กาแฟสายแคริบเบียน จาก ‘ปารีส’ สู่ ‘มาร์ตีนิก’

กาแฟสายแคริบเบียน จาก ‘ปารีส’ สู่ ‘มาร์ตีนิก’

กาแฟเดินทางถึงทวีปอเมริกาได้อย่างไรกัน? คำถามที่เปี่ยมไปด้วยการผจญภัยในการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกของราชนาวีชาวฝรั่งเศส ผู้ที่ทำให้เกิดแหล่งปลูกกาแฟชั้นยอดในหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน...

 

ในอดีตนั้นกาแฟเป็นสินค้าราคาแพงที่มีสมญาว่า ‘ทองดำ’ (black gold) ก่อนจะมีการค้นพบน้ำมันดิบ ประเทศอย่างบราซิล อินโดนีเซีย โคลอมเบีย เวียดนาม และเอธิโอเปีย สร้างรายได้มหาศาลจากการส่งออกกาแฟไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา หนึ่งในชาติที่นำเข้ากาแฟมากที่สุดในโลกก็คือ ฝรั่งเศส แต่หากจะย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ชาวปารีเซียงตกหลุมรักเครื่องดื่มแห่งสรวงสวรรค์นั้น ต้องหมุนเวลาไปถึงช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 กันเลยทีเดียว

ดังที่ทราบกันดี การดื่มกาแฟครั้งแรกๆ ของโลกมีจุดกำเนิดจากเอธิโอเปีย ต่อมาข้ามทะเลแดงแพร่เข้าไปยังเยเมนและคาบสมุทรอาระเบีย กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมทั่วโลกมุสลิม ในที่สุด ด้วยมิติทางการทูตและการค้า อาณาจักรออตโตมัน
เติร์กก็ส่งผ่านกาแฟเข้าสู่แผ่นดินยุโรป

จึงเป็นเรื่องชวนติดตามยิ่งว่านอกเหนือจากยุโรปแล้ว กาแฟเดินทางถึงทวีปอเมริกาได้อย่างไรกัน? ...นั่นเป็นคำถามที่เปี่ยมไปด้วยการผจญภัยในการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อ 300 ปีก่อนของราชนาวีชาวฝรั่งเศส นามว่า กาเบรียล แมททิว เดอ คลู

 

1 (8)

เมื่อ 300 ปีก่อน ทะเลได้นำต้นกาแฟมาถึงหมู่เกาะแคริบเบียน (ภาพ : Afrah on Unsplash)

เรื่องราวการผจญภัยฝ่าคลื่นลมมรสุมกลางทะเลใหญ่ของนายทหารเรือชาวฝรั่งเศสผู้นี้ กลายมาเป็นหนึ่งใน ‘ตำนานกาแฟ’ ที่เล่าขานกันมาถึงยุคปัจจุบัน หลังจากเป็นบุคคลที่ทำให้เกิดแหล่งปลูกกาแฟชั้นยอดในหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน...จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

ช่วงต้นศตวรรษที่ 17 พ่อค้าชาวเวนิสในอิตาลีเป็นผู้จัดส่งเมล็ดกาแฟไปขายยังยุโรป แต่ก็ถูกต่อต้านจากนักบวชในคริสตจักรโรมันคาทอลิก เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งมอมเมาผู้คน ถึงกับตำหนิว่า “นี่คือ...เครื่องดื่มสีดำสุดแสนน่ารังเกียจ อันเป็นผลผลิตจากซาตาน” จนกระทั่งสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ออกโรงทดลองชิมด้วยพระองค์เอง จึงทรงเอ่ยว่า “เครื่องดื่มของซาตานมีรสชาติอร่อยมาก อย่ากระนั้นเลย เราควรโกงมารด้วยการล้างบาปให้มันเสีย...”

นับจากบัดนั้นมา กาแฟในฐานะเครื่องดื่มก็ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วยุโรป ...ในเวลาไม่นานนัก ร้านกาแฟแห่งแรกในเมืองเวนิสก็เปิดขึ้นในปี ค.ศ. 1645 ตามด้วยอังกฤษในปี ค.ศ. 1650 ทว่าในฝรั่งเศส กว่าจะมีร้านกาแฟแห่งแรกก็ปาเข้าไปปี ค.ศ. 1671 แม้ว่ากาแฟจะถูกส่งเข้ามาขายยังท่าเรือมาร์กเซย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1644 แล้วก็ตาม

