วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตรวจสอบสถานการณ์ 'สิทธิสตรี' กับ ‘ซินดี้-สิรินยา’

พูดคุยกับเจ้าของแคมเปญ Don’t Tell Me How To Dress อย่าโทษเหยื่อข่มขืนว่าเป็นเพราะแต่งตัวโป๊

นักแสดงหญิงหลายคนพร้อมใจกันวอล์คเอาท์ออกจากงานประกาศรางวัลซีซาร์ อวอร์ดส (Cesar Awards) ครั้งที่ 45 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง An Officer And A Spy ของ โรมัน โปลันสกี้ ผู้กำกับสัญชาติโปแลนด์-ฝรั่งเศส วัย 86 ปี ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของสหรัฐในข้อหาข่มขืนเด็กสาววัย 13 ปี มาตั้งแต่ยุค 1970 แถมยังถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศอีกหลายคดี ได้รับการตัดสินให้คว้ารางวัลไปครองถึง 3 รางวัล จากเวทีใหญ่ที่เปรียบได้กับงานประกาศรางวัลออสการ์ของประเทศฝรั่งเศส

. เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้เหล่าศิลปินจะลุกขึ้นมารณรงค์แคมเปญ Me Too กันอย่างครึกโครมไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิงในวงการบันเทิง ตลอดจนผู้หญิงในสังคมที่ทั้งถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกกดขี่ข่มเหง ไม่ได้รับความเท่าเทียมกันกับผู้ชายในสายอาชีพเดียวกัน

แต่ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะวงการบันเทิงก็ยังคงให้ค่า และเชิดชูคนที่ข่มขืนผู้หญิงมาแล้วหลายคนจน Adele Haenel นักแสดงหญิงเรื่อง The Portrait of A Lady On Fire (ที่เพิ่งกล้าออกมาเปิดเผยเมื่อปีที่แล้วนี่เองว่าเคยถูกผู้กำกับคนหนึ่งข่มขืนตอนเป็นเด็กใหม่ในวงการ) ถึงกับบอกว่า

“การตัดสินรางวัลแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการให้ โรมัน โปลันสกี้ มา ‘ถ่มน้ำลายรดหน้า’ เหยื่อทุกคนว่า การข่มขืนผู้หญิงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร”

แล้วปัญหาสิทธิสตรีในวงการบันเทิงไทยหรือสังคมไทยเป็นอย่างไร? น่าหดหู่ และสิ้นหวังขนาดนี้ไหม?

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางแบบ นักแสดง และพิธีกรผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องการคุกคามทางเพศในวงการบันเทิงบ้านเรา และรู้สึก ‘เหลืออด’ กับ ‘มายาคติ’ ที่ผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้จนต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อความเสมอภาคทางเพศ จะมาเล่าถึงสิ่งที่เธอประสบพบเจอมาให้เราฟัง

Copy of GW0_4482

ซินดี้-สิรินยาได้ริเริ่มแคมเปญ #DontTellMeHowToDress ขึ้นในโซเชี่ยล มีเดีย เมื่อเดือนมีนาคม 2561 หลังจากที่เห็นพาดหัวข่าวเตือนไม่ให้ผู้หญิง ‘แต่งตัวโป๊’ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งปรากฎว่าได้รับการสนับสนุนอย่างมากมายจนกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดเรื่องการคุกคามทางเพศในไทย โดยเธอเล่าว่าสาเหตุที่ทำให้เธอออกมารณรงค์เรื่องนี้เพราะเห็นเลยว่ามันเกิดขึ้นกับทุกคนจริง ๆ

ซินดี้ก้าวเข้ามาเป็นนางแบบตอนอายุ 13 แล้วมาเป็นนางงามจนได้รับตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 1996 เท่ากับอยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 25 ปี ได้เห็นวิวัฒนาการตั้งแต่เริ่มเป็นเด็กใหม่ว่าต้องฝ่าฝันอะไรบ้างกว่าจะได้รับการยอมรับ ยิ่งเธอเป็นทั้งผู้หญิง ลูกครึ่ง และเด็กบ้านนอก หน้าตาก็ไม่มีความเป็นคนไทยเลยจึงเจอการเหยียด (discrimination) หลายระดับ ที่ต้องฝ่าฝันกว่าจะได้รับการยอมรับ

