'ปลอดเผา' ก็ปลอดภัย หยุด 'ไฟป่า' ลำปาง

ผืนป่าที่เคยถูกเผาไหม้ กลับมาฟื้นด้วยหัวใจของชาวบ้านและงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทั้งการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู เพื่อจัดการปัญหาไฟป่า
ไฟป่าที่กำลังลุกโชนอยู่ในหลายจังหวัดภาคเหนือสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะในด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สัตว์ป่าต้องล้มตายจากการถูกไฟคลอก พืชพรรณถูกความร้อนเผาทำลาย เกิดมลพิษทางอากาศปกคลุมในหลายพื้นที่ ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ มิหนำซ้ำไฟป่ายังลามไปถึงระบบเศรษฐกิจทั้งฐานรากและภาพใหญ่
วิกฤตการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่างคนต่างมองปัญหาคนละมุม เห็นทางแก้คนละแบบ สำหรับชาวชุมชนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จะมีวิธีจัดการปัญหาไฟป่ากันอย่างไร ทั้งที่ต้องเผชิญกับทะเลเพลิงมานานหลายปี
- ดับไฟด้วย วิจัย+คน
จากการติดตามและทำงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันไฟป่ามานานกว่า 7 ปี กระทั่งมีโอกาสนำกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้าไปขับเคลื่อนแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าที่ตำบลนายาง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง เมื่อปี 2558 ชาญ อุทธิยะ หรือ หนานชาญ พี่เลี้ยงงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 'สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)' บอกว่าจากจุดเริ่มต้นเพียง 4 หมู่บ้าน คืบหน้ามาจนถึงช่วงปีที่สองซึ่งเป็นโครงการส่วนขยาย ชุมชนเริ่มเห็นผล ทำให้มีหมู่บ้านเข้าร่วมเพิ่มเป็น 11 หมู่บ้าน ถือเป็นผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าระดับตำบล จึงได้นำชุดประสบการณ์กระบวนการทำวิจัยเพื่อชุมชนบ้านนายางเข้ามาทำที่ตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน โดยปรับแก้ไขจุดอ่อนที่พบจากการทำงานที่ตำบลนายาง นั่นคือการให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เพราะถ้าไม่เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ส่งผลกับงานที่จะขยับต่อไปข้างหน้าทำได้ลำบาก จึงนำมาเป็นบทเรียนปรับใช้กับการทำวิจัยที่บ้านขอ
“หมอกควันไฟป่าเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาลของจังหวัดลำปาง เรานำชุดความรู้จากการศึกษาเรื่องนี้ถึง 3 จังหวัด คือ ลำปาง พะเยา แพร่ หลังจากนั้นขยายผลไปยังอำเภอต่างๆ ในลำปาง ไปจนถึงอำเภอเมืองปาน ซึ่งเป็นอำเภอที่ตื่นตัวเรื่องงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยเราทำงานร่วมกับบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด หรือ SCG ที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นบริเวณรอบโรงปูนดำเนินงานเกี่ยวกับดิน-น้ำ-ป่า” หนานชาญ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่นี้
อภัย สอนดี อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 กล่าวในฐานะประธานป่าชุมชน ณ ขณะนั้นว่า วิกฤตการณ์หมอกควันไฟป่ารุนแรงจนเป็นฟางเส้นสุดท้าย คนในชุมชนต่างรู้ดีว่าถ้าไม่ลงมือทำอะไร ต่อไปป่าจะอยู่ไม่ได้ พวกเขาจะอยู่ไม่ได้ “สถานการณ์หมอกควันไฟป่าตอนนั้นในพื้นที่ค่อนข้างรุนแรงมาก จึงเป็นสาเหตุให้ชุมชนตัดสินใจใช้กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้ามาแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยใช้กระบวนการวิจัยเข้ามาขับเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่มีเป้าหมายก็เพื่อการอนุรักษ์ป่า”