ย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปีก่อน กาแฟไม่ใช่เครื่องดื่มที่ทุกคนจะเข้าถึงได้ ต่อให้เป็นชนชั้นสูงหรือเศรษฐีร่ำรวยเงินทอง ก็ยากที่จะหาซื้อกาแฟมาดื่มจิบได้ เพราะจักรวรรดิออตโตเติร์กอันยิ่งใหญ่ได้ผูกขาดสินค้าจากอาระเบียไว้ในกำมือ รวมไปถึงกาแฟด้วย แต่ครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ก็มีการบันทึกไว้ว่า สุลต่านแห่งออตโตมันเติร์ก เป็นผู้นำเอากาแฟเข้าสู่สังคมชั้นสูงฝรั่งเศสในยุค พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

(ยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้น ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ได้โปรดเกล้าฯให้แต่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศถึง 4 ครั้งด้วยกัน กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย)

 

coff2

ผลกาแฟสุกสีแดงปลั่ง พร้อมเก็บเกี่ยว (ภาพ : Jonathan Wilkins)

กาแฟมาถึงกรุงปารีสครั้งแรกในปี ค.ศ. 1669 หลังจากสุลต่านโมฮัมเหม็ดที่ 4 ส่งราชทูตชื่อ ‘สุไลมาน อากา’ ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ของขวัญที่เตรียมถวายแทนที่จะเป็นสิ่งของมีค่าอันใดจากออตโตมันเติร์ก กลับเป็น ‘กาแฟ’ หลายกระสอบ ซึ่งราชทูตอธิบายว่า “เป็นเครื่องดื่มอันมหัศจรรย์หากเติมกานพลู กระวาน และน้ำตาล เข้าไปผสม”

ไม่ทราบว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดเสวยกาแฟหรือไม่ประการใด แต่ราชทูตไม่ได้พำนักที่พระราชวังแวร์ซาย กลับถูกส่งตัวไปยังเรือนรับรองกลางกรุงปารีส และก็เป็นในปารีสที่ราชทูตเติร์กใช้เป็นสถานที่เลี้ยงต้อนรับชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศส ด้วยเครื่องดื่มกาแฟ พร้อมผ้าทอมัสลินที่ปักดิ้นทองและไหม เป็นผ้าเช็ดปาก!

ด้วยติดใจในรสกาแฟจากฝีมือราชทูตชาวเติร์กหรืออย่างไรไม่ทราบ ร้านกาแฟแห่งแรกในกรุงปารีสก็เปิดตัวขึ้นในปี ค.ศ. 1689 ภายใต้ชื่อ ‘Cafe Procope’ กลายเป็นแหล่งชุมนุมพบปะสังสรรค์ของเหล่าศิลปิน นักคิด นักเขียนในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19

เนื่องจากพวกเติร์กและชาวอาหรับผูกขาดการค้ากาแฟ แถมมีกฎเหล็กห้ามนำต้นกาแฟออกนอกอาระเบียอีกต่างหาก ...แล้วในปีค.ศ. 1714 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ได้รับของขวัญจากพวกดัชท์ เป็นต้นกาแฟจำนวนหนึ่ง

(ชาวดัทช์ได้ลักลอบนำต้นกาแแฟออกจากท่ารือม็อคค่าของเยเมนไปปลูกยังอาณานิคมในเอเชีย ทั้งในศรีลังกาและชวา) จึงทรงให้นำไปปลูกยังเรือนกระจกของสวนพฤกษศาสตร์หลวงในกรุงปารีสที่เรียกกันว่า ‘Jardin des Plante’

ว่ากันว่า เรือนกระจกของสวนหลวงปารีสนั้น สร้างขึ้นเพื่อปลูกต้นกาแฟนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว!

ยุคนั้น พวกดัชท์เข้าไปบุกเบิกการทำไร่กาแฟยังอาณานิคม 2 แห่งในเอเชียอยู่ก่อนแล้ว ทั้งเกาะชวาและเกาะซีลอน (ศรีลังกาในปัจจุบัน) ขณะที่อังกฤษก็เริ่มทำไร่กาแฟบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกของอินเดีย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ฝรั่งเศสจะกระโดดลงมาเล่นเกมนี้ด้วย โดยมีเกาะอาณานิคมในทะเลแคริบเบียนเป็นทางเลือก เพราะนับจากปลายศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมานั้น กาแฟกลายเป็นสินค้าขายคล่องขายดีทั่วยุโรปไปแล้ว

