วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

IBM เผย ‘กักตัว’ ภาวะโดดเดี่ยวในกลุ่มผู้สูงอายุอันตรายกว่าที่คิด

ช่วง 'โควิด-19' ความรู้สึกโดดเดี่ยวจากการกักตัวตามลำพัง ก่อให้เกิดอันตรายและความเสียหายมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

 

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ภัยคุกคามที่เกิดจากการแยกตัวตามลำพังและความรู้สึกโดดเดี่ยวได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างในกลุ่มประชากรทั่วโลก อันเนื่องมาจากความจำเป็นที่ต้องมีการรักษาระยะห่างทางกายภาพและทางสังคม (หรือถึงขั้นต้องมีการกักตัว) แบบไม่ทันตั้งตัว เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและเพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวม 

ความรู้สึกโดดเดี่ยวได้เข้าปกคลุมทุกหนแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการติดต่อแบบพบหน้ากันจริงๆ เป็นสิ่งที่ต้องเลี่ยง แนวทางเดียวที่เป็นไปได้คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อติดต่อกันผ่านระบบเสมือนจริง (virtual)

นับตั้งแต่เผยแพร่งานวิจัยฉบับแรกเกี่ยวกับความรู้สึกโดดเดี่ยวในกลุ่มผู้สูงอายุในปี 2560 ไอบีเอ็ม (IBM) ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้กับบรรดาผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง ‘กลุ่มผู้รณรงค์เพื่อยุติความรู้สึกโดดเดี่ยว’ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับเพื่อนฝูง ครอบครัว และเพื่อนบ้าน

ในสภาวะของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่แม้ในช่วงแรก ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกพอใจที่มีโอกาสได้หยุดการเชื่อมต่อชั่วคราว ได้ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจและหลีกเร้นจากโลกที่ทวีความวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อระยะเวลาการปลีกวิเวกถูกขยายให้นานขึ้นจนก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ผลลัพธ์อาจเป็นอันตรายและสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะกับ ‘ผู้สูงอายุ’

เป็นที่ทราบกันดีว่าจำนวนประชากรผู้สูงอายุกำลังเพิ่มขึ้น ข้อมูลองค์การสหประชาชาติระบุว่าภายในปี พ.ศ. 2593 ประชากรหนึ่งในหกของโลก (16 เปอร์เซ็นต์) จะมีอายุมากกว่า 65 ปี ซึ่งเพิ่มจากสัดส่วนหนึ่งใน 11 คน (9 เปอร์เซ็นต์) ในปี พ.ศ. 2562 และจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไปคาดว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสามเท่า หรือจาก 143 ล้านคนในปี พ.ศ. 2562 เป็น 426 ล้านคนในปี พ.ศ. 2593

การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุมาพร้อมกับความเป็นไปได้ที่จะมีประชากรที่รู้สึกโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้น ประเด็นนี้มีความสำคัญไม่แต่เฉพาะในระดับปัจเจกบุคคลและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ บริษัทต่างๆ กลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือ และภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากผลที่ตามมานี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่สหราชอาณาจักรได้แต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงแห่งความเหงา (Minister for Loneliness) ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561

ปัจจุบัน หลายภาคส่วนได้เข้ามาหาแนวทางช่วยบรรเทาผลกระทบนี้ เพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นถึงความสำคัญของปัญหา การแทรกแซงในปัจจุบัน และแนวความคิดต่างๆ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในอนาคต ไอบีเอ็ม (IBM) ได้ทำการสัมภาษณ์บรรดาผู้เชี่ยวชาญในหกประเทศที่เป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ทั่วโลกรวม 50 ครั้ง และยังได้รับข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจจากกลุ่มต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ นักวิจัยเชิงวิชาการ นักเทคโนโลยี ผู้บริโภค และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์ ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านซอฟต์แวร์ที่เน้นตลาดกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือ และเจ้าหน้าที่รัฐ

Areas-of-loss

ทั้งนี้ นำมาสรุปเป็นแนวคิดเพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุรับมือกับความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เพิ่มมากขึ้นและศึกษาหาวิธีการบรรเทาความรู้สึกนี้ในอนาคต ดังนี้

 

