วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พลาสมา' ความหวังในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ?

การใช้พลาสมาของผู้ที่หายจากโรคมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการมากจากการติดเชื้อเดียวกัน แม้จะเป็นวิธีที่ทำกันมานานแล้ว แต่ก็มีข้อที่พึงระวังเช่นเดียวกัน

 

หลังจาก นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความถึงแนวทางรับมือเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยระบุว่า 'พลาสมา' หรือน้ำเหลืองของผู้ป่วยที่หายจากโรคโควิด-19 จะมีประโยชน์อย่างมากในการใช้รักษาผู้ป่วย โควิด-19 เนื่องจากภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากผู้ป่วยเปรียบเสมือนเป็นเซรุ่มใช้รักษาโรค พร้อมทั้งประกาศรับบริจาคพลาสมาจากผู้ที่หายจากโรค

"ผู้ที่หายจากโรคแล้ว ถ้ามาบริจาค พลาสมา จะถูกเก็บ ไว้ใช้เป็นยารักษาโรค โควิด-19 ผู้ที่จะมาบริจาคได้ จะต้องเป็นผู้ที่ได้ออกจากโรงพยาบาลหายแล้วมีร่างกายแข็งแรง แล้วอย่างน้อย 14 วัน ตรวจไม่พบเชื้อ โควิด-19 ที่ป้ายจากคอและในเลือด มีอายุระหว่าง17 ถึง 60 ปีและมีน้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม

ผมในฐานะเป็นที่ปรึกษาของศูนย์บริการโลหิต อยากให้ท่านได้เป็นฮีโร่ ในการทำประโยชน์ให้ต่อมวลมนุษย์ ในการช่วยชีวิตผู้ที่ป่วยหนัก โควิด-19 จึงอยากเชิญชวนผู้ที่หายจากโรคแล้วตามเงื่อนไขดังกล่าว มาบริจาคพลาสมา โดยติดต่อได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย"

ล่าสุดในเฟซบุ๊คแฟนเพจ 'Yong Poovorawan' ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงการใช้พลาสมาหรือน้ำเหลืองของผู้ที่หายจากโรคมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการมากจากการติดเชื้อเดียวกันว่า ได้มีการทำกันมานานแล้ว ในการระบาดของโรคเกิดใหม่ เช่น สมัย SARS, MERS, Ebola ซึ่งในการรักษาโรค โควิด-19 ในประเทศจีนก็มีการนำมาใช้ และมีรายงานในวารสารที่มีชื่อเสียง ได้ผลดีในการรักษา เช่นในวารสาร Chest, JAMA etc

"ดังนั้น ในกระบวนการเก็บ Plasma เราจะตรวจอาสาสมัครที่เคยติดเชื้อ โควิด-19 ว่า ขณะที่บริจาค ไม่พบเชื้อทั้งในเลือด และจากการป้ายที่คอ รวมทั้งจะมีการวัดภูมิต้านทานต่อเชื้อโควิด-19 ว่าท่านหายจากโรคดังกล่าวแล้วโดยสมบูรณ์และจะตรวจภูมิต้านทาน โดยถือตามมาตรฐานของ US CDC ที่มีระดับ มากกว่าหรือเท่ากับ 1:320 ในการทำดังกล่าวจะมีศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เป็นแกนนำ ร่วมกับ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล พลาสมาที่ได้จะเป็นพลาสมาที่มีคุณภาพ ใช้ในการรักษาโรค โควิด-19"

"จึงอยากขอเชิญชวนผู้ที่ติดเชื้อหรือป่วยจากโรค โควิด-19 หายแล้ว มาลงทะเบียนเพื่อรับการตรวจกรอง ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และถ้ามีคุณสมบัติพร้อม ท่านจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการทำคุณประโยชน์ ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤต" นพ.ยง ระบุในตอนท้าย

ทั้งนี้ ในบทสัมภาษณ์นักไวรัสวิทยา ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) (อ่านเพิ่มเติม ถอดรหัสอันตราย 'COVID-19') ได้กล่าวถึงแนวทางการรักษาโรค โควิด-19 ว่า

นอกจากการให้ ‘ยาต้านไวรัส’แล้ว ยังมีการใช้ ‘แอนติบอดี’ ของผู้ป่วยที่เพิ่งหายจากการติดเชื้อมารักษาผู้ป่วยคนอื่น มีลักษณะเช่นเดียวกับเซรุ่มที่ฉีดตอนโดนงูกัดด้วย โดยกล่าวถึงข้อพึงระวังว่า ไวรัส SARS-CoV-2 อาจจะสามารถจับกับตัวรับหรือประตูเพื่อเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทาง

"ประตูบานแรกคือ AEC2 เมื่อผู้ป่วยได้รับแอนติบอดีในปริมาณที่มากพอจะช่วยบล็อกเชื้อไวรัสไม่ให้ผ่านประตูบานนี้ได้ แต่หากผู้ป่วยได้ปริมาณแอนติบอดีน้อยหรือคุณภาพไม่ดีพอ อาจเกิดการกระตุ้นให้แอนติบอดีจับกับเชื้อไวรัสแล้วพาเข้าสู่ประตูบานที่ 2 ที่มีชื่อว่า CD32A ซึ่งจะจับกับส่วนของแอนติบอดีที่ห้อมล้อมอนุภาคไวรัสนั้นไว้และนำไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ นั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มช่องทางให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง ลักษณะเดียวกับผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกครั้งที่ 2 ที่มีความรุนแรงมาก เพราะได้รับเชื้อเดงกี่ต่างสายพันธุ์จากครั้งแรก ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับคุณปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ดังนั้นการใช้แอนติบอดีในการรักษาในสถานการณ์เช่นนี้ต้องมีความระมัดระวัง"

อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ก็ถือเป็นความหวังของการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในขณะนี้ ซึ่งทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญย่อมประเมินความเหมาะสมในการใช้กับผู้ป่วยแต่ละรายได้