“ถ้าพูดถึงเรื่องบทบาทการเป็นผู้หญิง แน่นอนว่าการมาจากนางแบบ นานมากที่มีแต่คนมองรูปลักษณ์ภายนอก หรือเป็น objectification ว่าผู้หญิง โดยเฉพาะนางแบบ จะต้องหุ่นแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ เราไม่มีค่านอกเหนือจากสิ่งพวกนั้น นี่คือสิ่งที่เราเจอและรู้สึกอึดอัด แต่ตอนนั้นพูดอะไรไม่ได้เพราะเราเป็นเด็ก นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนเมื่ออยากเข้าวงการ ไม่ว่าจะเป็นนางแบบ ภาพยนตร์ ดารา พูดอะไรไม่ค่อยได้ พาวเวอร์ไม่มี จะโดนบังคับให้ทำโน่นทำนี่ หรือโดนกดดันให้เป็นแบบโน้นแบบนี้ นี่คือความเป็นจริง พอเราพ้นจุดนั้นมาถึงจุดหนึ่งที่เรามีตัวตนที่ชัดเจน มีแพลทฟอร์มที่กว้าง มีเสียงที่ดังพอ มันพูดได้ แต่เราจำได้ว่าเราเจออะไรมาบ้าง”

ซินดี้เล่าวิวัฒนาการของวงการบันเทิงให้ฟังด้วยว่าเมื่อก่อนละครจะมีสเตริโอไทป์แบบหนึ่ง อย่างเธอมาจากนางแบบก็จะได้บทเดียวเท่านั้นคือ ตัวร้าย ด้วยความที่เป็นผู้หญิงกล้าแสดงออก ตัวสูง และมั่นใจ เพราะผู้หญิงที่เป็นกุลสตรีไม่ใช่ 3 สิ่งนี้ ผู้หญิงดี ๆ เป็นนางเอกต้องเงียบ ๆ โดนกลั่นแกล้ง แต่ปัจจุบันก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง นางเอกละครเริ่มมีความกล้ามากขึ้น แต่มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

“แต่สิ่งที่ซินดี้อยากจะเห็นมากขึ้นคือเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงในหน้าจอที่ต้องยอมรับว่าเรายังมีปัญหาเรื่องนี้อยู่มาก แล้วบางเรื่องราวเราเอาสิ่งที่เป็นความรุนแรงต่อผู้หญิงมาเป็นสิ่งที่เหมือนดูโรแมนติก ยอมรับได้ หรือเป็นอะไรที่เห็นจนชินแล้ว โดนตบตีเป็นอะไรที่มันชิน เมื่อเด็ก ๆ นั่งอยู่ที่บ้านดูละครเหล่านี้ เด็กผู้ชายก็จะ อ๋อ ทำแบบนี้โอเค เด็กผู้หญิงก็จะ อ๋อ มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องเจอ”

แล้วด้วยความที่เธอเป็นทั้งคนที่อยู่เบื้องหน้า แล้วก็เป็นคนที่รณรงค์เรื่องความเสมอภาคทางเพศ เธอจึงคิดว่าผู้ประกอบการ และสื่อควรจะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น แล้วไม่ใช่แค่สื่อบันเทิงเท่านั้น แต่สื่ออื่น ๆ รวมถึงข่าวด้วย

 

อยู่ในวงการมากว่า 25 ปี แล้วสังคมไทยตอนนี้ต่างจากตอนที่ ซินดี้ เข้าวงการใหม่ ๆรึเปล่า?

พอได้ฟังคำถามนี้ เจ้าตัวถึงกับหัวเราะหึ ๆ ออกมาแล้วบอกว่า “มันอาจจะถูกแปรไปเป็นแบบอื่น เมื่อก่อนรูปแบบอาจจะชัดเจน จำได้ว่าตอนได้ตำแหน่งใหม่ ๆ มีคนชวนไปทานข้าว แต่เรามีจุดยืนที่ชัดเจนเพราะแม่สอนมาว่าไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ มันต้องมีการแลกเปลี่ยนตลอดเวลา มันคือ power imbalance ต้องเข้าใจว่าเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่มีคนมีอำนาจเหนือกว่าคนที่ด้อยกว่า ถ้าเขาอยากจะไปต่อ บางทีก็ต้องมีตรงนี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราไม่มา sugar coated anything

ถามว่ามันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนไหม มันยังมีอยู่ แต่มันมีทางเลือกและออพชั่นมากขึ้นสำหรับผู้หญิง นี่คือสิ่งที่เราต้องสื่อออกไปว่าไม่ใช่ the only way เมื่อเจอแบบนี้คุณต้องกล้า มีจุดยืน คุณต้องกล้าที่จะ push the other แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีการรณรงค์มากขึ้น”

 

อะไรเป็นแรงผลักดันให้ก้าวเข้ามาทำงานเพื่อผู้หญิง?

ซินดี้บอกว่าเธอสนใจเรื่อง woman empowerment มาซักพักแล้ว แต่จุดเปลี่ยนมันเกิดขึ้นในวันที่ไปอ่านหนังสือพิมพ์แล้วเจอพาดหัวข่าวว่า “อย่าแต่งตัวโป๊แล้วคุณจะปลอดภัยจากภัยคุกคามทางเพศ” เธอก็ยังอ่านข่าวที่เหลือต่อเพราะคิดว่าอาจจะเป็นแค่พาดหัว ในเนื้อข่าวมันต้องมีการตักเตือนฝ่ายผู้จะกระทำความรุนแรง หรือมีทางเลือกอื่น ๆ ให้คนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วจะทำยังไงบ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย

“มันเลยปรี๊ดแตก พูดง่าย ๆ คือมันทำให้ความทรงจำของวันนั้นที่เราโดน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้แต่งตัวโป๊เลย มันกลับมาฟึ่บเลย แล้วก็มีความรู้สึกว่า คิดได้แค่นี้จริง ๆ เหรอ แล้วนี้คือแมสเสจที่ออกไปว่าผู้หญิงแต่งตัวแบบนี้สมควรโดนลวนลาม ถ้าคุณแต่งตัวไม่โป๊คุณจะเซฟ ซึ่งมันไม่จริงเลย

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดคลิปแล้วไปเดินแบบต่อ กลับมาอีกที อู้หู เกิดอะไรขึ้น นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงหลาย ๆ คนรอให้มีคนพูดก่อน แล้วมันทำให้เราพบว่าเราอินกับเรื่องนี้มากเพราะเราเจอกับตัวเอง แล้วมันเป็นจังหวะ ทุกอย่างมัน happened for a reason แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นทีเดียวแล้วจบไป เราเข้าใจว่าเรามีคนฟัง แล้วเราจะไปต่อยังไง ก็เดินเข้าไปหา UN Women เลยบอกว่ามีไอเดียเรื่องนี้ มีคนที่กำลังอินกับเรื่องนี้มาก ต้องการทำนิทรรศการเอาเสื้อผ้าที่ผู้หญิงใส่ในวันที่โดนลวนลามมาจัดแสดงให้ดูกันเลยว่ามันโป๊รึเปล่า”

นั่นเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการ Don’t Tell Me How To Dressed ในปี 2018 แล้วหลังจากนั้นเธอก็ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

 

ซินดี้บอกว่าถึงแม้จะสนใจเรื่องผู้หญิงแล้ว แต่เธอไม่เคยแสดงออกเรื่องนี้มาก่อน ทว่าตอนที่อัดคลิปเรื่องพาดหัวข่าววันนั้น เธอโกรธจนเสียงสั่น

“เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจริง ๆ แล้วเหมือนเราพูดแทนความในใจของผู้หญิงหลายคนว่าทำไม (การถูกข่มขืน) ต้องเป็นความผิดของชั้น ก็เลยเป็นโฟกัสของซินดี้ว่าเราต้องเปลี่ยนสเตริโอไทป์แบบเดิม ๆ ว่าเหตุการณ์แบบนี้เป็นเพราะผู้หญิง หรือคำพูดเดิม ๆ ว่าผู้หญิงต้องดูแลตัวเอง ปกป้องตัวเอง

ปีที่แล้วซินดี้ก็ไปยื่นหนังสือกับกรมตำรวจว่าเวลาที่จะออกคำแนะนำอย่าใช้คำพูดว่า ผู้หญิงต้องปกป้องตัวเอง คุณควรจะไปบอกฝ่ายที่คิดจะกระทำ ถูกไหม “ระวังอย่าโดนลวนลาม” มันแปลว่าอะไร ทำไมคุณไม่บอกว่า “อย่าไปลวนลาม” มันพูดยาก แต่ก็พยายามพูดในทางที่มันทำได้จากหลาย ๆ ฝ่าย

ซินดี้บอกว่าเธอไม่อยากทำตัวเป็นเฟมินิสต์จ๋า และมีวิธีรณรงค์ในแบบของตัวเองที่หลากหลาย มีทั้งไปยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ ไปพูดกับหน่วยงานราชการ ยูเอ็น แล้วก็ร่วมมือกับองค์กรหรือบริษัทอื่นเพื่อให้งานออกมาซอฟท์ลงหรือน่าสนใจ แต่ก็ไม่หลุดไปจากประเด็นที่ว่า ‘ผู้หญิงควรได้รับความเท่าเทียมกับผู้ชาย ควรได้รับการยอมรับนับถือ และการให้เกียรติกัน เพราะเราเป็นมนุษย์”

 

Copy of GW0_4217

 

หนึ่งในโปรเจคท์ที่ว่าคือการเป็นตัวแทนแคมเปญ Because She Watched ที่เน็ตฟลิกซ์ และ UN Women ร่วมกันจัดทำขึ้นโดยไปเชิญชวนผู้หญิง 55 คนจากทั่วโลกที่มีบทบาททั้งหน้ากล้องและหลังกล้องในวงการบันเทิงมาร่วมคัดสรรภาพยนตร์-ซีรีส์-สารคดีที่จะปรากฎบนหน้าจอของเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องกับธีมของวันสตรีสากล (ตรงกับวันที่ 8 มีนาคม) ประจำปี 2563 นี้ซึ่งมีธีมว่า “I am Generation Equality: Realizing Women’s Rights”

 

การทำงานด้านสิทธิสตรีอย่างจริงจังทำให้ ซินดี้-สิรินยา ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของแคมเปญ “Because She Watched” ประจำประเทศไทยอย่างปราศจากข้อกังขา ส่วนผู้หญิงเก่งคนอื่น ๆ ที่ร่วมอยู่ในโปรเจคท์นี้ก็มีทั้ง ซัลมา ฆาเยก (นักแสดงนำ Frida) มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ (นักแสดงนำ Stranger Things) ลอรี นัน (ผู้เขียนบท Sex Education) นาห์นัตช์กา ข่าน (ผู้กำกับ Always Be My Maybe) ลาเวิร์น ค็อกซ์ (นักแสดงจาก Orange is the New Black) ลาน่า คอนดอร์ (นักแสดงนำ To All the boys I’ve Loved Before) เพทรา คอสต้า (ผู้กำกับ The Edge of Democracy)

 

สำหรับคอลเลคชั่นภาพยนตร์-ซีรีส์-สารคดีในแคมเปญ Because She Watched นี้ล้วนเป็นเรื่องราวที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวแทนผู้หญิงเก่งทั้ง 55 คนของเน็ตฟลิกซ์ โดยภาพยนตร์-ซีรีส์-สารคดี ที่ถูกเลือกมา เช่น Unbelieveable, Followers, Luna Nera, Orange is the New Black, Lionheart และ Sex Education ได้ปลุกให้ผู้ชมหั

นมาพูดถึงประเด็นต่างๆ และเปลี่ยนมุมมองของผู้คน อันถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสื่อบันเทิงนั้น เป็นช่องทางที่ทำหน้าที่ในการสร้างความตระหนักและสะท้อนปัญหาที่ผู้หญิงรอบตัวเราต้องประสบได้เป็นอย่างดี

 

สำหรับภาพยนตร์และซีรีส์ที่ซินดี้เลือกมาในแคมเปญ Because She Watched มี 2 เรื่อง คือ ซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนเรื่อง Unbelievable และซีรีส์ย้อนยุคเรื่อง Anne with an E

 

Unbelievable

 

Copy of boxshot_na_na_1_th

สำหรับซีรีส์เรื่อง Unbeliavable นั้นสร้างจากข่าวที่ได้รับรางวัล ProPublica Pulitzer เรื่อง An Unbelievable Story of Rape (เหตุการณ์การข่มขืนที่ไม่น่าเชื่อ) เรื่องราวของ มารี เด็กกำพร้าวัยรุ่นในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ที่ไปแจ้งความว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาข่มขืนในห้องนอน แต่เธอกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์พร้อมกับคำถามอีกสารพัดที่ตามมาจากความกังขาของตำรวจที่รับผิดชอบคดี