  • มาตรการในระดับบุคคล ที่สื่อสารโดยตรงกับผู้สูงอายุ อาทิ การทำตุ๊กตาผู้สูงอายุที่สามารถร้องเพลงที่กลุ่มผู้สูงอายุชื่นชอบได้เพียงแค่กดปุ่มสั่ง สัตว์เลี้ยงอิเล็กทรอนิกส์ที่คอยช่วยเตือนความจำเมื่อถึงเวลาทำกิจกรรมต่างๆ หรือประสบการณ์เสมือนจริงที่พาผู้สูงอายุไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เป็นต้น
  • มาตรการในระดับชุมชนที่เน้นการใช้แพลตฟอร์มสำหรับการสื่อสารเพื่อการเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้าง เช่น การวางแผนระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานของผู้สูงอายุ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการเพิ่มโอกาสต่างๆ ให้แก่ผู้สูงอายุ การมอบแทบเล็ตที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างกลุ่มผู้ใช้แก่ หรือโครงการที่ให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นต้น
  • มาตรการระดับประเทศ โดยอาศัยระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ในการกระจายโครงการต่างๆ ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง เช่น โครงการไปรษณีย์ที่การส่งพัสดุหรือจดหมายต่างๆ มาพร้อมกับการสอบถามทุกข์สุขและปัญหาสุขภาพ สายด่วนสุขภาพจิตที่เปิดให้ผู้สูงอายุติดต่อได้เมื่อรู้สึกเหงา โดยมีเสียงทีมงานที่เป็นมิตรคอยพูดคุยและให้คำแนะนำ หรือไอแพดสำหรับผู้สูงอายุที่เชื่อมโยงกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อน และครอบครัวของผู้สูงอายุ เป็นต้น

 

งานวิจัยดังกล่าวยังได้เสนอข้อแนะนำใน 3 มิติ ประกอบด้วย

1.การช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับชุมชนมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ

  • การสร้างเครือข่ายเพื่อให้ผู้ที่ให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านสามารถแบ่งปันข้อแนะนำระหว่างกัน
  • การให้บริการตรวจหาสัญญาณอาการเหงาและโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ
  • การออกแบบคอนเซ็ปต์ของการเกษียณอายุใหม่ ให้สะท้อนเป้าหมายต่างๆ ในชีวิตมากขึ้น
  • การวิเคราะห์และระบุแพทเทิร์นของพฤติกรรมที่แสดงถึงความเสี่ยงของอาการโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ
  • การสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทักษะและความสนใจใหม่ๆ ในกลุ่มผู้สูงอายุ
  • การเพิ่มโอกาสในการเคลื่อนไหวและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ ด้วยรถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

2.การหาแนวทางเพื่อคาดการณ์ คัดกรอง และให้ความช่วยเหลือกับผู้สูงอายุที่มีความรู้สึกโดดเดี่ยว รวมถึงการหาแนวทางการสร้างให้เกิดเครือข่ายผู้สูงอายุและการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วย เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทีมวิจัยพัฒนาและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ

3.การกลับมาสร้างทุนทางสังคมให้แก่ผู้สูงอายุ ด้วยการเสริมสร้างความมีชีวิตชีวาและพลังชีวิตให้ผู้สูงอายุในช่วงบั้นปลายชีวิต นอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมด้านการเงินเพื่อรองรับวัยเกษียณ เช่น การสร้างแพลตฟอร์ม AI ที่สามารถนำเสนอเนื้อหา บริการ และข้อมูลตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน และช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเชื่อมต่อกับครอบครัว เพื่อนฝูง ชุมชน หรือทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ได้

สำหรับหลายคน ความรู้สึกโดดเดี่ยวเกิดจากความต้องการที่จะติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แต่ไม่สามารถทำได้ นี่ไม่ใช่แค่รอยปริขาดของเส้นใยทางสังคมของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการแพทย์และทางสังคมที่ย่ำแย่ ซึ่งส่งผลกระเพื่อมในเชิงเศรษฐกิจสำหรับทั้งครอบครัว อุตสาหกรรม และสังคมโดยรวม แม้ว่าแต่ละคนจะมีเส้นแบ่งของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในระดับที่ตนต้องการแตกต่างกันไป แต่การเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวอันเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอยนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในช่วงบั้นปลายชีวิต

..............................

(บทความโดย เรียม วิสูตรานุกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด)