คณะแพทย์จีนเปิดเผยระหว่างการประชุมทางไกลว่า 'ไวรัสโคโรน่า 2019' ไม่มีการกลายพันธุ์ และการติดซ้ำเป็นไปได้ยาก พร้อมให้คำแนะนำแนวทางการรักษาและการรับมือกับการแพร่ระบาด
เป็นที่เชื่อกันว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด–19 มีจุดเริ่มต้นในประเทศจีน ในปลายปี 2562 หลังจากนั้นการแพร่ระบาดก็ได้ขยายวงกว้างลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน และในขณะที่หลายๆ ประเทศยังคงมีอัตราผู้ติดเชื้อฯเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศจีนได้ประกาศชัยชนะ เนื่องจาก 'ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่' เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด บทเรียนการรับมือการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากจีนจึงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเทศไทย
ล่าสุด ในการจัดการประชุมทางไกล ระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของจีนและไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งจัดโดย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ China Media Group เอเชียแปซิฟิก (CMG)โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไทยที่ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของจีน ประกอบด้วย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล, ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และสาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล, ศ.พญ.กุลกัญยา โชคไพบูลย์กิจ ผอ.ศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบ การหายใจ คณะแพทยศาสตร์ ฯ, พล.อ.ต. นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ ผศ.นพ.ปราการ ถมยางกูร หัวหน้าที่ปรึกษา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ นพ.วิศิษฏ์ ประสิทธิศิริกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค
คณะแพทย์จีนยืนยันในระหว่างการประชุมตอนหนึ่งว่า การแพร่ระบาดใน 'เอเชีย' ไม่รุนแรงเท่า 'ยุโรป' ทั้งนี้จากการศึกษาของนักไวรัสวิทยาจีนพบว่า ไวรัสโควิด-19 ไม่มีการกลายพันธุ์ แม้จะมีการกลายพันธุ์ ก็ยังไม่มีผลกระทบในการดูแลรักษาแต่อย่างใด โดยขณะนี้ คณะวิจัยของจีน รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ และยุโรป กำลังพัฒนาวัคซีนอยู่เช่นกัน
คณะแพทย์จีนให้ความเห็นว่า ระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดในแถบเอเชียไม่รุนแรงเท่ากับในแถบยุโรป ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะในแถบเอเชียมีอุณหภูมิที่สูงกว่า และอีกปัจจัยหนึ่ง คือ อาจมีผลมาจากผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ในยุโรปเป็นผู้สูงอายุ
หัวใจสำคัญของการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คือ การให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ติดเชื้อโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันชัดเจนว่า การใช้ยาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถยับยั้งการพัฒนาของโรคได้หรือไม่ แต่แพทย์จีนได้ทดลองใช้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ติดเชื้อขนานเดียว โดยมุ่งเป้าให้ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการรุนแรงเพิ่มและสามารถหายจากโรคได้โดยเร็วที่สุด ต่างจากไทยคือ ใช้ยาสองขนานร่วมกันในการรักษาผู้ติดเชื้อ โดยทดลองใช้ยาที่มีอยู่ในประเทศ หรือเป็นยาที่สามารถจัดหาได้โดยเร็ว ซึ่งแพทย์จีนได้ให้คำแนะนำถึงการใช้ยาร่วมของไทยว่า ควรทำการทดลองเปรียบเทียบเพื่อหาข้อสรุปของการใช้ยาในแนวทางนี้ และการใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ แม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะสามารถยับยั้งการพัฒนาของโรคได้ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวัง
สำหรับกรณีผู้ติดเชื้อที่หายแล้วกลับมาเป็นซ้ำในประเทศจีน จากการศึกษาโดยใช้ลิงเป็นต้นแบบ พบว่าลิงไม่สามารถติดเชื้อซ้ำได้ แต่ไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ โดยมีการสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากการขับเชื้อที่มีระยะเวลานาน ซึ่งสามารถนานได้ถึง 2 เดือน แต่อัตราการติดเชื้อซ้ำมีความเป็นไปได้ยาก
นอกจากนี้จีนยังได้ทดลองการให้พลาสมา (Plasma) หรือน้ำเหลืองจากผู้ที่เคยติดเชื้อ ซึ่งเป็นการรักษาที่ใช้กันมานานแล้ว โดยได้ทดลองกับผู้ป่วยเพียง 5 คนในเมืองอู่ฮั่น พบว่า มีอาการดีขึ้น
ส่วนความเชื่อเรื่อง ในช่วงฤดูฝนจะทำให้มีการแพร่กระจายของโรคมากขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้น เพราะเชื้อไวรัสจะอยู่ได้เพียง 4 – 5 ชั่วโมง เมื่ออยู่ในความร้อนและแห้ง ซึ่งช่วงฤดูฝนที่มีอุณหภูมิเย็นลงและมีละอองฝอยของฝนจะทำให้ไวรัสอยู่ได้นานขึ้น ดังนั้น เราทุกคนต้องช่วยกันระมัดระวังไม่ให้ไปอยู่ในปัจจัยเสี่ยง โดยจะต้องไม่ออกนอกบ้านหากไม่จำเป็น
ศ.ดร.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงประโยชน์ในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างแพทย์จีน-ไทยว่า
“ทำให้ได้เรียนรู้ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจีน มาตรการของจีนมีความเข้มงวดในเรื่องของการขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่บ้านและ Social Distancing การเว้นระยะทางกายภาพกับบุคคลอื่นๆ ในสังคม
สิ่งเหล่านี้ไทยเอามาปรับใช้ได้ เป็นแบบอย่างให้ไทยวางแผนรับมือกับไวรัสโควิด-19 ได้ดีขึ้น ซึ่งหลังจากจีนผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้และเริ่มมีมาตรการผ่อนปรนให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตตามปกติได้บ้างแล้ว หากทางไทยจะเอาแบบอย่างจีนในการออกมาตรการผ่อนปรน เราทุกคนต้องช่วยกันให้ความร่วมมือ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดี มีอัตราการเสียชีวิตลดลง
ดังนั้น การถอดบทเรียนในครั้งนี้ ข้อสรุปของแต่ละคำถามที่คณะแพทย์ไทยได้แลกเปลี่ยนกับแพทย์จีน ทางแพทยสภาจะนำเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสื่อสารให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศทราบแนวการปฏิบัติ โดยให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า ความคาดหวังในการที่จะมีวัคซีนป้องกันโรคไวรัส COVID-19 นั้น คาดว่าจะยังคงใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาอีกระยะหนึ่ง”