Copy of UNBELIEVABLE_101_Unit_01125R

Copy of UNBELIEVABLE_103_Unit_00946R

เมื่อทนกับแรงกดดันจากตำรวจไม่ไหว มารีจึงบอกว่าเธอโกหกเรื่องโดนข่มขืน และถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ แต่ไม่กี่ปีถัดมา ตำรวจสอบสวนหญิง 2 คนที่อยู่อีกรัฐกลับจับคนร้ายที่ข่มขืนมารีได้ หลังจากที่เขาได้ไปก่อเหตุทำร้ายผู้หญิงอีกหลายคนในรูปแบบเดียวกัน

ซินดี้บอกว่าที่เลือกซีรีส์ Unbelievable เพราะมันไม่ได้แค่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางจิตใจที่เหยื่อข่มขืนได้รับ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงอคติจากสังคมที่เหยื่อต้องเผชิญ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าความไม่เสมอภาคทางเพศ และวิธีการที่กฎหมายจัดการกับคดีข่มขืนนั้นมีผลต่อความช่วยเหลือ แรงสนับสนุน และความยุติธรรมที่ผู้ถูกกระทำจะได้รับ

 

Anne with an E

 

Copy of 80136235_sdp_unbranded_na_na_th_1

 

ส่วนเรื่องที่สองคือ ซีรีส์ย้อนยุคไปในปี 1890s เรื่อง Anne with an E เรื่องราวของ แอนน์ เด็กสาวกำพร้าที่ต่อสู้เพื่อความรัก และการยอมรับจากคนรอบข้างเพื่อให้ตนเองมีที่ยืนในสังคม หลังจากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่สถานสงเคราะห์ และบ้านของครอบครัวอุปถัมภ์ที่ใจร้ายกับเธอมาทั้งชีวิต

ซีรีส์พาผู้ชมย้อนกลับไปในช่วงปีค.ศ. 1890s ณ รัฐพรินซ์เอ็ดเวิร์ดไอแลนด์ ประเทศแคนาดา เมื่อสถานสงเคราะห์ได้ทำผิดพลาดและส่งแอนน์ไปอยู่กับครอบครัวของมาริลลา และแมทธิว คัตเบิร์ต พี่สาว-น้องชายคู่หนึ่ง ที่จริงๆ แล้วขอรับอุปการะเด็กผู้ชายเพื่อมาช่วยงานในฟาร์ม หลังจากทั้งคู่ตกลงอุปการะแอนน์ด้วยความสงสาร สาวน้อยอายุ 13 ปีคนนี้ ก็ได้เปลี่ยนมุมมองและชีวิตของแมทธิวและมาริลลา อีกทั้งผู้คนในเมืองเล็กๆที่เธออาศัยอยู่ด้วยความเฉลียวฉลาด ความคิด และจินตนาการที่น่าทึ่งของเธอ การผจญภัยของแอนน์สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคในการค้นหาตัวตน ปัญหาเรื่องบทบาทของเพศหญิง การถูกกลั่นแกล้ง และอคติที่เด็กวัยรุ่นหญิงต้องพบเจอในทุกยุคทุกสมัย

 

Copy of ANNE2_201_Day11_SS_004

ซินดี้บอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยายคลาสสิคเรื่อง Anne of Green Gables ที่เธออ่านตอนเด็กๆ เป็นหนังสือที่พูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกีดกันทางเพศ บรรทัดฐานของสังคม และการถูกกลั่นแกล้งที่เด็กผู้หญิงในยุคปัจจุบันก็ยังประสบอยู่

ส่วนตัวแล้ว ซินดี้รู้สึกเชื่อมโยงกับแอนน์ ทั้งในด้านของความเป็นตัวของตัวเอง จินตนาการ และความตั้งใจของเธออย่างมาก ซินดี้หวังว่าลูกสาวของซินดี้จะเติบโตขึ้นและมีคุณสมบัติที่แอนน์มี

สำหรับฉากโปรดในซีรีส์เรื่องนี้ของซินดี้คือฉากที่แอนน์ประกาศก้องว่า “เด็กผู้หญิงทำได้ทุกอย่างเหมือนเด็กผู้ชาย และอาจทำได้ดีกว่าด้วย!”

 

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับชมคอลเลคชั่นภาพยนตร์-ซีรีส์-สารคดีดังกล่าวได้ทาง Netflix.com/BecauseSheWatched หรือค้นหาคำว่า Because She Watched ในเน็ตฟลิกซ์ โดยแต่ละเรื่องจะมีชื่อของตัวแทนที่เลือกกำกับไว้ เช่น “Cindy’s Pick: Women’s Day” ทำให้ได้รู้ว่าใครเป็นคนเลือกเรื่องดังกล่าว