วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘วิจัยไวรัส’ หยุดวันร้ายร้าย

โจทย์วิจัยในสถานการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ 'COVID-19' ที่จะต้องหาคำตอบถึงการเกิดใหม่ของความเป็นสังคม พลเมือง และการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ กับการรับมือไวรัสในวันร้ายร้าย

 

ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ที่มีการระบาดใหญ่ (Pandemic ) ไปทั่วโลก (ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก, 11 มีนาคม 2563) กระทั่งเกิดความเสียหายถึงขั้นเสียชีวิตกว่า 16,000 คน และ ล้มป่วยจากการติดเชื้อเกือบ 400,000 คน ผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตโรคระบาด ‘โควิด-19’ ที่มีต่อชีวิตและสังคมในวงกว้าง ไม่เพียงแต่เรื่องสุขภาพ แต่ยังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการดำเนินกิจกรรมทางสังคม

รวมถึงประเทศไทยของเราที่ตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจทิ้งตัว ประชาชนติดเชื้ออย่างก้าวกระโดด จากหลักหน่วย เป็นหลักสิบและหลักร้อย ที่สำคัญคณะแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ต่างฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ของไทยจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ ไปจนถึงหลัก 3 แสนคน

หากประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ เพียงแค่ ‘หยุดเดินทาง อยู่บ้าน เพื่อชาติ’ ตามยุทธการณ์ ‘ระยะห่างทางสังคม’ (social distancing) ที่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้แง่คิดด้วยวรรคทองที่ว่า “โรคติดต่อ จะไม่ติดต่อ ถ้าคนไม่ติดต่อกัน” ก่อนจะอธิบายถึงยุทธศาสตร์พร้อมข้อเสนอแนะให้รัฐบาลปิดประเทศ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 62 ที่ผ่านมาว่า

“การปิดประเทศ ปิดเมือง เพื่อไม่ให้คนติดเชื้อใหม่จากภายนอกเข้ามา และเพื่อไม่ให้คนที่ติดเชื้อในประเทศแพร่เชื้อออกไป ร่วมกับการให้คนในประเทศพยายามอยู่บ้าน ไม่เดินทางพร่ำเพรื่อ สังเกตอาการตนเองและครอบครัว เพราะเชื้อมีอยู่ทั่วไป และนี่คือแนวทางที่คณะแพทย์เสนอ”

ก่อน ศ.นพ.ประสิทธิ์ จะเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจอีกว่า หากมาตรการนี้ไม่รีบดำเนินการ และ ‘ประชาชนทุกคน’ ไม่ให้ความร่วมมือ ประเมินว่า ช่วงกลางเดือนเมษายน อาจจะวิกฤต เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อคล้ายกับประเทศเยอรมนี อยู่ที่ประมาณวันละ 33 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในอัตราการเพิ่มระดับนี้ หากเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อเกิน 100 ราย ภายใน 1 เดือน จึงเป็นไปได้ว่าประมานวันที่ 15 เมษายน ประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากถึง 351,948 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินศักยภาพของโรงพยาบาลในประเทศไทยจะรับไหว

 

20200325143546350

 

ทั้งหมดที่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว อาจเป็นภาพสะท้อนเหตุการณ์เศร้าซ้ำสอง เช่นเดียวกับประเทศอิตาลี ที่มีข้อจำกัดทางจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขต่อจำนวนผู้ป่วย ทำให้บุคลากรของโรงพยาบาต้องเลือกว่า ‘จะรักษาใคร’ ที่คณะแพทย์อยากจะสื่อสารให้เข้าใจโดยทั่วกันถึงมาตรการที่จะช่วยตัดวงจรการระบาดของโรค และขอวิงวอนให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะจบอย่างไร เมื่อไหร่ เพราะอาจจะไม่มีวีรบุรุษขี่ม้าขาว

สอดคล้องกับข้อคิดที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.เดิม) ที่ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สะท้อนผ่านบทความ
'ชีวิตที่พอเพียง 3650a. ทำไมประเทศไทยจึงชะลอการระบาดของโควิด 19 ได้ดี' (www.gotoknow.org) ตอนหนึ่งว่า เป้าหมายของมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 คือ ให้มีการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อช้าๆ สามารถดูแลผู้มีอาการได้ และกักบริเวณผู้ติดเชื้อได้ทั้งหมด พร้อมกับจัดการให้ผู้ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไม่แพร่เชื้อต่อได้

ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการจัดการโรค คือ การจัดการความตื่นตระหนก (panic)ของสาธารณชน ควบคู่กับการสื่อสารให้คนไทยรวมตัวกันต่อสู้ ไม่ใช่กล่าวโทษกันไปกันมา โดยตนเองไม่ทำอะไรที่เป็นมาตรการด้านบวก

นอกจากแนวทางจากปรมาจารย์ทั้ง 2 ท่านที่กล่าวมาข้างต้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ และกำลังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง มีหลายภาคส่วนระดมสรรพกำลัง ความรู้ ความสามารถร่วมแก้วิกฤติของประเทศ ในส่วนนี้ สกสว. ในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจในด้านจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณเพื่อการจัดสรรทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ จึงได้จัดสรรงบอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรมสำหรับการแก้ปัญหา COVID-19 วงเงิน 20 ล้านบาท จากงบสำรองของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

โดยการดำเนินการตามกรอบการวิจัยที่มีการออกแบบไว้ให้สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกระบุ คือ

  1. วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและระบบเพื่อการวินิจฉัยในระดับชุมชน / ระบบสาธารณสุข สัดส่วนงบวิจัย 27 เปอร์เซ็นต์
  2. วิจัยเพื่อพัฒนาขั้นตอนการรักษาตามระยะของโรคให้มีประสิทธิผล สัดส่วนงบวิจัย 5 เปอร์เซ็นต์
  3. วิจัยเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ มาตรการ สิ่งแวดล้อมที่ป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชน และในหน่วยบริการสุขภาพ สัดส่วนงบวิจัย 18 เปอร์เซ็นต์
  4. วิจัยพัฒนายา วิธีการรักษา และการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันสัดส่วนงบวิจัย 42 เปอร์เซ็นต์
  5. การวิจัยด้านสังคมศาสตร์เพื่อการตอบสนองต่อการระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ สัดส่วนงบวิจัย 8 เปอร์เซ็นต์
  6. การพัฒนาระบบกลไกสนับสนุนการวิจัยในระยะยาวสัดส่วนงบวิจัย 2 เปอร์เซ็นต์

 

20200325163451208

 

ขณะเดียวกัน สกสว. ยังคงดำเนินการ ตามภารกิจที่ผูกพันจาก สกว.เดิม โดยร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ประกาศให้ทุนสนับสนุนการเขียนบทความวิจัย ‘โรคเปลี่ยนคน คนเปลี่ยนโลก : มานุษยวิทยาในสถานการณ์โรคระบาด’ ที่มีหลายประเด็นที่น่าใจ และอ้างอิงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อีกทั้งสามารถพัฒนาเป็นโจทย์วิจัย อาทิ

กลุ่มประสบการณ์ อารมณ์และความรู้สึกในสถานการณ์โรคระบาด : ทุกข์ทางสังคม (Social suffering) ประสบการณ์การเจ็บป่วย (Illness experience)

ความหมายและมุมมองต่อโรคโควิด-19, ชีวิตทางสังคมและอารมณ์ของมนุษย์ในสถานการณ์โรคระบาด: ความกลัว ความรัก ความเหงา และความหวัง, การดูแล (Care, Caring and Care-giving) ภารกิจทางมนุษยธรรม (Humanitarian effort) และประสบการณ์ ทาง จริยธรรม (Moral experience) ในสถานการณ์โรคระบาด

กลุ่มบทเรียนของวิธีจัดการและแก้ไขปัญหาโรคระบาด: การศึกษาเปรียบเทียบการรับมือของประเทศต่างๆ ในบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง. กาลเทศะ ความเสี่ยง และมิติทางวัฒนธรรมของโรคอุบัติใหม่, มองแบบรัฐ: รัฐเวชกรรม ภาวะผู้นำและปฏิบัติการของอำนาจในสถานการณ์เปราะบาง, ชุมชน การตอบโต้ ต่อรอง และการกลายเป็นปัญหาท้องถิ่นของโรคในกระแสโลกาภิวัตน์, ประสบการณ์และปฏิบัติการเชิงพื้นที่ : การเดินทาง เส้นแบ่งและเขตแดนกับการควบคุมกักกันโรค

กลุ่มการแบ่งแยกกีดกัน ความเสี่ยงและการปรับตัวทางสังคม: ความเหลื่อมล้ำและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ : กลุ่มเปราะบาง ชนชั้น เชื้อชาติและเพศสภาวะ ในสถานการณ์โรคอุบัติใหม่, สังคมเสี่ยงภัย : กลุ่มเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงและสถานการณ์เสี่ยงกับการปรับตัว และการเอาตัวรอดในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยง

อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เปรียบได้กับโจทย์วิจัยที่จะต้องหาคำตอบถึงการเกิดใหม่ของความเป็นสังคม (Sociality) ความเป็นพลเมือง (Citizenship) และการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ (New social movement) กับการรับมือโรคระบาด

ที่สำคัญ ‘ความรู้’ จะทำให้เราผ่านวันร้ายร้ายไปได้ด้วยดี