ตามปกติ ไฟป่าจะเกิดในช่วงหน้าแล้ง หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนของทุกปี แต่นับตั้งแต่คนในชุมชนเห็นความสำคัญประกอบกับนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาจัดการกับปัญหานี้ หมอกควันก็ค่อยๆ จาง เปลวไฟก็ค่อยๆ มอดลง อย่างที่ จำนง จำรัสศรี กำนัน ตำบลบ้านขอ เล่าว่าพวกเขาไม่ทำงานกันแบบฉายเดี่ยว ทุกคนต้องจับมือกัน ต้องคิดเสมอว่านี่คือปัญหาของทุกคน
“การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จุดประเด็นให้ชาวบ้านรับรู้ว่า หากเรายังต้องการหากินกับป่า เราก็ต้องช่วยกันดูแลป่า ซึ่งการแก้ปัญหาตอนนั้นได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่หลังจากใช้งานวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมไฟป่า เพื่อลดปัญหาหมอกควันเข้ามาขับเคลื่อนชุมชน ก็เกิดผลลัพธ์ที่ดี”
- อาสาสมัครพิทักษ์ไฟป่า
ไม่ว่าจะปัญหาเรื่องอะไร หากมีผู้นำดีก็มีโอกาสจะฟันฝ่าอุปสรรคจนบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด สำหรับชุมชนตำบลบ้านขอ ทั้งผู้นำ ผู้ตาม ทุกคนพร้อมใจเดินไปในทางเดียวกัน ถึงขั้นว่าจัดตั้งทีมอาสาสมัครพิทักษ์ไฟป่าได้เป็นล่ำเป็นสัน
"เมื่อชาวบ้านเห็นว่ากลุ่มผู้นำเอาจริง ก็จะหันมาให้ความร่วมมือเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ของปัญหาหมอกควันไฟป่าในตำบลบ้านขอลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยอมรับว่า สิ่งที่ทำอยู่ แม้จะเหนื่อยแต่ผลสำเร็จที่ได้กลับมาคือความภาคภูมิใจของคนทำงาน” สมบูรณ์ เอกกาญจนา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 กล่าว
หลากหลายกิจกรรมจัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและระดมความร่วมมือ อาทิ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีที่มักเกิดปัญหาหมอกควัน จะจัดกิจกรรมแห่รถรณรงค์ไปทั่วตำบล พร้อมกับประชาสัมพันธ์เสียงตามสายทุกหมู่บ้าน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนได้รับรู้ว่ากำลังเข้าสู่ช่วง 100 วันอันตรายให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลระมัดระวัง ห้ามจุด ห้ามเผา ตามประกาศกฎห้ามเผา เป็นการช่วยกระตุ้นเตือนชาวบ้านได้ และที่สำคัญการทำงานเป็นทีมแบบลงพื้นที่ 13 หมู่บ้าน เข้าไปให้ความรู้ เพื่อบอกเขาให้รู้ถึงคุณค่าของป่า ชี้แนะให้เขาได้รับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของป่าด้วยตัวเอง แทนการติดป้ายเตือนอย่างเดียว ช่วยให้ชาวบ้านได้รับรู้และตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบที่จะเกิดกับเขาได้มากขึ้น
สำหรับการจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ไฟป่า ยึดหลัก ‘ไม่มีพวกเขา มีแต่พวกเรา’ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. ซึ่งทำวิจัยและวิเคราะห์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นทุนเดิม จึงให้การสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ดับไฟ และกำลังคนเพื่อเข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทันทีไม่ว่าจะเกิดไฟขึ้นที่จุดใด
ทาง อบต. มีรถบรรทุกน้ำเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ทางเครือข่ายอาสามัครฯ ก็มีกำลังคนและกำลังใจ ที่จะบุกตะลุยทั้งดับไฟและป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่า เช่น การทำแนวกันไฟ เป็นต้น ทำให้ปัจจุบันสถานการณ์หมอกควันไฟป่าในพื้นที่ลดลงอย่างมาก จากจำนวนไฟป่าที่เคยเกิดขึ้นนับร้อยครั้ง ก็ลดลงเหลือเพียงไม่กี่ครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความสำเร็จนี้ต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบหมู่บ้านปลอดการเผา ณ บ้านขอใต้ หมู่ 4 เป็นแนวทางการแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
