงเศรษฐกิจให้รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้

ทั้งนี้ อำนาจรัฐ เกี่ยวพันกับการกระจายสวัสดิการของประชาชน จึงเกิดคำถามตามมาว่า จะกระจายสวัสดิการอย่างไรให้เป็นธรรม อาจารย์ภาคภูมิ ชวนตั้งคำถามต่ออีกว่า...ใครเป็นคนตัดสินใจในการกระจายสวัสดิการครั้งนี้ และจะกระจายอย่างไร คนกลุ่มไหนควรได้รับสวัสดิการ และจะกระจายอะไรบ้าง นี่คือสี่คำถามหลักเมื่อพูดถึงการกระจายสวัสดิการ

“ตอนนี้เราต้องการให้ทุกคนมีสวัสดิการที่ไม่แย่ไปกว่าสถานการณ์ปัจจุบันมาก ขณะเดียวกันก็ต้องมีการป้องกันโรคไม่ให้เกิดการระบาด เรียกว่าต้องสมดุลกับระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคง และรักษาระเบียบสังคมไว้ด้วย ซึ่งสวัสดิการมีทั้งที่อยู่ในรูปของเงิน สิ่งของ บริการอื่นๆ รวมถึงสิทธิเสรีภาพ”

 

20200424140308921

 

ทั้งนี้ ทุกนโยบายมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ในวิกฤตเช่นนี้ การให้ ‘เงิน’ มีข้อดีคือสะดวก สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ตามความต้องการและมีความคล่องตัวสูง แต่ข้อเสียคือจะต้องมีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบการคลังมหาศาล อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา และอีกข้อจำกัดการใช้เงินนั่นก็คือ เงินจะใช้ได้ดีก็ต่อเมื่อกลไกตลาดทำงาน แต่ปัจจุบันกลไกตลาดบางอย่างไม่ทำงานหรือทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น หน้ากากอนามัย ไข่ไก่ และแอลกอฮอล์ขาดตลาดในช่วงหนึ่ง เนื่องจากภาคการผลิตไม่สามารถทำงานได้

ขณะที่การให้ ‘สิ่งของ’ อาจมีข้อจำกัดไม่เท่าเงิน แต่มีข้อด้อยคือมีโอกาสที่คนรับอาจไม่ถูกใจหรือไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ดังนั้นระบบสวัสดิการที่จะรับมือโควิด-19 จะต้องมีการผสมผสานทั้งเงินและสิ่งของ หรืออาจจะให้ในรูปแบบของบริการ เช่น ลดค่าไฟฟ้า ลดค่าขนส่ง หรือเครดิตซื้อของออนไลน์ เป็นต้น ก็จะไม่มีปัญหาในการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ

“ส่วนคำถามที่ว่าให้กับประชาชนกลุ่มไหน ก็ต้องพิจารณาตามนโยบาย ถ้าให้เฉพาะกลุ่ม ข้อดีก็คือ ยิ่งให้จำกัดวงเงินยิ่งใช้งบน้อย และจะได้ส่วนแบ่งเยอะขึ้น แต่ระบบการให้เฉพาะกลุ่มเหมาะกับกรณีที่มีข้อมูลพร้อม สามารถแบ่งได้ว่าคนกลุ่มไหนควรได้รับความช่วยเหลือจริงๆ และกรณีที่ผลกระทบด้านลบ จำกัดอยู่แค่ไม่กี่คน ซึ่งถ้าให้ทุกคนก็จะมีข้อเสียที่ส่วนแบ่งจะน้อยลง เช่น เดิมให้คนละ 5,000 บาท พอเปลี่ยนมาให้ทุกคนอาจเหลือ 3,000 บาท แต่ข้อดีคือไม่ต้องใช้ข้อมูล เพราะไม่มีใครหลุดรอดไป”

 

20200510195613828

 

ความเหลื่อมล้ำในวิกฤตโควิด

จากงานวิจัยของหลายๆ ประเทศเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ศึกษามานั้น ชัดเจนว่า โควิดทำให้เห็นกลุ่มคนที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการเงินและสุขภาพที่แตกต่างกัน โดยมี 4 ประเด็นหลักๆ กับความเหลื่อมล้ำในวิกฤตโควิด-19 ไม่ว่าจะด้านสาธารณสุข-สุขภาพ ด้านการทำงาน ด้านทรัพย์สิน และด้านการศึกษา แต่ประเด็นที่สอดคล้องกับระบบสวัสดิการดังกล่าวประกอบไปด้วย

‘ความเหลื่อมล้ำสุขภาพ’ ข้อมูลจาก Our World in Data ที่รายงานช่วงการระบาดในจีน โดยเก็บข้อมูลจากคนที่ติดโควิด-19 ปัจจัยที่ทำให้คนติดแล้วเสียชีวิต คือการที่ผู้ติดเชื้อมีปัญหาสุขภาพ อย่างเช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ทางเดินหายใจ ความดัน และมะเร็ง คนเหล่านี้มีโอกาสรอดน้อยกว่าคนที่ไม่มีโรคดังกล่าว อาจารย์เฉลิมพงษ์ ใช้แนวคิดนี้พิจารณาในไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจของ NSO, Thailand, Health and Welfare Survey, 2550 จากกลุ่มโรคเบาหวานและความดัน พบว่า ในกลุ่มรายได้น้อยเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้นจึงมีแนวโน้มสูงที่กลุ่มรายได้น้อยมีโอกาสจะเป็นโรคเรื้อรัง ที่เมื่อติดโควิด-19 จะมีโอกาสรอดน้อยกว่ากลุ่มอื่นนั่นเอง

ขณะเดียวกันทรัพยากรทางการแพทย์ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากจำนวนแพทย์ต่อประชากรแสนคนในแต่ละจังหวัด กระจุกตัวอยู่ในกทม. และตามหัวเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา จังหวัดเหล่านี้มีจำนวนแพทย์ต่อประชากรค่อนข้างสูง ขณะที่จังหวัดรอบๆ มีสัดส่วนที่ต่ำลงมา ถึงแม้ว่าปัจจุบันการติดเชื้อสะสมส่วนมากจะอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆ อย่างกทม. ภูเก็ต นนทบุรี สมุทรปราการ แต่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงกลับมีจำนวนแพทย์น้อยกว่า

20200424140301453

 

ในส่วนของ Work From Home ก็ทำให้เกิด ‘ความเหลื่อมล้ำด้านการทำงาน’ เนื่องจาก 80 เปอร์เซ็นต์ ในสาขาการศึกษา ราชการ วิชาชีพทั้งหลายสามารถทำงานได้จากบ้าน ขณะที่อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและโรงแรม ที่ไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ ทำให้คนจำนวนนี้ถูกเลิกจ้างหรือให้หยุดการทำงานชั่วคราว นั่นหมายความว่าพวกเขาขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ ขณะที่คนอีกจำนวนมากต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ แรงงานในภาคขนส่ง พนักงานส่งของและอาหาร พนักงานร้านสะดวกซื้อและร้านอาหาร ซึ่งถ้าไม่นับบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มคนที่ทำงานภายใต้ความเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย

“ส่วนกลุ่มเกษตรกรก็มีความยากจนเพิ่มขึ้น จากที่เคยอาศัยเศรษฐกิจเมืองพอเจอโควิดเข้าไป เขาจะกลายไปเป็นกลุ่มที่ตกไปอยู่ในวงจรยากจนกลุ่มใหญ่ ปีนี้ภาคการเกษตรเจอตั้งแต่ฝุ่น โควิด และยังมีภัยแล้งอีกด้วย แน่นอนว่าแนวโน้มรายได้เกษตรกรในปีนี้ลดลงฮวบ ด้วยการกระจายผลผลิตทางการเกษตรสู่ตลาดก็เป็นเรื่องยากและลดลงมาก ส่งผลให้ภาวะความยากจนในกลุ่มนี้สูงขึ้นไปอีก”

 

ออกแบบสวัสดิการใหม่

โควิด-19 เป็นทั้งวิกฤตและโอกาสที่จะได้ปรับปปรุงระบบบางอย่างที่เคยซุกไว้ใต้พรม และเป็นโจทย์ใหญ่ในการออกแบบระบบสวัสดิการใหม่ ซึ่งระบบสวัสดิการไทยเริ่มมีปัญหาก่อนโควิดด้วยซ้ำ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ระบบนายจ้าง-ลูกจ้างเหมือนเดิม มีระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์มใหม่ๆ ผุดขึ้นในช่วง 1-2 ปีให้หลัง เกิดการจ้างงานแบบใหม่ ที่อาศัยแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ไม่ได้มีสวัสดิการที่ชัดเจนให้กับคนกลุ่มนี้หรือแม้แต่ข้อมูลรายได้ก็ไม่ชัดเจนนัก

“พูดง่ายๆ คือ ไม่มีกองทุนเฉพาะกลุ่ม แต่จะนำไปรวมกับประกันสังคมอย่างเดียว บางคนอาจเห็นว่ายิ่งกองทุนใหญ่ยิ่งดี แต่ผมมองว่าคนกลุ่มนี้มีลักษณะความเสี่ยงไม่เหมือนระบบนายจ้างลูกจ้าง ก็ควรจะมีกองทุนกลุ่มใหม่ อาจแบ่งตามสาขาอาชีพ เพื่อการช่วยเหลือที่เฉพาะกลุ่มจริงๆ” ดร.ภาคภูมิ เล่าปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรม พร้อมอธิบายต่อว่า

หรือนี่อาจเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนสู่ Universal Basic Income (UBI) หรือสวัสดิการใหม่ที่รัฐการันตีรายได้พื้นฐานให้กับประชาชน หากลองตั้งสมมติฐานว่า ระบบการคลังของไทยมีความพร้อมที่สามารถทำให้ทุกคนมีเงินเดือน 30,000 บาทโดยไม่ต้องทำงาน ถ้าเป็นเช่นนั้นไทยจะมีรัฐสวัสดิการแบบยุโรปหรือไม่

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘สวัสดิการ’ กับ ‘รัฐสวัสดิการ’ เพราะสวัสดิการคือบรรดานโยบาย แต่รัฐสวัสดิการคือการจัดแจงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ต่อให้ใช้นโยบายแบบเดียวกัน ก็ไม่สามารถเป็นรัฐสวัสดิการเช่นเดียวกันได้ ด้วยโครงสร้างสถาบันการเมือง ครอบครัว เศรษฐกิจและสังคมที่ต่างกันนั่นเอง

 

20200501121203030

 

ทั้งนี้ ปัญหาการจัดภาษีของประเทศไทยคือ คนที่ลงทะเบียนจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ประชากรทั้งประเทศมีเลขภาษี 10 ล้านกว่าคน แต่มีคนจ่ายเพียง 4 ล้านคน เมื่อใช้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้ ก็ต้องใช้เงินได้จากส่วนอื่น ซึ่งส่วนที่ง่ายที่สุดคือ ภาษี VAT เนื่องจากเลี่ยงยาก แต่ข้อเสียคือไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำเลย

“การจะจัดโครงสร้างภาษีที่ดี คนที่มีรายได้สูงควรจะช่วยคนที่มีรายได้ต่ำ ตามหลักพื้นฐานของยุโรป คล้ายเป็นหน้าที่พลเมืองอย่างหนึ่ง แต่ปัญหาคือเทคโนโลยีการปกครองของรัฐไม่สามารถดึงทุกคนเข้ามาอยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐได้ มักมีคนพูดเสมอว่ารัฐสวัสดิการจะเกิดได้ต้องจ่ายภาษี แต่ผมมองต่างว่า คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีก็ได้ แต่ต้องแสดงตัว เพื่อบอกรัฐว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ลำบากอย่างไร และระบบประกันสังคมควรจะอิสระกว่านี้ เพื่อความคล่องตัวในการจัดการ”

สำหรับนโยบายที่ตอบสนองต่อปัญหาโควิด-19 อาจารย์เฉลิมพงษ์บอกว่า มีสองแนวทางด้วยกัน 1.การพยุงธุรกิจและแรงงานไปพร้อมๆ กัน รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจโดยจ่ายเงินผ่านธุรกิจ แม้แรงงานจะไม่ได้ทำงานก็ตาม เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในการร่วมงาน อย่างที่ฝรั่งเศสใช้ 2.จ่ายเงินโดยตรงให้แรงงาน ซึ่งจะขาดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แนวทางนี้สหรัฐอเมริกาและไทยใช้กันอยู่ แต่เมื่อหมดวิกฤตจะใช้เวลานานในการฟื้นตัว และยังมีข้อจำกัดในการจ่ายเงิน รวมถึงกระบวนการในการจ่ายเงิน

“การพยายามใช้นโยบายการคลังและการเงินขนาดมหาศาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว ในทางกลับกันก็ช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งสิ่งที่ต้องคิดต่อหลังจากแจกเงินแล้วคือ การหาเงินชดเชย (fair tax) เพื่อทดแทนงบประมาณที่ใช้ไป และในอนาคตจะมีระบบภาษีที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ควบคู่ไปกับความยั่งยืน” ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ ทิ้งท้าย