ไวรัส 'โควิด-19' จะทำให้ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ติดเชื้อเสียชีวิตไปด้วยหรือไม่ มาฟังความเห็นจากนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่ศึกษาการ 'ล้มแล้วลุก' มาหลายครั้งของธุรกิจโรงหนังกัน
- โรงหนังปิด คนหันไปดูหนังจากแพลตฟอร์มสตรีมมิงแทนจนยอดสมาชิกใหม่พุ่งพรวดพราด
- ตัวเลขบ็อกซ์ ออฟฟิศใน 3 ประเทศเอเชีย จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ดิ่งกราวรูด 85%
- ยอดคนโหลดหนังเถื่อนกลับมาทวีขึ้นอีกครั้ง
- เจ้าของโรงหนังต้องหาทางรอดด้วยการขายป๊อปคอร์น ขายเสื้อยืด ช่วยลูกจ้างขาดรายได้
พาดหัวข่าวเหล่านี้ทำให้หลายคน (แม้แต่คนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เอง) อดที่จะมีความคิดแว่บขึ้นมาไม่ได้ว่า...หรือธุรกิจโรงภาพยนตร์จะมาถึงจุดหักเหที่ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่แล้ว
เมื่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนหันไปเสพหนังผ่านช่องทางอื่นอยู่กับบ้านแทนการเดินทางมาดูที่โรงภาพยนตร์กันแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานานหลายคนไม่คิดเช่นนั้น พวกเขามองว่าโรงภาพยนตร์เคยผ่านร้อนผ่านหนาว เผชิญวิกฤติร้ายแรงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ตลอด เพราะการดูหนังในโรงภาพยนตร์นั้นให้อรรถรสที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้
สำหรับวิกฤติจากโรคระบาดนั้น เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกันนี้ขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน ตอนที่อยู่ดี ๆ ‘ไข้หวัดสเปน’ ก็เกิดระบาดขึ้นแบบปุปปับ ระหว่างปี 1918-1920 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 50 ล้านคนทั่วโลก (มากกว่าสงครามโลกที่เพิ่งจะจบไปซึ่งมีคนตาย 40 ล้านคนเสียอีก)
ในคราวนั้น โรงหนังทั่วโลกก็ถูกปิดยาวเหมือนกัน แต่ไม่ได้ปิดไปทุกประเทศ (เหมือนในตอนนี้ที่ยังมีหลายประเทศไม่ได้สั่งปิด อย่าง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แต่คนดูน้อยลงไปตามธรรมชาติเพราะความกลัวไวรัส)
นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ Lawrence Napper เป็นผู้หนึ่งที่ยังมองเห็นอนาคตของโรงหนัง เขาได้ให้สัมภาษณ์ บีบีซี เอาไว้ว่า โรงหนังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของคน รัฐบาลอังกฤษถึงขั้นมองว่ามันเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขา ‘อยู่ดีกินดี’ กันเลยทีเดียว
แล้วดูเหมือนว่าคนอังกฤษเองก็คิดเช่นนั้น!
เห็นได้จากการที่แม้แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โรงหนังก็ยังเปิดอยู่ตลอดเวลา แถมยังได้รับความนิยมมากเสียด้วย
“มันทำให้คนมีอะไรทำ นอกจากนี้ยังช่วยให้พวกเขาสงบ แล้วก็ไม่เข้าผับด้วย” Napper พูดถึงความสำคัญของโรงหนัง (ที่มากกว่าการเป็นสถานที่ฉายหนัง) ในสหราชอาณาจักร
“คนเมาหัวราน้ำเป็นปัญหาใหญ่ของเจ้าหน้าที่ โรงหนังยังกลายเป็นสถานที่สำคัญในการ propaganda ของทางการ แล้วยังเป็นที่ที่ทำให้คนได้มาพบปะสังสรรค์กันทั้งในระดับบุคคล รัฐบาลท้องถิ่น รวมไปถึงการเผยแพร่นโยบายเรื่องสงครามระดับชาติ”
ส่วนที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลกลางก็ไม่ได้สั่งปิดโรงหนังทั่วประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละรัฐว่าจะพิจารณาสั่งปิดหรือไม่ปิด
ในอดีต ตอนที่โรคหวัดแพร่ระบาดครั้งใหญ่ โรงหนังในลอสแองเจลีส ศูนย์กลางของฮอลลีวูด ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนต้องปิดไปนาน 7 สัปดาห์ ทว่า วิกฤติครั้งนั้นไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ตาย เพียงแค่เปลี่ยนโฉมหน้าไป แถมยังรุ่งเรืองกว่าเดิมด้วยซ้ำ
Richard Brody นักวิจารณ์ภาพยนตร์อเมริกัน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องนี้เอาไว้ในบทความที่เขียนลงนิตยสาร New Yorker ซึ่งอาจเป็นภาพสะท้อนจากอดีตที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันว่า
“บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากต้องออกจากธุรกิจ การเขย่าครั้งนี้นำไปสู่การควบรวมกัน ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่อยู่แล้วใหญ่ขึ้นไปอีก แล้วทำให้เกิดสตูดิโอที่กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโปรดักชั่น การจัดจำหน่าย แล้วก็เป็นเจ้าของโรงหนังไปด้วยเลย
โรคหวัด ผนวกเข้ากับการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ฮอลลีวูดผงาดขึ้นมา ซึ่งมันกำลังจะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในปัจจุบันนี้”
ไม่ใช่แค่คนทำธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์เท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่ในส่วนของคนดูก็เพิ่มขึ้นด้วย
อย่างในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) เมื่อปี 1929 ภาพยนตร์กลายมาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนยังมีความสุขอยู่ได้ เพราะมันเป็นความบันเทิงราคาถูกที่คนใช้สามารถหลบหนีสภาพความเป็นจริงที่โหดร้ายได้
จนถึงบัดนี้ ภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง วิมานลอย หรือ Gone With the Wind ที่ออกฉายเมื่อปี 1939 ก็ยังคงเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกตลอดกาล เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าชม
ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เป็นช่วงที่ธุรกิจโรงหนังเบ่งบานเช่นกัน หลายประเทศ รวมถึงอังกฤษ มองว่าโรงหนังเป็นเครื่องมือ propaganda ที่สำคัญ แล้วยังเป็นที่แจ้งข่าวสาร กระตุ้นขวัญและกำลังใจของประชาชน ทั้ง ๆ ที่การมารวมตัวกันในที่สาธารณะถือเป็นเรื่องเสี่ยงอยู่ไม่น้อย
แม้ว่าในช่วงต้นของสงคราม โรงหนังจะถูกปิดไปชั่วคราว (ราว 1 สัปดาห์) แต่ก็กลับมาเปิดใหม่ แถมยังเฟื่องฟูอีกด้วย
“โรงหนังเป็นที่ทำกิจกรรมชุมชนอย่างการระดมทุนเพื่อการกุศล แล้วก็เป็นสถานที่ให้คนที่อยู่ต่างประเทศได้ติดต่อกลับมาหาคนที่บ้านด้วย” Napper อธิบายความสำคัญของโรงหนังยุคนั้นให้ฟัง
แต่นั่นอาจเป็นช่วงที่โรงหนังยังไม่มีคู่แข่งสำคัญอย่างโทรทัศน์ ซึ่งเข้ามาในช่วงยุค 1950 ที่สำคัญ ทีวียังเป็นความบันเทิงที่ดูได้กันฟรี ๆ อีกด้วย
