สำรวจร่องรอยบนโครงกระดูก ผูกโยงเรื่องราวของโรคระบาดตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงบทบันทึกในสมัยประวัติศาสตร์
ตั้งแต่ไข้หวัดนก, โรคซาร์ส, อีโบล่า มาจนถึงโควิด-19 เป็นเสมือนไทม์ไลน์ของโรคระบาดที่ดาหน้ามาท้าทายมนุษย์ในช่วงหลายปีมานี้ และเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะต้องมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน แต่ขณะที่เรากำลังฟันฝ่าวิกฤติโควิด-19 ในปัจจุบัน หรือก่อนจะหวาดหวั่นกับโรคในอนาคต โรคระบาดนั้นอยู่คู่สังคมมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว
- ‘รอย’ เล่าโรค
ในยุคก่อนประวัติศาสตร์หมายถึงไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานต่างๆ ที่บอกเล่าเหตุการณ์ในยุคดังกล่าวจึงเป็น ‘ร่องรอย’ บนสิ่งต่างๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญต้องนำมาศึกษาและถอดรหัส การเกิดโรคระบาดก็เช่นเดียวกัน
แม้นักโบราณคดีของไทยจะค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์มากมาย จากการทำ ‘โครงการวิจัยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พบหลักฐานทางโบราณคดีเก่าแก่ตั้งแต่ 2,000 กว่าปีไปจนถึง 32,000 ปี ที่เพิงผาบ้านไร่ (ตั้งแต่พ.ศ.2544) แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด (ตั้งแต่พ.ศ.2545) และแหล่งโบราณคดีถ้ำผีแมนโลงลงรัก (ตั้งแต่พ.ศ.2556-2559) รวมทั้งการศึกษาโครงกระดูกจากทั่วประเทศ พบว่าจำนวนไม่น้อยมีร่องรอยบนโครงกระดูกว่าเคยเกิดโรคในอดีตกาล และอาจเป็นไปได้ว่าคือโรคระบาด แต่ก็ยังยืนยันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นโรคระบาด
“ร่องรอยที่เราพบบนกระดูกเป็นร่องรอยของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อครับ หมายความว่าพอเลือดคุณภาพไม่ดีจากการติดเชื้อ จะทำให้พลังงานที่เลือดให้ปกติมันน้อยลง จึงเกิดลักษณะของกระดูกพรุน กระดูกซ้อนทับ หรือมีรูหลอดเลือดที่เลี้ยงกระดูกใหญ่ขึ้น หรือไม่ก็เกิดเป็นรอยเส้นลายไม้บนผิวกระดูก แต่นี่เป็นภาวการณ์ติดเชื้อแบบเรื้อรังนะครับ ไม่ได้หมายความเป็นการติดเชื้อจากภาวการณ์ระบาดอย่างโควิด-19 เพราะโควิด-19 เป็นการติดเชื้อที่ปอด ไม่มีผลต่อกระดูก
เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะไปดูว่ามันเกิดขึ้น เราก็พูดแบบนั้นไม่ได้ แต่ว่าเราบอกได้ว่าโครงกระดูกนี้มีการติดเชื้อ แต่เราบอกไม่ได้ว่าติดเชื้อจากการระบาดหรือเปล่า” อาจารย์ ดร.นฤพล หวังธงชัยเจริญ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายให้เข้าใจถึงการพบร่องรอยของโรค ซึ่งในการวิจัย ณ ปัจจุบันยังไม่ลงลึกถึงขั้นวิเคราะห์ได้ว่าตัวอย่างกระดูกที่ผิดปกตินั้นผิดปกติจากสาเหตุอะไร
การเกิด ‘ร่องรอยโรค’ ที่ปรากฏบนกระดูก เกิดจากเมื่อคุณภาพเลือดไม่ดีจึงต้องใช้ปริมาณมากขึ้นเพื่อสร้างผิวกระดูก ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่ตาย ธรรมชาติของกระดูกจะสร้างและซ่อมตลอดเวลา กรณีติดเชื้อ กระดูกจะพรุนแต่ถูกสร้างซ้อนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นลายตาข่าย ลายไม้ หรือรูพรุน
นอกจากร่องรอยบนกระดูก ดร.นฤพล ยังบอกด้วยว่าหากมี ‘เชื้อโรค’ หลงเหลือบนกระดูกหรือในดินตรงที่ค้นพบกระดูกจะยิ่งไขความลับเรื่องนี้ได้ แต่ในทางโบราณคดีเป็นไปได้ยากมาก เพราะระยะเวลายาวนานและสภาพแวดล้อมของประเทศไทยไม่ได้เอื้อต่อการรักษาสภาพเชื้อโรคให้ยังอยู่ได้ดีขนาดนั้น หากเป็นในถ้ำน้ำแข็งแถบขั้วโลกอาจมีโอกาสที่เชื้อโรคจะถูกแช่แข็งเอาไว้ ขณะที่ประเทศไทยอากาศร้อนชื้น เชื้อโรคจึงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
ส่วนที่ต่างประเทศนอกจากมีการค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ นักโบราณคดียังพบหลักฐานในรูปการณ์เดียวกัน คือ ร่องรอยของโรคบางอย่างที่แสดงอาการติดเชื้อ อาจารย์ ดร.กรกฎ บุญลพ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่าการค้นพบดังกล่าวยังคลุมเครือทำนองเดียวกับในบ้านเรา
ถึงจะยังระบุไม่ได้เสียทีเดียวว่าร่องรอยบนแต่ละโครงกระดูกจะเกิดจากโรคระบาด แต่ในมุมของนักโบราณคดีพอจะชี้ได้ว่าเกิดจากไวรัสค่อนข้างแน่นอน
“ที่เราเจอก็น่าจะเกิดจากไวรัส พวกวัณโรค หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส ซึ่งมันมีเอฟเฟกต์ถึงกระดูกด้วย วัณโรคก็เหมือนกัน ถ้ามันลามก็ลามไปถึงกระดูกด้วย อย่างเคสวัณโรคในเมืองไทยมีเอฟเฟกต์ถึงกระดูกแล้วทิ้งร่องรอยก็มีตัวอย่างให้เห็น เราบอกได้แค่ว่ามันมีร่องรอยของการเกิดโรคลักษณะที่เกิดจากภาวะการติดเชื้อแล้วทิ้งร่องรอยบนกระดูก ซึ่งบางโรคก็ติดต่อกันได้ แต่ติดต่อจนเกิดภาวะระบาดหรือเปล่า ยังตอบไม่ได้”
อีกปัจจัยเงื่อนไขสำหรับประเมินสถานการณ์คือจำนวนตัวอย่างโครงกระดูกที่พบ จะนำไปสู่การตีความและแปลความว่าถึงขั้นเกิดการระบาดได้หรือไม่ ดร.กรกฎ ยืนยันเพียงว่าพบสิ่งบ่งบอกถึงโรคที่ติดต่อจากคนสู่คนได้เท่านั้นเอง
การค้นพบหลักฐานที่จะไขความลับเรื่องโรคของคนสมัยโบราณได้ ณ ตอนนี้ ยังมีเพียง กระดูกและฟัน ทว่านักโบราณคดีบอกว่าถ้าเป็นไปได้ในพื้นที่ที่ดีมากๆ จะเก็บตัวอย่างดินหรือพวกอุจจาระที่ค้างอยู่ในช่องท้องไปวิเคราะห์ต่อ แต่โอกาสเจอน้อยเหลือเกิน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีปัจจัยมากมายที่พร้อม ‘ทำลายหลักฐาน’ เช่น อุณหภูมิ แต่ถึงกระนั้นพวกเขายังบอกว่าอาจจะมี แต่ยังไม่เจอ
“แต่ก็ไม่แน่ครับว่าต่อไปถ้าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดีขึ้น ดีเอ็นเออาจเป็นตัวบอกพันธุกรรมของโรคก็ได้ แต่คงต้องใช้ระยะเวลานานหน่อยกว่าเทคโนโลยีจะไปถึงขั้นนั้น ก็คาดหวังว่าเราจะย้อนเวลากลับไปรู้ได้ อย่างในบางประเทศแถบบยุโรปที่ย้อนไปศึกษาเชื้อโรคสมัยก่อนได้ แต่บ้านเรายังไม่ถึงขนาดนั้น” ดร.นฤพล กล่าว
มีข้อมูลระบุว่าโรคระบาดที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานคือ ‘โรคคุดทะราด’ เป็นโรคที่พบในกลุ่มสายพันธุ์มนุษย์โฮโม อีเร็กตัส ซึ่งมีอายุ 1,500,000 ปีมาแล้วในแอฟริกา ต่อมาเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐาน ทำให้ต่อมาพบว่าโรคระบาดสู่อิตาลีเมื่อราว 500,000 ปีก่อน
ต่อมา ‘โรคฝีดาษ’ กลายเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนไปมหาศาล เริ่มต้นเมื่อราว 11,000 – 10,000 ปีที่ผ่านมา แพร่ระบาดทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา จากนั้นยังแพร่กระจายออกไปที่ต่างๆ อย่างในอินเดียพบโครงกระดูกอายุราว 10,000 ปี ที่ได้รับการระบุว่าเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว
- บันทึก ‘โรค’
“ถ้าเป็นในสมัยประวัติศาสตร์ เรื่องของโรคระบาดต่างๆ มักจะถูกบันทึกในพงศาวดาร หรือไม่ก็ผ่านการบอกเล่าต่อๆ กันมา ว่ามีการระบาดของโรค มีคนตาย มีการจัดการกับศพคนตาย หลักฐานจะสำแดงชัดเจน” ดร.กรกฎ กล่าว
ขณะที่ยุคประวัติศาสตร์มีบันทึกค่อนข้างชัดเจน แต่ในทางกลับกันประเพณีวัฒนธรรมของชาวไทยซึ่งได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา เมื่อมีคนตายจะปลงศพด้วยการฌาปนกิจหรือการเผา ทำให้การจะพิสูจน์ว่ามีโรคระบาดดังกล่าวจริงโดยสืบจากเชื้อโรคในโครงกระดูกจึงเป็นการยาก ดร.นฤพล บอกว่าแตกต่างจากต่างประเทศที่นิยมฝังศพคนตาย จึงมีโอกาสพบหลักฐานของโรคระบาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้ โดยที่บ้านเราอ้างอิงจากบันทึกและการกล่าวถึงสืบต่อกันมา
การขุดค้นจนพบหลักฐานโครงกระดูกทั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย และในแต่ละพื้นที่นักโบราณคดีได้วิเคราะห์โครงกระดูกที่ผิดปกติจากโรคแตกต่างกัน อาทิ แถบพื้นที่ภาคใต้ ดร.กรกฎเปิดเผยว่าพบวัณโรค ส่วนโรคซิฟิลิสพบจากการวิเคราะห์โครงกระดูกที่สุสานบ้านโปรตุเกส พระนครศรีอยุธยา และที่อำเภอโคกพนมดี พบว่ามีหลักฐานของโรคเรื้อนและวัณโรคกระดูก
“ในเรื่องพื้นที่ ก็มีเงื่อนไขเรื่องโรคประจำถิ่น อย่างเรื่องโรคเรื้อน หรือภาวะวัณโรค ในทางการแพทย์เราถือว่าเป็นโรคประจำเขตร้อนชื้น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาบางส่วน เรื่องโรคจึงเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิศาสตร์
หรืออย่างกรณีหนึ่งที่มีการแปลความ คือ ‘ไข้เลือดออกเดงกี่’ ก็มีร่องรอยบางอย่างในกระดูกที่มีเอฟเฟกต์ในเรื่องระบบเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่าง อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคที่พบเฉพาะถิ่น ซึ่งมีการศึกษาในกลุ่มของประชากรโบราณในเขตบ้านเชียง เคยมีเอกสารงานวิจัยของเราชัดเจนว่านี่เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เราบอกได้ว่าเป็นโรคประจำถิ่น และพบหลักฐานได้ในโครงกระดูกมนุษย์ในเขตบ้านเรา” ดร.กรกฎ อธิบาย
นอกจากตัวอย่างกระดูกแล้ว อัตราการตายไม่ปกติเป็นอีกปัจจัยที่นำไปสู่สมมติฐานเรื่องโรคระบาดในสมัยโบราณ เช่น แถบโคกพนมดี พบหลักฐานการตายของเด็กทารกจำนวนมาก ดร.นฤพล ระบุว่าพบศพเด็กทารกในสุสานเดียวกันค่อนข้างมาก ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ แต่พอพ้นวัยก็อาจมีภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าอาจไม่ใช่การตายจากเชื้อโรคก็เป็นไปได้
“การตายของเด็กที่มีมากกว่าที่อื่น แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะภาวะทางสุขภาพมากกว่าเหตุผลอื่นๆ โดยที่ขอบเขตงานของเราคือเทียบพื้นที่ ก กับพื้นที่ ข หรือเทียบสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร รอยโรคต่างๆ เป็นอย่างไร เราจะไม่ได้บอกเลยชัดเจนว่าเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น ยกเว้นมีเคสที่ชัดว่ามีลักษณะของรอยโรคแล้ววิเคราะห์เป็นรายๆ ไป”
จากอดีตที่แม้จะยังระบุไม่ได้ว่าก่อนประวัติศาสตร์เกิดโรคระบาดอะไรบ้าง แต่เป็นไปได้ว่าจะเคยเกิดโรคระบาด นักโบราณคดีบอกว่ายังมีหลายโรคยังเป็นที่รู้จักจนถึงวันนี้คือกลุ่มโรคจากไวรัส เช่น ไข้เลือดออก วัณโรค โรคเรื้อน เป็นต้น
ท่ามกลางคำตอบที่ยังคลุมเครือเรื่องโรคระบาดของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ มีกลุ่มโรคที่นักโบราณคดีตอบได้ชัดว่าเคยเกิดขึ้นแน่นอนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ คือ โรคในช่องปากและฟัน เพราะหลักฐานคือกระดูกและฟัน ทำให้บอกได้ถึงขั้นว่าเป็นโรคระดับใด รุนแรงแค่ไหน พบในทุกพื้นที่ ทุกสังคม ซึ่งสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคนั้น เรื่องการกิน รวมถึงสุขอนามัยในช่องปากและฟัน
จากโครงกระดูกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานแสนนาน ได้รับการปะติดปะต่อด้วยองค์ความรู้ด้านโบราณคดี กระทั่งคล้ายได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปในนับพันนับหมื่นปีก่อน เพื่อเรียนรู้ว่าคนยุคนั้นกับคนยุคนี้ก็เคยเผชิญโรคร้ายคล้ายกัน แตกต่างที่พวกเรายังอยู่และต้องสู้ต่อ









