วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คน-ป่า-ไฟ' จัดการอย่างไรให้เกื้อกูลกัน

มองรอบด้านทั้งมิติทางสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม กับการแก้ปัญหาไฟป่าอย่างยั่งยืน จากอดีตข้าราชการกรมป่าไม้ นักวิชาการอิสระที่สนใจปัญหาด้านสิงแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

 

มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศธรรมชาติ การดำรงชีวิตอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติเป็นอุดมคติหนึ่งของสังคมมนุษย์แต่มนุษย์มักรบกวนธรรมชาติมากจนเสียสมดุลเกิดมลภาวะและสภาวะเรือนกระจกทำให้โลกร้อนเกิดไฟป่ารุนแรง

 

ไฟป่า (wildland fire) เกิดโดยปราศจากการควบคุม (uncontrolled fire) ในป่าสภาพต่างๆ การศึกษาฟอสซิลถ่านหินชี้ว่า ไฟเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของสังคมพืช ช่วยเปิดช่องว่างให้พื้นป่า ทำความสะอาดป่า ช่วยให้พืชเบิกนำหลากชนิดขึ้นและเติบโตออกดอกออกผลได้ ป่าที่มีไฟจึงสมบูรณ์และหลากหลายชนิดพรรณไม้มากกว่าป่าที่ไม่เคยเกิดไฟ

ไฟป่าไม่ใช่สิ่งอุบัติใหม่ มีบันทึกเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่รัฐ Wisconsin ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1871 คลุมพื้นที่ถึง3 ล้านไร่ ผู้เสียชีวิต1,152 คน  ในปี ค.ศ. 2018 ยังเกิดไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียกว่า 8000 จุด ในพื้นที่ 4.8 ล้านไร่  ในยุโรปป่ามีไม่มากและเป็นผืนเล็กๆก็ยังเกิดไฟป่าทุกปี ประเทศออสเตรเลียช่วงกลางปี2019 ถึงต้นปี 2020 เกิดไฟป่าร้ายแรงที่สุด ไหม้ป่าราว 68.8ล้านไร่ มีผู้เสียชีวิต 34 คน ทำลายชีวิตสัตว์ป่าไปกว่า 400 ล้านตัว

ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไฟป่าเกิดมากที่อินโดนีเซียเมื่อ 5 ปีที่แล้วกว่า 16 ล้านไร่ ปีนี้อีก 5.9 ล้านไร่ และเกือบครึ่งของพื้นที่ไฟไหม้เป็นไฟพรุทำให้เกิดปัญหาหมอกควันทั่วภูมิภาค

บทเรียนไฟป่าทั่วโลกสะท้อนว่าไฟป่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการกระทำร่วมของมนุษย์กับธรรมชาติ  ไม่มีประเทศไหนห้ามไม่ให้เกิดไฟป่าได้สำเร็จ

มีผู้สนใจศึกษาเจาะลึกเบื้องหลังไฟป่ารุนแรงครั้งสำคัญหลายเหตุการณ์ เช่น ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2539 พบว่าการเปลี่ยนระบบสิทธิประโยชน์จัดการป่าจากธุรกิจท้องถิ่นเป็นของบริษัทสัมปทานขนาดใหญ่จากส่วนกลาง มีส่วนสำคัญทำให้เกิดการทิ้งเศษไม้จำนวนมหาศาลสะสมอยู่ในป่า เมื่อเกิดไฟจึงรุนแรงและลุกลามจนควบคุมไม่ได้ 

ในออสเตรเลียรัฐบาลอพยพชนพื้นเมืองอะบอริจินออกจากถิ่นฐานเดิม ซึ่งมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติแห้งแล้ง โค่นป่าทำชิ้นไม้สับแล้วปลูกสวนป่าไม้โตเร็ว ทำให้ภูมิปัญญาการใช้ไฟในเขตแห้งแล้งกึ่งทะเลทรายสูญหายไปเกิดไฟไหม้ป่าบ่อยครั้ง

และยิ่งรุนแรงเมื่อไฟลามเข้ามาในสวนป่า นักวิชาการเสนอแนวคิดจากงานวิจัยให้ชนเผ่าอะบอริจินกลับไปอยู่ถิ่นเดิมและสนับสนุนให้เขาใช้ไฟตามวิถีวัฒนธรรมของเขาเพื่อรักษาป่าให้พ้นจากไฟ

 

  20160511155108156

 

สำหรับประเทศไทยมีป่าเหลือมากสุดในภาคเหนือบริเวณพื้นที่ภูเขาสูง สองในสามของพื้นที่ป่าเป็นป่าผลัดใบ มีกิ่งไม้ใบไม้ทับถมอยู่หนาแน่นเฉลี่ยถึงราว 10 ตัน/ไร่ จึงมีโอกาสเกิดไฟป่าได้เสมอ แต่ที่เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงตั้งแต่เริ่มวิกฤติโลกร้อน แต่ก็ยังไม่เคยรุนแรงมากเหมือนที่เกิดในเชียงใหม่ปีนี้

 