แล้วตัวเอกของตำนานก็โผล่เข้ามาในตอนนี้... ปีค.ศ. 1720 ด้วยกัปตันราชนาวีหนุ่มฝรั่งเศส ‘กาเบรียล แมททิว เดอ คลู’ ได้รับคำสั่งให้เดินทางจากปารีส กลับไปยังอาณานิคมในทะเลแคริบเบียนที่ชื่อ ‘มาร์ตีนิก’ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งปรารถนาให้ฝรั่งเศสเข้าไปทำการค้ากาแฟด้วย อยากปั้นให้เกาะเล็กๆ เป็น ‘ชวาแห่งฝรั่งเศส’ แข่งกับกาแฟจากชวาของเนเธอร์แลนด์ จึงมอบต้นกาแฟในสวนหลวงปารีสให้ราชนาวีหนุ่ม นำขึ้นเรือนำไปปลูกยังมาร์ตีนิก

ปัจจุบัน มาร์ตีนิก เป็นเกาะทางตะวันออกของทะเลแคริบเบียน เป็นแคว้นโพ้นทะเลของฝรั่งเศส

 

coff4

 ‘Jardin des Plante’ หรือสวนหลวงพฤกษศาสตร์กรุงปารีส (ภาพ : Benh LIEU SONG)

เรื่องราวในตอนนี้มีอยู่ด้วยกันหลายชุด บ้างก็ว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่ได้มอบต้นกาแฟให้แต่เป็นเมล็ดพันธุ์กาแฟ 3 เมล็ด บ้างก็ว่ากาเบรียล เป็นผู้ลักลอบนำเมล็ดพันธุ์ออกจากสวนหลวงกรุงปารีสไปเอง บ้างก็ว่าแพทย์หลวงเป็นผู้มอบต้นกาแฟให้ บ้างก็ว่ากาเบรียลไปจีบลูกสาวของหัวหน้าผู้ดูแลสวนหลวง เพื่อขอให้หล่อนแอบนำเมล็ดพันธุ์กาแฟ 3 เมล็ดมามอบให้ ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับในระยะทางสุดไกล 4,200 ไมล์ เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง

แม้ในรายละเอียดจะแตกต่างกันไปบ้าง ก็พอจะเข้าใจได้อยู่เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นนานเป็นร้อยปีแล้ว ทว่าที่ยืนยันได้คือ เรื่องราวของกัปตันเรือราชนาวีฝรั่งเศสนั้น มีบันทึกไว้ในหนังสือชื่อว่า ‘Année littéraire’ ซึ่งตีมพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1774 มีเนื้อหาโดยสรุปว่า นายทหารเรือผู้นี้นำต้นกาแฟมาจากเรือนกระจกของสวนหลวงกรุงปารีส แล้วนำขึ้นเรือรบมุ่งหน้าสู่เกาะอาณานิคมโพ้นทะเล ในปีค.ศ. 1720

ในหนังสือยังมีข้อความว่า ระหว่างการเดินทางข้ามมหาสมุทร เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำจืดจนต้องถึงมีการปันส่วนกัน และราชนาวีหนุ่มก็นำน้ำจืดในส่วนของเขาเองแบ่งไปให้ต้นกล้ากาแฟด้วย ต้นกล้ากาแฟในตำนานต้นนี้ ถูกเลี้ยงดูในตู้กระจกขนาดเล็กเพื่อเก็บความชุ่มชื้นและไม่ให้โดนน้ำทะเล ตั้งไว้บนดาดฟ้าเรือ สันนิษฐานว่าตู้กระจกนั้นคงทำหน้าที่ไม่ต่างไปจากการจัดสวนจิ๋วในขวดแก้วนั่นเอง

ถึงแม้เป็นเรือรบราชนาวีอันยิ่งใหญ่ แต่ใช่ว่าการเดินทางจะราบรื่นไปเสียหมด ตรงกันข้าม เรือของกัปตันกาเบรียลต้องเจองานเสี่ยงอันตรายหลายเรื่องด้วยกัน ตั้งแต่ต่อสู้กับเรือโจรสลัดตูนิเซีย เผชิญพายุอันโหดร้ายจนเรือเกือบจม ผจญปัญหาขาดแคลนน้ำจืด นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องเจอกับปัญหาลูกเรือที่พยายามขโมยต้นกาแฟเอาเสียอีก กว่าจะถึงปลายทางก็ทำเอากิ่งก้านต้นกาแฟหักไปหลายอยู่ แต่ต้นไม้ก็เอาตัวรอดไปได้ ภายใต้การคุ้มครองของบอดี้การ์ดอันเป็นกัปตันเรือนั่นเอง

