ในสถานการณ์เช่นนี้ ความแออัดในเรือนจำเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตรการทางเลือกแทนการจำคุก จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางรับมือวิกฤตครั้งนี้
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในเรือนจำ ระบุนักโทษและเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ทั่วประเทศไทยกว่า 370,000 ราย กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากสภาวะ ‘นักโทษล้นเรือนจำ’ พร้อมเสนอแนวทางการรับมือเพื่อแก้วิกฤต ด้วยมาตรการทางเลือกแทนการจำคุก (Non-custodial Measure) ช่วยลดปัญหาความแออัดและความเสี่ยงจากการติดเชื้อในเรือนจำ
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 TIJ ได้เผยแพร่ ‘รายงานสถานการณ์และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในเรือนจำ’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังเผชิญกับสถานการณ์ ‘นักโทษล้นเรือนจำ’ นำมาซึ่งความแออัดและความขาดแคลนด้านสาธารณสุข ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 นี้ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่ระบาดในเรือนจำ ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ และอาจกระทบต่อสังคมภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบันประเทศไทยมีเรือนจำและทัณฑสถานทั่วจำนวน 143 แห่ง สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ 254,302 คน แต่จำนวนผู้ต้องขังทั้งประเทศมีจำนวน 377,722 คน (ณ วันที่ 25 มี.ค. 63) ซึ่งเกินความจุเรือนจำอยู่กว่า 123,000 คน ทำให้ผู้ต้องขังอาศัยอยู่รวมกันในสภาพแออัด ต้องใช้พื้นที่ร่วมกัน และอยู่ด้วยกันจำนวนมากเป็นเวลานาน การหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดหรือการเว้นระยะห่างจากผู้ต้องขังอื่นในพื้นที่ปิดและจำกัดเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก
จากรายงานสถานการณ์ของกรมราชทัณฑ์ (วันที่ 2 เม.ย. 63) พบว่ามีผู้ต้องขังที่ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยแล้ว 2 ราย และมีผู้บัญชาการเรือนจำติดเชื้อ 1 ราย นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุจลาจลของผู้ต้องขังกว่า 100 ราย ในเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ โดยสันนิษฐานว่าเกิดจากความตื่นตระหนกเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 แม้ยังไม่ปรากฏการติดเชื้อในเรือนจำดังกล่าวก็ตาม
ในสถานการณ์เช่นนี้ ความแออัดในเรือนจำเป็นความเสี่ยงสำคัญของการแพร่ระบาดของโรค รายงานของ TIJ ได้เสนอให้ใช้โทษจำคุกในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เน้น ‘มาตรการทางเลือกแทนการจำคุก’ ซึ่งหมายรวมถึง การหลีกเลี่ยงการจำคุกในชั้นก่อนพิจารณาคดีและชั้นการพิจารณาคดี และการปล่อยตัวผู้ต้องขังในกรณีที่เหมาะสม ดังนี้
1. การใช้มาตรการอื่นแทนการจำคุกระยะสั้นสำหรับผู้กระทำผิดคดีไม่รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอาการป่วยหรือโรคประจำตัว หญิงที่ตั้งครรภ์ และผู้กระทำผิดคดีเล็กน้อยที่ไม่เป็นภัยอันตรายต่อสังคม โดยใช้วิธีการอื่น เช่น การเรียกค่าปรับ การใช้มาตรการคุมประพฤติ การควบคุมตัวที่บ้าน และการใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์
2. การใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องขังที่พิจารณาแล้วว่าไม่เป็นภัยต่อสังคม โดยพิจารณาจากลักษณะความผิด ความประพฤติโทษคงเหลือ ตลอดจนภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพ และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม เช่น การปล่อยก่อนกำหนด การพักโทษ การปล่อยตัวชั่วคราว และเปลี่ยนโทษจำคุกที่เหลือเป็นการควบคุมตัวที่บ้าน โดยให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังในกลุ่มต่อไปนี้เป็นอันดับแรก
- กลุ่มผู้ต้องขังระหว่างที่คดียังไม่เสร็จเด็ดขาด (อยู่ระหว่างการสอบสวน การไต่สวนพิจารณาและการอุทธรณ์-ฎีกา) รวมทั้งผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องขังรวม ซึ่งมีจำนวนราว 67,000 คน
- ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่เหลือโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ลงไป อีกประมาณ 72,000 คน
- ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนประมาณ 5,800 คน
- ผู้ต้องขังเด็ดขาดกลุ่มคดีอื่นๆ ที่มีความผิดไม่ร้ายแรง (เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.บ.การพนัน คดีลหุโทษ ฯลฯ) มีอยู่ราว 9,400 คน
3. การมีระบบการติดตามและรายงานตัวของผู้ต้องขังที่มีประสิทธิภาพ ในกรณีการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข รวมทั้งกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการคัดกรองด้านสุขภาพก่อนการปล่อยตัว การให้ความรู้แก่ผู้ต้องขังเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานกลับภูมิลำเนา ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านอาชีพหลังพ้นโทษ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม









