วิเคราะห์เจาะลึก ภาพยนตร์เรื่องใดคว้ารางวัลหมีทองคำไปครอง รวมถึงผู้ชนะรางวัลสาขาต่าง ๆ จากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน
หลังจากจัดฉายหนังสายประกวดจนครบทั้ง 18 เรื่องแล้ว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลินก็จัดพิธีประกาศและมอบรางวัลให้ภาพยนตร์เรื่องเด่น ๆ ในสาขาต่าง ๆ ไปเมื่อคืนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งผลรางวัลในภาพรวมก็ไม่ถึงกับสร้างความประหลาดใจมากนัก เพราะหนังหลาย ๆ เรื่องที่ได้รับความนิยมจากคนดูและนักวิจารณ์ก็สามารถคว้ารางวัลในสาขาต่าง ๆ ไปอย่างค่อนข้างจะกระจาย โดยมีรายละเอียดของแต่ละรางวัลดังนี้
เริ่มที่รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ บทภาพยนตร์เรื่อง Bad Tales โดยสองผู้กำกับพี่น้องฝาแฝดจากอิตาลี D’Innocenzo Brothers ซึ่งก็เป็นหนังที่หม่นมืดและจริงจังมากที่สุดในสายประกวดประจำปีนี้
Bad Tales
credit : Pepito Produzioni
หนังเล่าเรื่องราวของชุมชนชนชั้นกลางนอกกรุงโรมสมัยปัจจุบันที่ฝ่ายพ่อแม่มักจะตั้งความหวังในอนาคตไว้กับลูก ๆ กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เด็ก ๆ ไม่มีความสุขในชีวิตตามวัยของพวกเขาเลย ซึ่งแรงกดดันอันนี้เองที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เมื่อพวกเขาสบช่องในการหาทางออกด้วยความเศร้าโศกจากการยุยงของครูวิทยาศาสตร์ที่สอนให้พวกเขาเอาวิชาความรู้ทางเคมีไปใช้ในทางผิด ๆ หายนะจึงบังเกิดตามมาอย่างน่าสลด
บทหนังเอาจริงเอาจังกับการวิพากษ์ความรู้สึกด้านหม่นมืดของเยาวชนในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าใจหาย สมแล้วที่จะได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองในปีนี้
ข้างฝ่ายนักแสดงชายยอดเยี่ยมของตกเป็นของนักแสดงหนุ่มดาวรุ่ง Elio Germano ที่รับบทนำในหนังประกวดเทศกาล Berlin Film Festival ปีนี้ถึงสองเรื่องด้วยกัน คือบทคุณพ่อสายดุในเรื่อง Bad Tales ที่ได้รับรางวัลบทยอดเยี่ยมไป และในเรื่อง Hidden Away ของผู้กำกับ Giorgio Diritti หนังชีวประวัติจิตรกรสวิส-อิตาเลียน Antonio Ligabue ผู้มีร่างกายและจิตใจไม่สมประกอบทว่าสามารถรังสรรค์งานภาพเขียนในแนว naïve art ของสิงสาราสัตว์และธรรมชาติได้ด้วยสัญชาตญาณ
Elio Germano จาก Hidden Away
credit : Chico De Luigi
Elio Germano รับบทเด่นเป็น Antonio Ligabue โดยต้องแต่งหน้าแต่งตาผ่านการ make-up จากหนุ่มหล่อให้กลายเป็นศิลปินรูปโฉมอัปลักษณ์ตาโหล ฟันเหยิน เดินหลังค่อมจนกลายเป็นคนละคน และต้องสะท้อนบุคลิกฉุนเฉียวอารมณ์รุนแรงแปลกแยกจากสังคมในแบบฉบับศิลปินออกมาจนเรียกได้ว่าเป็นบทสำหรับนักแสดงชายที่โดดเด่นมากที่สุดจนสามารถคว้ารางวัลไปอย่างไร้ข้อกังขา
มาที่ฝ่ายนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมซึ่งได้แก่ Paula Beer จากหนังเยอรมันเรื่อง Undine โดยผู้กำกับ Christian Petzold ซึ่งเป็นการนำตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางพรายน้ำของยุโรปเหนือมาดัดแปลงเป็นเรื่องราวความรักร่วมสมัย ซึ่ง Paula Beer ก็รับบทเป็นนางพรายน้ำร่วมสมัยชื่อ Undine ทำงานเป็นนักภูมิประวัติศาสตร์ให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ผังเมืองเบอร์ลินที่เคยเป็นหนองน้ำมาก่อน แต่การที่เธอจะเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้ Undine จะต้องพบรักกับชายที่มีหัวใจให้เธอจริง ๆ
Paula Beer จาก Undine
credit : Christian Schulz
บท Undine ของ Paula Beer มองเผิน ๆ แล้วอาจจะดูนิ่ง ๆ ธรรมดา ๆ แต่ Paula ก็สามารถถ่ายทอดภาวะกึ่งจริงกึ่งแฟนตาซีของตัวละครที่จุดมุ่งหมายในชีวิตของเธอคือการกลายเป็นมนุษย์เพศหญิงโดยสมบูรณ์ได้อย่างน่าเชื่อ จนทำให้เหล่านักวิจารณ์เองก็แห่กันชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันมาก
ด้านรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมประจำปีนี้ออกจะมีเซอร์ไพรส์อยู่พอสมควรเมื่อผู้กำกับจากเกาหลีใต้ Hong Sang-soo สามารถคว้ารางวัลไปได้จากภาพยนตร์เรื่องใหม่ The Woman Who Ran ซึ่งเป็นหนังรักที่เนื้อหาและวิธีการเรียบง่ายมาก ๆ โดยให้ Kim Minhee รับบทเป็นภรรยาของนักธุรกิจหนุ่มที่กำลังเดินทางไปทำงาน เธอจึงใช้เวลาว่างไปเยี่ยมเพื่อนสาวสามรายที่เคยรู้จัก ณ สามสถานที่เพื่อพูดคุยถามไถ่ความเป็นในชีวิตในลักษณะ girls’ talk ที่แม้ว่าสิ่งที่พวกเธอเจ๊าะแจ๊ะสนทนากันจะไม่ได้พิเศษอะไร แต่ด้วยท่าทีที่เหมือนเปิดอกเปิดใจ Kim Minhee กลับแอบซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ตลอดเวลา จนกระทั่งการมาถึงของตัวละครชายในแต่ละตอนที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดพลิกผันไป
The Woman Who Ran
credit : Jeonwonsa Film
แม้เหตุการณ์ทั้งหมดในหนังจะดูเรียบง่าย แต่ทุก ๆ องค์ประกอบได้รับการดีไซน์ออกแบบและควบคุมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในฉากแมวเหมียวที่ Hong Sang-soo กำกับได้น่ารักน่าชังจนคนดูพร้อมใจกับปรบมือโห่ร้องพอใจกันแบบลั่นโรง
รางวัลรองชนะเลิศหมีเงิน Grand Jury Prize ได้แก่ผลงานการกำกับของผู้กำกับหญิง Eliza Hittman จากสหรัฐอเมริกา เรื่อง Never Rarely Sometimes Always ซึ่งเคยเข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์ Sundance ที่สหรัฐอเมริกามาก่อนแล้ว
Never Rarely Sometimes Always
credit : Focus Features
โดย Never Rarely Sometimes Always ก็เล่าเรื่องราวเรียบง่ายแต่สมจริงของ Autumn เด็กสาววัย 17 ปีจากเพนซิลเวเนียที่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาขณะอยู่ในวัยเรียน เธอรู้ว่าครอบครัวหาเช้ากินค่ำคงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้ Autumn จึงชวน Skylar ลูกพี่ลูกน้องหญิงที่ทำงานเป็นแคชเชียร์ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยกันเดินทางไปยังนิวยอร์กเพื่อขอรับการช่วยเหลือในการทำแท้ง
ด้วยเนื้อหาแรง ๆ อย่างกรณีการทำแท้งจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ หนังถ่ายทอดภาวะประสบการณ์และอารมณ์ทุกอย่างที่ Autumn ต้องเผชิญอย่างใกล้ชิด สะกดให้คนดูต้องติดตามไปตลอดความยาว แม้เนื้อหาประเด็นเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความหมายที่ซ่อนไว้ใต้คำวิเศษณ์บอกความถี่เวลาตามชื่อหนังที่เฉลยกันในจังหวะที่ชวนให้เจ็บปวดหัวใจ ก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ชนะใจทั้งคนดู นักวิจารณ์ และคณะกรรมการจนคว้ารางวัล Grand Jury Prize ไปในที่สุด
มาถึงรางวัลใหญ่นั่นคือรางวัลหมีทองคำประจำปีนี้ก็ตกเป็นของผู้กำกับอิหร่าน Mohammad Rasoulof ที่ถูกทางรัฐบาลอิหร่านแบนไม่ให้ทำหนังหลังจากภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้า A Man of Integrity (2017) ได้รับรางวัลที่เทศกาลคานส์ แต่ก็อุตส่าห์แอบสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ There Is No Evil มาร่วมประกวดในเทศกาล Berlin Film Festival ได้อย่างลับ ๆ โดยที่ตัวผู้กำกับไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศมาร่วมงานได้
นับเป็นหนังอิหร่านเรื่องที่สามในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลนี้หลังจากที่ A Separation ของ Asghar Farhadi กับ Taxi Tehran ของ Jafar Panahi เคยคว้ารางวัลไปเมื่อ ค.ศ. 2011 และ 2015 ตามลำดับ
There Is No Evil
credit : Cosmopol Film
There Is No Evil แบ่งเนื้อหาออกเป็นสี่ภาคย่อย ๆ โดยร้อยเรียงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโทษประหารชีวิตในอิหร่านกันแบบหลวม ๆ ไม่ได้เกี่ยวพันกันโดยตรง ตั้งแต่เรื่องแรกที่ถ่ายทอดภาพชีวิตของพ่อบ้านหัวหน้าครอบครัวที่ดีที่ต้องจัดการธุระต่าง ๆ ในแต่ละวัน ก่อนจะเฉลยว่าอาชีพที่แท้จริงที่เขาหาเลี้ยงชีพเกี่ยวข้องกับการปลิดชีวิตผู้คนอย่างไร
ไล่มาตอนที่สองเมื่อนายทหารหนุ่มถูกกองทัพมอบหมายให้ปลิดชีพนักโทษด้วยการแขวนคอเป็นครั้งแรก เขาก็เกิดอาการสติแตกไม่สามารถทำใจรับกับการกระทำที่ไม่อาจฝืนคำสั่งนี้ได้ ส่วนตอนที่สามก็เล่าเรื่องราวความรักของทหารหนุ่มอีกนายที่ลาพักผ่อนเพื่อมาให้ทันงานวันเกิดแฟนสาวกลางป่าห่างไกล แต่เขาต้องปลดเปลื้องเครื่องแบบล้างรอยมลทินที่เขาเพิ่งกระทำในลำธารเพื่อชำระความผิดบาป
There Is No Evil
credit : Cosmopol Film 3
ต่อด้วยเรื่องสุดท้ายเมื่อสาวอิหร่านหัวสมัยใหม่เดินทางกลับมาเยี่ยมคุณลุงที่อิหร่าน เพื่อจะพบความจริงกับเกี่ยวกับบิดาของเธอและเรื่องราวหนหลังเกี่ยวกับคดีประหารในอดีตอันยากจะทำใจรับ
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างขึงขังและจริงจัง ถ่ายทอดอารมณ์กันอย่างหนักแน่นจนถึงขั้นออกจะฟูมฟายในบางช่วง ซึ่งนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นว่าระดับคุณภาพของแต่ละเรื่องราวยังกระจัดกระจายไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสียทีเดียว ทำให้ผลลัพธ์โดยรวมยังไม่เข้มข้นได้เท่าผลงานชิ้นเก่า ๆ ของเขา
อย่างไรก็ดี ด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับกรณีโทษประหารชีวิตที่มีความเป็นสากล และอาจเป็นกลเม็ดในการประท้วงรัฐบาลอิหร่านที่ห้ามผู้กำกับชาติของตัวเองทำหนังสะท้อนความจริง คณะกรรมการก็ตัดสินใจให้รางวัลใหญ่หมีทองคำกับเรื่องนี้ไป แม้ว่ามันจะค้านสายตาเหล่าบรรดานักวิจารณ์และผู้ชมกันอยู่บ้าง