ในที่สุด เรือก็เดินทางมาถึงมาร์ตีนิกอย่างปลอดภัย เมื่อนำลงปลูกบนพื้นแผ่นดินของเกาะ บริเวณที่เรียกกันว่า ‘Preebear’ ต้นกาแฟในตำนานก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ผลิดอกให้ผลเกินความคาดหมาย มีการนำไปขยายพันธุ์ปลูกต่อ จนสามารถเก็บเกี่ยวได้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1726 มีข้อมูลบันทึกไว้ว่า ต้นกาแฟได้เพิ่มขึ้นเป็นถึง 18 ล้านต้นในอีก 50 ปีต่อมา

ขณะที่ฝรั่งเศสยังคงใช้อาณานิคมต่างๆ ในทะเลแคริบเบียน เป็นแหล่งปลูกพืชกาแฟเชิงพาณิชย์ หวังกลายเป็นผู้นำในตลาดกาแฟโลกให้ได้ จนเมื่อไร่กาแฟปกคลุมไปทั่วหมู่เกาะทะเลแคริบเบียน ก็ขยายตัวเข้าไปยังเม็กซิโก อเมริกากลาง และอเมริกาใต้

ในปี ค.ศ. 1728 ผู้ว่าการเกาะจาไมก้า ได้รับของขวัญเป็นต้นกาแฟจากผู้ว่าการเกาะมาร์ตีนิก ข้อมูลนี้ทำเอานักประวัติศาสตร์กาแฟบางรายถึงกับตีความว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของกาแฟชื่อก้องโลกอย่าง ‘จาไมก้า บลูเมาเท่น’

 

coff5

ภาพกูเกิลแสดงเส้นทางเดินเรือของราชนาวีฝรั่งเศส สู่เกาะมาร์ตีนิก

อ่านมาถึงตรงนี้ คอกาแฟอาจอุทานออกมาว่า โอ้... ทำไมตำนานเรื่องนี้มัน ‘ดราม่า’ อะไรขนาดนั้น ผมเองก็อดคิดทำนองนั้นไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่รวบรวมหยิบมาเล่าสู่กันฟัง ก็เพราะต้องการนำเสนอทุกแง่มุม ไม่อยากให้ตกหล่นไป คิดเสียว่าเป็นสีสันของ เส้นทางกาแฟสายแคริบเบียน ก็แล้วกันครับ

เมื่อเอ่ยถึงจำนวนต้นหรือเมล็ดพันธุ์กาแฟแล้ว ยิ่งนำไปสู่ปริศนาข้อสงสัยที่เกินจะเชื่อว่า หากกษัตริย์ฝรั่งเศสต้องการให้แผนปลูกกาแฟบนเกาะอาณานิคมโพ้นทะเลประสบความสำเร็จแล้วไซร้ ไฉนจึงมอบต้นกาแฟหรือเมล็ดพันธุ์กาแฟเพียงน้อยนิดให้กัปตันเรือหนุ่มนำไปปลูก หรือว่าเพราะมีอยู่เท่านั้น หาจากที่อื่นไม่ได้แล้วจริงๆ ...ก็น่าคิด

ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน ในเวลาต่อมา พืชบุกเบิกอย่างกาแฟบนเกาะมาร์ตีนิก ก็ต้องหลีกทางให้กับไร่กล้วยหอมและไร่อ้อย แน่นอนว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกไปยังฝรั่งเศส จวบจนถึงปัจจุบัน ไร่กาแฟส่วนใหญ่แปรผันไปเป็น โรงกลั่นเหล้ารัมขนาดเล็กและห้องพักเก่าในสไตล์ฝรั่งเศส แต่จำนวนไม่น้อยตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะ ยังคงมีเจ้าของไร่กาแฟรอคอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนอยู่เสมอ

ราวปี ค.ศ. 2017 หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในมาร์ตีนิกรายงานว่า กลุ่มนักวิจัยกาแฟได้ทดสอบดีเอ็นเอต้นกาแฟ 2 ต้นที่ปลูกบนภูเขาของมาร์ตีนิก พบข้อมูลยืนยันว่าทั้ง 2 ต้นมีต้นตอจากต้นกล้ากาแฟที่กัปตันเรือกาเบรียลนำขึ้นฝั่งมาร์ตีนิกเมื่อปีค.ศ. 1720 จนนำไปสู่โครงการนำร่องเร่งฟื้นฟูปลูกกาแฟบนเกาะแห่งนี้อีกครั้ง