ความร่วมแรงร่วมใจขยายวงไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น การดูแลรักษาป่าต้นน้ำ ซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องป่าไม้ โดยชุมชนร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง และยังอนุรักษ์พันธุ์ปลาปรุงซึ่งเป็นปลาท้องถิ่นหายากที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ให้กลับมามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยชุมชนมีการจัดทำข้อตกลงร่วมกันกำหนดเป็นกฎกติกาห้ามจับปลาในเขตอนุรักษ์ ภายในระยะ 1.5 กิโลเมตรรอบพื้นที่เขตอนุรักษ์ฯ ผู้ฝ่าฝืนถูกปรับตัวละ 5,000 บาท ส่วนผู้ช่วยและผู้ใหญ่บ้านจะถูกปรับเป็น 2 เท่า ทำให้นอกจากการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแล้วยังได้ระบบนิเวศกลับคืนมา
“นี่คือสิ่งที่เราได้ปลูกจิตสำนึกไว้ให้ชาวบ้าน และความสามัคคีระหว่างท้องที่ท้องถิ่นนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ” กำนันตำบลบ้านขอกล่าว
- ปัญหาลด มูลค่าเพิ่ม
แน่นอนว่าเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นมีคุณค่ามากมายมหาศาล แต่จะมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมนัก วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเข้ามาทำโครงการ ‘การประเมินผลโครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น’ เพื่อประเมินมูลค่าของการวิจัยว่าถ้าคำนวณแล้วจะมีตัวเลขน่าสนใจอย่างไร
เศรษฐภูมิ บัวทอง นักวิจัยจากวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เดิม หรือในปัจจุบันคือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นการสนับสนุนงานวิจัยที่โจทย์เกิดจากความต้องการของชาวบ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 จนถึงปีงบประมาณ 2559 ได้ให้การสนับสนุนงานโครงการวิจัยไปแล้ว 3,764 โครงการ เป็นมูลค่างบประมาณกว่า 1,198 ล้านบาท สร้างนักวิจัยและผู้เกี่ยวข้องในโครงการต่างๆ 32,410 คน
ในปีที่ผ่านมา สกสว. จึงเริ่มประเมินผลสัมฤทธิ์ของการสนับสนุนการวิจัยเพื่อศึกษาทั้งประเด็นวิจัย เพื่อระบุผลลัพธ์และผลกระทบของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยการใช้ดัชนีชี้วัดคือแนวคิดการประเมินผลตอบแทนทางสังคม Social Return on Investment (SROI) เป็นการประเมินมูลค่าที่ครอบคลุมทุกมิติทางสังคม มากกว่าการประเมินค่ามูลค่าของเงิน
การทำ SROI เพื่อให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนว่าสร้างผลลัพธ์เป็นมูลค่าทางสังคมได้เท่าไร เพื่อประเมินว่าการลงทุนนั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่
“การที่ชุมชนนำกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้าไป เหมือนการติดอาวุธทางปัญญาเพื่อบริหารจัดการชุมชนอย่างเป็นระบบ เราประเมินคร่าวๆ พบว่าจากเงินที่ SCG ให้มา 1.9 ล้านบาท สกว.ให้มาก้อนแรก 3 แสน สร้างผลตอบแทนได้จากเงินก้อนแรกออกมาเป็น 11.4 ล้านกว่าบาท พอคิดเป็น SROI คือ เงิน 1 บาท ที่สกว.ร่วมกับ SCG ลงทุนไป ทำให้ชุมชนได้ผลตอบแทนคืนมา 7.96 บาท มูลค่านี้ไม่รวมมูลค่าชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงภายในของคน
การที่มีกลไกจัดการ นำไปสู่การลดปัญหาหมอควันไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐลดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับหมอกควันไฟป่าได้ปีละไม่น้อยกว่าปีละ 3-4 แสนบาท ตลอดการวิจัยที่ผ่านมา”
ในแง่ทัศนคติ มุมมอง จิตสำนึก คือเรื่องสำคัญไม่แพ้ตัวเลขที่ไปได้สวย เพราะตราบใดที่ชาวบ้านและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรักและหวงแหนทรัพยากรส่วนรวมได้เท่าสมบัติส่วนตัว นั่นหมายถึงการจัดการ ป้องกัน ปัญหาหมอกควันไฟป่าจะเป็นไปอย่างยั่งยืน
การที่ 'บ้านขอ' กลายเป็นต้นแบบ 'หมู่บ้านปลอดการเผา' ของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน คือหนึ่งในกระจกสะท้อนความสำเร็จของการใช้ 'งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น' สร้างการมีส่วนร่วมของชุนชน แก้ปัญหา 'หมอกควันไฟป่า' รวมทั้งป้องกันและรักษาป่าต้นน้ำ