ผู้เขียนแบ่งไฟป่าในภาคเหนือตามเหตุปัจจัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมมนุษย์ไว้ 4 รูปแบบดังนี้

1) ไฟวัฒนธรรม หรือไฟไร่หมุนเวียนเกิดในไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นไร่ขนาดเล็กผสมผสาน ข้าว ผัก สมุนไพร และพืชอาหารหลายชนิดในแปลงเดียวกันตามวิถีวัฒนธรรมชาวบ้านใช้ไฟเตรียมพื้นที่แบบถางเผาปลูกพืชการเผาจะทำแนวกันไฟ จุดไฟควบคุมไฟ (controlledburn) ให้อยู่ในเขตแปลง ไฟไร่หมุนเวียนจึงเป็นไฟผิวดินไม่รุนแรง

 

2) ไฟไร่ เกิดจากพื้นที่เกษตร (vegetation fire) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าตามกฎหมาย เกิดจากการเผาซากพืชไร่หลังเก็บเกี่ยว เมื่อเผาไร่ในสภาพอากาศปิดก็ยิ่งส่งผลกระทบมาก

 

3) ไฟเถื่อน เกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือจงใจจุด ไฟเถื่อนมีมากในช่วงสร้างถนนและจัดการท่องเที่ยวในป่ามักเกิดริมทางในพื้นที่ป่าของคนเดินทางและนักท่องเที่ยว

 

4) ไฟธรรมชาติ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่นฟ้าผ่าก็ยังมีแต่ผลกระทบน้อยเมื่อเทียบกับไฟที่เกิดจากสาเหตุอื่น

 

ไฟป่าจึงมีหลายรูปแบบตามพฤติกรรมมนุษย์ ไฟไร่สร้างปัญหาหมอกควันมาก เพราะพื้นที่ปลูกพืชไร่มีมาก7-10 ล้านไร่แปลงที่ติดป่าก็มักจะลุกลามเป็นไฟป่า ในทางปฏิบัติมีหน่วยงานเกี่ยวข้องมาก แต่ประสานความร่วมมือกันไม่ได้ ไม่มีการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบกันจริงจัง ปัญหาหมอกควันคงจะอยู่กับชาวเหนือไปอีกนาน

สำหรับไฟป่าที่เชียงใหม่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 นี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับไฟป่าในแคลิฟอร์เนียและในออสเตรเลีย และมีเหตุปัจจัยคล้ายกัน คือสภาพอากาศแห้งแล้งยาวนาน  มีเชื้อเพลิงสะสมในป่ามาก และขาดการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของคนในท้องถิ่นตั้งแต่ต้น

ประกอบกับภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชัน เมื่อไฟลุกลามกลายเป็นไฟเรือนยอดที่รุนแรงจึงดับยาก ประกอบกับมีต้นไม้ล้มขอนนอนไพรมากเกิดไฟสุมขอนดับยากยังทำให้เกิดหมอกควันยาวนาน มีผู้เสียชีวิตทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้วถึง 6 คน น่าเสียใจครับ

ไฟป่า เกิดจากคนจึงต้องทำงานกับคน  ไฟป่ารุนแรงเพราะสุขภาพป่าไม่ดีมีปัญหาก็ต้องจัดการป่าให้ดีมีภูมิต้านทานไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่ารุนแรงซ้ำซากการทำงานกับคนและป่าต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนและองค์กรท้องถิ่น

แต่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ให้อำนาจรับผิดชอบไว้ที่พนักงานเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียว  และอำนาจตัดสินใจก็ยังกระจุกอยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง

วิกฤติโลกร้อนเศรษฐกิจ โรคระบาด และไฟป่ากระทบชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนรุนแรงไม่อาจใช้แนวคิดและวิธีเดิมๆ ที่ต่างคนต่างทำมาแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ จึงต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อก้าวให้พ้นจากข้อจำกัดการทำงานแบบเดิมๆ จะได้รับมือกับไฟป่าและการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้พ้นจากวิกฤติได้

ประสบการณ์ทั่วโลกชี้ว่า ทิศทางการจัดการไฟป่าควรเน้นที่คนและชุมชนใกล้ป่ามีวิถีวัฒนธรรมเกื้อกูลป่า ไม่ใช่คนที่หาประโยชน์จากป่าจากไฟป่า ต้องใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน การกระจายอำนาจ และการสนับสนุนของรัฐที่เข้มแข็ง มีข้อมูลและระบบจัดการที่ดีมีระบบประสานงานควบคุมป้องกันไฟที่มีประสิทธิภาพ

สังคมไทยจึงต้องตื่นรู้ต้องเรียนรู้กันใหม่ และหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงานเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือ เปลี่ยนพฤติกรรมคนให้เป็นบวกกับป่าทำวนเกษตร ป่าชุมชน ฯลฯ ป่าและชุมชนจึงจะพ้นภัยจากไฟป่า

และเพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนของการพัฒนาก็ควรออกกฎหมายรับรองสิทธิให้ชุมชนทำหน้าที่ดูแลป่าสร้างภูมิคุ้มกันไฟให้ป่าสมบูรณ์เกิดประโยชน์กับประชาชนและรัฐร่วมกัน