การมาถึงของทีวีเป็นครั้งแรกที่ทำให้คนในวงการภาพยนตร์เริ่มมีความคิดว่า หรือโรงหนังจะไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไป แต่แล้วมันก็กลับฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้งในยุค 1970 ด้วย summer blockbuster อย่าง Jaws ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ทำให้คนรู้สึกว่า ‘ดูหนังในโรงมันสนุกที่สุดแล้ว’
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงภาพยนตร์กลับมาถูกคุกคามอีกครั้งในยุค 1980 กับการเกิดขึ้นของ ‘วีดิโอเทป’ ที่ทำให้คนสามารถซื้อหรือเช่าหนังจากร้านไปนอนดูที่บ้านได้
ทว่า แทนที่จะตาย วีดิโอกลับทำให้ค่ายหนังต่าง ๆ มีช่องทางทำเงินจากการเก็บลิขสิทธิ์หนังกล่องพวกนี้เพิ่มขึ้นมาอีกทาง
แล้วที่สำคัญ การนอนดูหนังแผ่นที่บ้านมันทำให้คนเกิดการเปรียบเทียบแล้วมองเห็นประสบการณ์ที่แตกต่างระหว่างการดูหนังโรงกับการดูหนังที่บ้านกันมากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขบ็อกซ์ ออฟฟิศ ในแถบอเมริกาเหนือที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าในยุคนั้น
แถมยุคนี้ยังเป็นจุดที่ทำให้เกิดโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการของคนดูที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ทว่า การทำธุรกิจย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่มีวันจนสิ้น
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์มี ‘แพลตฟอร์มสตรีมมิง’ เป็นศัตรูรายใหม่ แถมยังน่ากลัวกว่าเดิมเพราะผู้ให้บริการสตรีมมิงอย่าง Netflix, Hulu, HBO GO, Disney+ ฯลฯ ไม่ได้แค่ซื้อลิขสิทธิ์หนังจากค่ายต่าง ๆ มาฉายอย่างเดียว แต่ยังผลิต ‘ออริจินอล คอนเทนต์’ ที่จะดูได้เฉพาะทางแพลตฟอร์มของตัวเองออกมาแข่งกับหนังโรง
แถมหนังจากแพลตฟอร์มสตรีมมิงยังมีคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก มีการทุ่มงบประมาณในการผลิตแพงขึ้น ๆ แถมยังมีการดึงผู้กำกับมือดี ดึงตัวดาราดังไปร่วมงานด้วยมากขึ้น
เท่านั้นไม่พอ ผู้ให้บริการสตีมมิงยังมีการ ‘ซิกแซก’ ด้วยการนำหนังของตัวเองไปฉายแบบ exclusive screening ในโรงภาพยนตร์ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะนำมาฉายในบ้านของตัวเอง ซึ่งการทำแบบนี้ยังทำให้หนังของพวกเขาได้สิทธิ์เข้าชิงรางวัลออสการ์ที่เคยมอบให้เฉพาะหนังที่ฉายในโรงเท่านั้นด้วย
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถึงกับทำให้ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน ออกปากเอาไว้เมื่อปี 2015 ว่า “ผมว่าตอนนี้โทรทัศน์อยู่ในยุคที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แล้วผมก็คิดว่าภาพยนตร์อยู่ในยุคที่แย่ที่สุดที่เคยเป็นมา ตลอด 50 ปีที่อยู่ในวงการนี้มา ผมว่ามันเลวร้ายที่สุดละ”
อย่างไรก็ตาม การมาถึงของไวรัสโควิด-19 ทำให้การคุกคามจากแพลตฟอร์มสตรีมมิงกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยในสายตาของเจ้าของโรงหนัง ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดให้ได้ในช่วงที่โรงหนังต้องปิดให้บริการแบบไม่มีกำหนด
สิ่งเดียวที่พอจะเป็นความหวังได้ของพวกเขาก็คือผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายประเทศที่จัดทำขึ้นในช่วงที่เดือนสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งคนจำนวนมากยืนกรานว่า การมาดูหนังในโรงภาพยนตร์เป็นความบันเทิงอย่างแรกที่พวกเขาจะทำหากสถานการณ์กลับมาปรกติแล้ว
นั่นเพราะพวกเขาโหยหาการออกมาข้างนอก….เบื่อกับการหมกตัวเสพความบันเทิงอยู่ในบ้านเต็มทีแล้ว
แล้วนี่แหละอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจโรงหนังเอาชีวิตรอดจากวิกฤติโควิด-19 แบบเดียวกับที่เคยรอดมาจากวิกฤติหลายต่อหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมาก็เป็นได้









